วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม 2569 เวลา 08.30 น. ณ โรงแรม เดอะ เล็คกาซี่ จังหวัดนนทบุรี นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการสัมมนา “ภาคีเครือข่ายผู้ช่วยเหลือ การปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ชปพ.ประมง) ร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับประเทศ” เพื่อเสริมทักษะการปฏิบัติงาน พร้อมนำแนวคิดวิธีการทำงานในการควบคุม เฝ้าระวัง การทำประมงผิดกฎหมาย มาประยุกต์ใช้ในการทำงานในพื้นที่ ซึ่งโครงการสัมมนาดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 16 มกราคม 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการจำนวน 105 ราย
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ภายใต้แนวคิด Fisheries Connect for Sustainability การบูรณาการความร่วมมือด้านการประมงสู่ความยั่งยืน กรมประมงได้จัดโครงการสัมมนา “ภาคีเครือข่ายผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ชปพ.ประมง) ร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับประเทศ” มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมประสิทธิภาพ การทำงานของเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่าย เพิ่มพูนทักษะความรู้ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำทุกมิติ เน้นการทำงานเชิงรุกป้องกัน และลดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย การสื่อสารแจ้งเบาะแสการกระทำผิด ตลอดจนการปฏิบัติงานภาคสนาม ในการควบคุมการทำประมงให้เป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประสบการณ์ และการถอดบทเรียนจากอาสาสมัครดีเด่นแห่งชาติด้านเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมง รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่าย ชปพ.ประมง ทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพการทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานเจ้าหน้าที่ และ ชปพ.ประมง ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ชปพ.ประมง ถือเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนภารกิจควบคุม ตรวจสอบ เฝ้าระวังการทำประมงผิดกฎหมาย และการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ พร้อมทั้งให้ความรู้และแนะแนวทางการอนุรักษ์สัตว์น้ำประจำถิ่นแก่ชาวประมงในชุมชน และเพื่อให้เกิดความเข้าใจร่วมกันในการปฏิบัติงาน และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จึงได้จัดโครงการสัมมนาในครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ ซึ่งจะนำไปสู่การปฏิบัติงานที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ
สำหรับโครงการสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 16 มกราคม 2569 โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 105 ราย ประกอบด้วย ผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ชปพ.ประมง) จำนวน 80 ราย จาก 41 จังหวัด และบุคลากรสังกัดกองตรวจการประมง จำนวน 25 ราย โดยมีกิจกรรม ประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ด้านกฎหมายประมง การอภิปราย และการแลกเปลี่ยนแนวคิด ตลอดจนประสบการณ์ และความคิดเห็นจากการปฏิบัติงานของภาคีเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมง พร้อมทั้งการถอดบทเรียนจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่ทั้งด้านน้ำจืดและทะเล โดยมีนายมงคล แพรเนียม อาสาสมัครดีเด่นแห่งชาติ ด้านเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมง (ประมงอาสา) ประจำปี 2567 ซึ่งเป็นผู้มีจิตอาสาและปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเข้มแข็งในการเฝ้าระวัง และควบคุมการทำประมงผิดกฎหมาย อีกทั้งยังทำหน้าที่เป็นผู้นำในการพัฒนาชุมชนประมงเขื่อนแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ให้เป็นต้นแบบในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำโดยชุมชนมีส่วนร่วม ซึ่งได้รับรางวัลเลิศรัฐ จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประจำปี 2567 ระดับดี ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจากนายสุไลมาน ดาราโอะ อาสาสมัครดีเด่นแห่งชาติ ด้านเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมง (ประมงอาสา) ประจำปี 2568 ซึ่งเป็นบุคคลต้นแบบการทำงานภาคประชาชน มีความชำนาญด้านการทำประมงเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง “ธนาคารปู” และการก่อตั้ง “โรงเรียนชาวเลปานะเระ” จังหวัดปัตตานี เพื่อเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านวิถีชีวิตและการอนุรักษ์ทรัพยากรของชุมชนชายฝั่ง การแบ่งกลุ่มระดมความคิดเห็น เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการวางแผนและสนับสนุนภารกิจของกรมประมงด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ ตลอดจนการควบคุม ตรวจสอบ การดูแล ป้องกัน และปราบปรามการทำประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ และเกิดความยั่งยืนต่อไป
ทั้งนี้ ที่ผ่านมากรมประมงได้มีบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมช่วยเหลือและสนับสนุนชุมชนประมงท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง ในด้านการจัดการ บำรุงรักษา อนุรักษ์ และฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำ เพื่อให้ชาวประมงสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำ และประกอบอาชีพประมงได้อย่างยั่งยืน โดยได้มีการแต่งตั้งสมาชิกองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ รวม 1,668 รายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมประมงในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ตลอดจนการควบคุม ตรวจสอบ และเฝ้าระวังการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ตามแนวทางพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นการรักษาทรัพยากรสัตว์น้ำให้คงความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของมนุษยชาติ ควบคู่กับการรักษาสภาพแวดล้อมให้อยู่ในสภาพที่เหมาะสมตามหลักธรรมาภิบาล ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการรักษาสมดุลของระบบนิเวศ และหลักการป้องกันล่วงหน้า เพื่อรักษาหรือฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้อยู่ในระดับที่สามารถก่อให้เกิดผลผลิตสูงสุดของสัตว์น้ำที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน ความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนให้เห็นได้จากบุคคลต่าง ๆ ที่ได้รับรางวัล “อาสาสมัครดีเด่นแห่งชาติ” ซึ่งสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดให้มีการมอบรางวัลเป็นประจำทุกปี เพื่อเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานโดดเด่นและเป็นแบบอย่างแห่งการเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม โดยในช่วงปี 2544 – 2568 มีผู้ได้รับรางวัลในด้านเครือข่ายเฝ้าระวังการทำประมง (ประมงอาสา) รวมทั้งสิ้น 25 ราย
อธิบดีฯ กล่าวในตอนท้ายว่า โครงการสัมมนา “ภาคีเครือข่ายผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ชปพ.ประมง) ร่วมกับพนักงานเจ้าหน้าที่ระดับประเทศ” ในอนาคตยังมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างและพัฒนาระบบเครือข่ายภาคีที่มีความเข้มแข็ง ครอบคลุมทุกภูมิภาค เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ (ชปพ.ประมง) กับพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมประมงให้สามารถปฏิบัติงานร่วมกันได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการควบคุม การเฝ้าระวัง และการป้องปรามการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย สอดคล้องกับนโยบาย Fisheries Connect for Sustainability ซึ่งมุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือด้านการประมงกับทุกภาคส่วน อันเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการทรัพยากรประมงของประเทศให้เกิดความยั่งยืนสืบต่อไป