บทความสำนักงานประมงจังหวัดนครนายก

“ปลากัด” มีตำนานเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตสังคมและวัฒนธรรมไทยมายาวนานกว่า 667 ปี และสามารถยืนยันชัดเจนได้ว่าปลากัดมีถิ่นกำเนิดในประเทศไทยแห่งเดียว โดยเอกสารทางประวัติศาสตร์ระบุว่าคนไทยนิยมเลี้ยงปลากัดอย่างแพร่หลายตั้งแต่ยุคกรุงธนบุรี

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2562 คณะรัฐมนตรี พิจารณาเห็นชอบให้ปลากัดไทยเป็นสัตว์น้ำประจำชาติ โดยพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ 3 มิติ ทั้งด้านวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ เนื่องจากคนไทยรู้จัก คุ้นเคย และมีความผูกพันกับปลากัดมาตั้งแต่โบราณ ด้านความเป็นเจ้าของ และความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยปลากัดไทยที่เสนอให้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ มีชื่อว่า Betta splendens ชื่อสามัญ ‘Siamese Fighting Fish’ ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย เป็นสายพันธุ์ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น และได้รับการยอมรับในระดับสากลมากกว่า 100 ประเทศ และด้านประโยชน์ใช้สอย โดยเฉพาะด้านการส่งเสริมการเพาะเลี้ยง และการสร้างนวัตกรรมด้านการเพาะพันธุ์ ซึ่งนําไปสู่การค้าเชิงพาณิชย์และก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

 ติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ : กลุ่มวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กรมประมง

โทรศัพท์ / โทรสาร 02-5791862

Email : inland.aquaorn@gmail.com , Page : กลุ่มวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ

น้ำท่วม ผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงจระเข้ต้องรับมืออย่างไร?

- กรมประมง ประกาศแจ้งเตือนผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงจระเข้ ระวัง สถานการณ์อุทกภัย อาจทำจระเข้หลุดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ขอให้เตรียมการป้องกันมิให้จระเข้หลุดออกอากฟาร์ม ดังนี้

 

1.ตรวจสอบฟาร์มโดยเฉพาะบ่อเลี้ยงจระเข้ ให้มีความแข็งแรงปลอดภัยอยู่เสมอ

 

2.คัดแยกจระเข้ที่เลี้ยง ในแต่ละบ่อให้มีขนาดเดียวกัน เพื่อป้องกันมิให้จระเข้ที่มีขนาดเล็กกว่าหลุดรอดลงท่อน้ำทิ้ง กรณีที่มีการ ทำความสะอาดบ่อเลี้ยง

 

3.ปล่อยจระเข้ลงเลี้ยงในอัตราที่ไม่หนาแน่นจนเกินไป เพื่อไม่ให้จระเข้เกิดความเครียด ซึ่งอาจจะทำให้จระเข้ป่วยได้ และเพื่อความสะดวกในการ ตรวจเช็คจำนวนจระเข้

 

4.หากฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้รายใด มีความเสี่ยงต่อการหลุดรอดของจระเข้ ขอให้เจ้าของฟาร์ม ดำเนินการเคลื่อนย้ายไปอยู่ในที่ปลอดภัย และทำการแก้ไข ปรับปรุงฟาร์มให้อยู่ในสภาพ ที่ปลอดภัยต่อการเพาะเลี้ยง

 

5.ขอให้ผู้ประกอบการติดตามข่าวสารจากทางราชการอย่างใกล้ชิดพร้อมปฏิบัติตามคำแนะน่าอย่างเคร่งครัด

 

6.กรณีพบจระเข้ในแหล่งน้ำสาธารณะ ขอความร่วมมือผู้พบเห็นแจ้งเบาะแส โดยด่วยที่สุด แจ้งให้กับทาง

- กรมประมง โทร. 02-562-0600

- สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก โทร. 037-311-024

- ประมงอำเภอเมืองนครนายก เบอร์ติดต่อ 092-267-5522

- ประมงอำเภอองครักษ์ เบอร์ติดต่อ 092-267-1199

- ประมงอำเภอปากพลี เบอร์ติดต่อ 092-267-3377

- ประมงอำเภอบ้านนา เบอร์ติดต่อ 085-182-3280

เพื่อต่าเนินการป้องกันช่วยเหลือต่อไป

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #ประมงอำเภอเมืองนครนายก #ประมงอำเภอองครักษ์ #ประมงอำเภอปากพลี #ประมงอำเภอบ้านนา #จระเข้

อนุสัญญาไซเตส (CITES) กับแนวทางปฏิบัติในการเพาะเลี้ยงและส่งออกจระเข้

 - อนุสัญญาไซเตส เป็นอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกลสูญพันธุ์

 - จระเข้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดหนึ่งที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของ "กรมประมง"

  ขั้นตอนการขึ้นเพาะพันธุ์ เพื่อการค้าระหว่างประเทศกับ CITES

  ผู้เพาะเลี้ยงจระเข้ยื่นข้อเสนอ (proposal) ขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะพันธุ์กับ CITES พร้อมแนบเอกสารหลักฐานประกอบ เช่น ใบอนุญาตให้เพาะพันธุ์ฯ (สป.9) และรายละเอียดประกอบข้อเสนอ ดังนี้

- ชนิดพันธุ์ที่ดำเนินการเพาะพันธุ์

- วิธีการเพาะพันธุ์

- รายละเอียดเกี่ยวกับจำนวนและอายุของพ่อ-แม่พันธุ์ และหลักฐานการได้มาตามกฎหมาย

- จำนวนที่มีอยู่ในครอบครองในปัจจุบัน

- ข้อมูลอัตราการตาย

- ผลผลิตแต่ละปี

- ประเภทของผลผลิตที่ส่งออก เช่น มีชีวิต หนัง หนังฟอก หรือชิ้นส่วนอื่นใด เป็นต้น

→ สถานที่ยื่นคำขอ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการกรมประมง โทรศัพทท์/โทรสาร 0 2561 2011 Email : citesdof@yahoo.com

เตรียมเฮ! ไฟเขียว ประกาศใช้ฉบับใหม่

หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร

โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ กระทรวงการคลัง

ข่าวดี! ด้านประมงปรับเพิ่มวงเงินการช่วยเหลือมากกว่าฉบับเดิม

 

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #ช่วยเหลือ #ภัย #พิบัติ #เกษตร #ประมง

แจกฟรีรูปการ์ตูนเตือนภัยด้านประมงนครนายก เวอร์ชั่น เจ้าหน้าที่สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก

https://drive.google.com/drive/folders/1E2h1TL2NL3ZZqjalelpM-TNqooNygXWb?usp=sharing

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #เตือน #ภัย

การแปรรูป ประโยชน์ คุณค่าทางโภชนาการของปลา มีอะไรบ้าง ทำได้อย่างไร? เรามาดูไปพร้อมกันได้เลย

จัดทำโดย นางสาวมัลลิกา วรรณประภา หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก

 

กดดาวโหลดไฟล์ PDF เพื่ออ่านเนื้อหาเต็มที่ได้ลิ้งด้านล่างนี้

https://drive.google.com/file/d/144niHmXnV3HfiTR6aTOFhBEr7SAkxhSv/view?usp=sharing

 

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #GAP #คุณภาพ #เลี้ยงปลา #กลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง

สุดยอดนวัตกรรมชาวบ้าน ภูมิปัญญาไทยประดิษฐ์

"อุปกรณ์คัดร่อนขนาดแยกไซส์ลูกปลาดุก"

จากคุณณัฐนันท์ ประทุมพล ณัฐนันท์ ประทุมพล

เกษตรกรต้นแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตำบลดงละคร อำเภอเมืองนครนายก

ข้อดี

- ใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ทำคนเดียวก็ใช้งานได้

- ราคาถูก ใช้วัสดุที่หาได้ง่าย หรือวัสดุเหลือทิ้ง ในการทำ

- วัสดุมีความคงทน บำรุงและเก็บรักษาง่ายไม่ซับซ้อน

- เวลาคัดขนาด เงี่ยงของลูกปลาดุก ไม่ติดเหมือนอวนหรือตาข่าย ปลาไม่ช้ำ ทำให้อัตรารอดตอนขนส่งสูงขึ้น

สนใจติดต่อหรือซื้อลูกปลาดุกที่อยู่ตามลิ้งด้านล่างนี้เลยครับ

https://www.google.com/maps/place/ณัฐนันท์พันธุ์ปลา+เล็ก-แดง/@14.1041318,101.1475281,306m/data=!3m1!1e3!4m5!3m4!1s0x311da610fc461191:0x8c2f5029c0a09755!8m2!3d14.1040986!4d101.1478124!5m1!1e4

 

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #นวัตกรรม #ปลาดุก #ภูมิปัญญา #ไทยประดิษฐ์

การพัฒนาคุณภาพสัตว์น้ำ มาตรฐานการปฏิบัติทางการประมงที่ดี สำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำ (GAP) ทำได้อย่างไร? มาดูกัน

จัดทำโดย นางสาวมัลลิกา วรรณประภา หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก

 

กดดาวโหลดไฟล์ PDF เพื่ออ่านเนื้อหาเต็มที่ได้ลิ้งด้านล่างนี้

https://drive.google.com/file/d/195SI6uZ0DzNexlbKVUAi70Q0Gpj6Zs0n/view?usp=sharing

 

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #GAP #คุณภาพ #เลี้ยงปลา #กลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง

อยู่นครนายกจะซื้อลูกปลา หรือ สัตว์น้ำ มาเลี้ยงได้อย่างไร?

เรามีตัวเลือกที่ใกล้จังหวัดนครนายกที่สุดให้ท่านได้เลือกกัน

1.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปทุมธานี

ม.2 ต.ศาลาครุ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี 12170

025463186

2.ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำปทุมธานี

39 หมู่ 1 ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120

02-904-1558

3.มูลนิธิชัยพัฒนาบ้านเกาะกา ปากพลี

148 หมู่ 1 ต.ท่าเรือ อ.ปากพลี จ.นครนายก 26130

037-397106 หรือ 084-1549287

4.โรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก

199 หมู่ที่ 13 ตำบลพรหมณี อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26001

037 393 272

หรือ

5.สั่งจอง ซื้อขายลูกพันธุ์สัตว์น้ำออนไลน์ สะดวกมากๆ (มีให้เลือกมากมายหลายชนิดสัตว์น้ำ)

ระบบจำหน่ายพันธุ์สัตว์น้ำ FisheriesFry Shop

https://workingcapital.fisheries.go.th/workshop/index.php

การเลี้ยงปลาให้ได้คุณภาพ เลี้ยงอย่างไรมาดูกัน?

จัดทำโดย นางสาวมัลลิกา วรรณประภา หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก

กดดาวโหลดไฟล์ PDF เพื่ออ่านเนื้อหาเต็มที่ได้ลิ้งด้านล่างนี้

https://drive.google.com/file/d/1Wscd3XRJbjOs2Q1wujWrX3-QT36Ip2a_/view?usp=sharing

 

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #เลี้ยงปลา #กลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการประมง

ประโยชน์ของการใส่ปุ๋ยลงในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

การใส่ปุ๋ยลงในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อ

1.เพิ่มธาตุอาหารให้แก่แพลงก์ตอนพืช สำหรับใช้ในการเจริญเติบโต ทำให้มีอาหารธรรมชาติเกิดขึ้นในบ่อมากขึ้น นอกจากนี้ปุ๋ยบางประเภทยังใช้เป็นอาหารปลาได้โดยตรงอีกด้วย

2.ช่วยปรับสภาพของน้ำ เช่น ความขุ่นใสความเป็นกรดของน้ำ เป็นต้น

ประเภทของปุ๋ยที่ใช้โดยทั่วไปมี 4 ประเภท ดังนี้

1.ปุ๋ยคอก ได้แก่ มูลสัตว์ต่างๆ เช่น มูลวัว ควาย หมู ไก่ เป็ด เป็นต้น

2.ปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ส่วนของพืชผัก และวัชพืช ต่างๆที่มีเยื่อใยน้อยสามารถย่อยสลายได้ง่าย

3.ปุ๋ยหมัก ได้แก่ ปุ๋ยที่เกิดจากการหมักหมม ของเศษพืชผักผสมกับมูลสัตว์และแบคทีเรียตามกรรมวิธีของการทำปุ๋ยหมัก

4.ปุ๋ยเคมี ได้แก่ปุ๋ย วิทยาศาสตร์สูตรต่างๆ ที่มีขายในท้องตลาดโดยประกอบด้วยธาตุอาหารหลัก คือ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส (P) โปรแตสเซียม (K)

อัตราและวิธีการใช้ปุ๋ยในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

สำหรับปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด และปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยที่ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินและน้ำ มีการย่อยสลายตัวช้า บางส่วนสามารถเป็นอาหารปลาได้โดยตรงแต่การใช้ต้องระมัดระวัง หากใส่มากเกินไป จะทำให้น้ำเน่าเสียได้ สำหรับปุ๋ยเคมี

(ปุ๋ยอนินทรีย์) เป็นปุ๋ยที่ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดินและพืช สามารถนำไปใช้ได้ทันทีแต่มีราคาแพงกว่าปุ๋ยคอก ดังนั้นการเลือกใช้ปุ๋ยประเภทใดต้องพิจารณา ความเหมาะสมทั้งในเรื่องของราคาปุ๋ย และคุณภาพน้ำในบ่อ

อัตราการใช้ปุ๋ยประเภทต่างๆ

- ปุ๋ยคอก ควรใช้ในอัตราไม่เกิน 200 – 250 กิโลกรัม/ไร่/เดือน

- ปุ๋ยพืชสด ควรใช้ในอัตราไม่เกิน 1,200 – 1,500 กิโลกรัม /ไร่

- ปุ๋ยหมัก ควรใช้ในอัตราไม่เกิน 600 – 700 กิโลกรัม /ไร่

- สำหรับปุ๋ยเคมีมีปฏิกิริยาค่อนข้างเร็วอัตราการใช้ไม่ควรเกิน 3-5 กิโลกรัม/ไร่/เดือน และควรใส่หลังจากได้ใส่ปูนขาวแล้ว

ข้อสังเกตในการใส่ปุ๋ย

เนื่องจากสภาพพื้นที่แตกต่างกัน อัตราการใช้ปุ๋ยจะต้องแตกต่างกันไป โดยสังเกตจากสีน้ำในบ่อ เช่น

- น้ำมีสีน้ำตาลเข้ม แสดงว่าใส่ปุ๋ยคอกมากเกิน ไปจนเกิดการเน่าสลายอย่ารุนแรง ควรเติมน้ำลงไป

- น้ำมีสีเขียวมากเกินไป เมื่อใช้เมื่อจุ่มลงในน้ำประมาณถึงข้อศอกถ้ามองไม่เห็นฝ่ามือแสดงว่าน้ำเข้มเกินไป ควรเจือจางโดยการเติมน้ำ แต่ถ้ามองเห็นฝ่ามือในระดับดังกล่าวแสดงว่าน้ำเขียวพอดีหรือปริมาณปุ๋ยที่เหมาะสม

- หากปรากฏว่าในตอนเช้ามืดมีปลาลอยหัวขึ้นมา แสดงว่าน้ำมีปริมาณออกซิเจนไม่พอ ซึ่งเกิดจากการที่แพลงก์ตอนพืชมากเกินไป ดังนั้นจะต้องลดหรือเจือจางน้ำ หรือใช้เครื่องให้อากาศ เพื่อเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำ

ที่มา : สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #ปุ๋ย #สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง

ออกซิเจนในน้ำคืออะไร? ทำไมต้องวัดออกซิเจนในน้ำ?

ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ หรือดีโอ (Dissolved Oxygen: DO)โดยปกติออกซิเจนที่ละลายในน้ำได้มาจากบรรยากาศและการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชน้ำ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ Dissolved Oxygen จะแปรผกผันกับอุณหภูมิ และความเข้มข้นของแร่ธาตุที่ละลายในน้ำ ถ้าหากอุณหภูมิและความเข้มข้นของแร่ธาตุในน้ำสูง จะทำให้ออกซิเจนจะละลายในน้ำได้น้อยลง

น้ำในธรรมชาติทั่วไปปกติจะมีค่าดีโอ ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ หรือดีโอ (Dissolved Oxygen: DO) ประมาณ 5-7 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L)

มาตรฐานน้ำที่มีคุณภาพดึ จะมีค่า DO ประมาณ 5 – 8 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L)

น้ำเสีย จะมีค่า DO ต่ำกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L)

ปริมาณออกซิเจนในน้ำ สำหรับสัตว์น้ำ

ต่ำกว่า 4 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ปลาตายหมด

ต่ำกว่า 4 -6 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ปลาจำนวนน้อยมากๆ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ต่ำกว่า 6.5 – 9.5 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ปลาตัวใหญ่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ปลาตัวเล็กๆ อยู่ไม่ได้

ต่ำกว่า 9.5 – 12 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) ปลาทุกขนาดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่มีปริมาณออกซิเจนไม่เพียงพอ ได้แก่ ว่ายน้ำเร็วกว่าปกติ , กระวนกระวาย , กระโดดออกมาจากบ่อ , อาจจะว่ายน้ำอยู่บริเวณผิวน้ำและโผล่ปากขึ้นมาเหนือน้ำเพื่อฮุบอากาศการขาดออกซิเจนในน้ำในบ่อเลี้ยง

การวัดออกซิเจนในน้ำเพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆ

อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การวัดออกซิเจนในน้ำเป็นการตรวจคุณภาพน้ำที่มีผลสำคัญต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ

- มาตรฐานน้ำดื่ม ระดับ DO 8 -9 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) คุณภาพน้ำดี ใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค

- ระดับ DO 6.7-8 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) คุณภาพน้ำเริ่มมีการปนเปื้อน ใช้ในการอุปโภค

- ระดับ DO 4.5-6.7 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) คุณภาพน้ำปนเปื้อนปานกลาง ใช้ในการเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม

- ระดับ DO ต่ำกว่า 4.5 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) คุณภาพน้ำมีการปนเปื้อนมาก พืชและสัตว์น้ำเริ่มได้รับอันตรายใช้ประโยชน์ได้น้อย

- ระดับ DO ต่ำกว่า 4 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) คุณภาพน้ำอยู่ในภาวะวิกฤติ พืชและสัตว์น้ำได้รับอันตราย ใช้ประโยชน์ไม่ได้

- ระดับ DO ต่ำกว่า 2 มิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) คุณภาพน้ำอยู่ในภาวะวิกฤติ พืชและสัตว์น้ำไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #DO

ค่า pH ในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะเหตุใดจึงมีค่าต่ำในตอนเช้าและสูงในตอนเย็น?

คำตอบ : ค่า pH เป็นผลชี้วัดจากการตรวจคุณภาพน้ำ เป็นค่าที่แสดงความเป็นกรดเป็นด่างของสารเคมีจากปฏิกิริยาของไฮโดรเจนไอออน (H+)

โดย pH ที่มีค่าตัวเลขชี้วัดที่ 1-14

pH 1-6 (มีค่าความเป็นกรด)

pH 7 (มีค่าเป็นกลาง)

pH 8-14 (มีค่าความเป็นด่าง)

ปกติแล้วค่า pH ในแหล่งธรรมชาติเกิดจากที่มาหรือจุดต้นกำเนิดของแหล่งน้ำที่ไหลผ่านปัจจัยแวดล้อมต่างๆ

ได้แก่

-แหล่งน้ำที่มีค่าความเป็นด่าง ตัวอย่างเช่น แหล่งน้ำนี้ไหลผ่านชั้นหินแกรนิตในบางพื้นที่ ที่ทำให้น้ำมีค่าความเป็นด่าง

-ตัวแปรควบคุมในธรรมชาติ คือ พืชน้ำ สัตว์น้ำ แพลงก์ตอนพืชและสัตว์ เหล่านี้ที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันในระบบนิเวศที่มีความสมดุล เช่น

กลางวัน สัตว์น้ำหายใจโดยใช้ออกซิเจนที่เป็นผลผลิตจากพืชและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งพืชใช้คาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการสังเคราะห์แสง และได้ผลผลิตเป็น ออกซิเจนและน้ำตาล

แต่กลางคืนที่ไม่มีแสงกระบวนการจะกลับกันในพืชทำให้พืชและแพลงก์ตอนพืชจะปล่อยออกมาเป็นคาร์บอนไดออกไซด์รวมถึงสัตว์น้ำและแพลงก์ตอนสัตว์ต่างหายใจแล้วปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา เมื่อคาร์บอนไดออกไซด์รวมกับน้ำจะเกิดเป็น กรดคาร์บอนิคซึ่งมีค่าความเป็นกรดสะสมจนถึงตอนเช้าตรู่ ทำให้ค่า pH ในตอนเช้ามีค่าความเป็นกรดสูงสุด

ก่อนที่พืชและแพลงก์ตอนพืชจะได้รับแสงอาทิตย์ พืชน้ำและแพลงก์ตอนพืชได้นำคาร์บอนที่อยู่ในรูปของความเป็นกรด ไปใช้ในกระบวนสังเคราะห์แสงตลอดช่วงวัน ที่แสงอาทิตย์ถ่ายเทพลังงานสะสมเพิ่มขึ้นในน้ำเกิดเป็นรูปของคาร์บอนที่มีค่าความเป็นด่างหรือไบคาร์บอเนตสะสมไปจนถึงช่วงเย็นที่ไม่มีแสงอาทิตย์ หลังจากคาร์บอนที่อยูในรูปของความเป็นกรดหรือกรดคาร์บอกนิกนั้น ทำให้เกิดเป็นคาร์บอนในรูปที่มีค่าความเป็นด่างหรือไบคาร์บอเนต ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นผลส่วนหนึ่งของวัฏจักรคาร์บอน จึงทำให้ค่าpH ตลอดช่วงวันเปลี่ยนไปเพิ่มขึ้นและลดลงสูงสุดตามรูปของคาร์บอนที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างนั่นเอง

การที่ค่า pH ขึ้นสูงสุดถึงต่ำสุดยังเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ที่สารต่างๆหมุนเวียนเปลี่ยนผันกันไปเป็นวัฏจักรของสารต่างๆ แต่หากเราน้ำมาใช้เลี้ยงปลาในระบบปิดจะสูญเสียการรักษาความดุลของสารต่างๆไป

 

ขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง ที่มาจาก : GOLDENBETTA SHOP

http://www.goldenbetta.com/119.html

 

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #pH #GOLDENBETTA

ใครเคยเจอกับ "แมลงน้ำ" ชนิดไหนกันมาบ้าง?

และรู้หรือไม่ว่า เจ้าแมลงน้ำแต่ละชนิดนี้สามารถบ่งบอกถึงคุณภาพของแหล่งน้ำได้เป็นอย่างดี มาทำความรู้จักกับแมลงแต่ละชนิดกัน

 

1.คุณภาพน้ำดีมาก อยู่ในน้ำสะอาดมาก

น้ำสะอาด คือ น้ำที่ปราศจากเชื้อที่อาจทำให้เกิดโรคโดยน้ำเป็นสื่อ ไม่มีสารพิษเจือปน และหากมีแร่ธาตุหรือสารบางอย่างปนอยู่ ต้องไม่เกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดไว้

ได้แก่ ตัวอ่อนชีปะขาวขุดรู , ตัวอ่อนชีปะขาวเหงือกขนนก , ตัวอ่อนชีปะขาวตัวแบน , ตัวอ่อนชีปะขาวเหงือกบนหลัง , ตัวอ่อนชีปะขาวเหงือกแฉก , ตัวอ่อนแมลงเกาะหินจั๊กกะแร้ฟู , ตัวอ่อนแมลงเกาะหินตัวป้อม , ตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำปลอกแตร , ตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำกรวดข้าง , ตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำซองใบไม้ , ตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำหัวหลิม , ตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำทอปลอกนิ้ว

 

2.คุณภาพน้ำดี อยู่ในน้ำสะอาด

น้ำสะอาด คือ น้ำที่ปราศจากเชื้อที่อาจทำให้เกิดโรคโดยน้ำเป็นสื่อ ไม่มีสารพิษเจือปน และหากมีแร่ธาตุหรือสารบางอย่างปนอยู่ ต้องไม่เกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดไว้

ได้แก่ ตัวอ่อนแมลงช้างกรามโต , กุ้งน้ำตก , ตัวอ่อนแมลงปอธรรมดา , ตัวอ่อนแมลงปอตัวสั้น , ตัวอ่อนแมลงปอเสือหางเดียว , ตัวอ่อนแมลงปอเข็มธรรมดา , ตัวอ่อนแมลงปอเข็มหางโป่ง , ตัวอ่อนแมลงปอน้ำตกธรรมดา , ตัวอ่อนแมลงปอน้ำตกเขียว , หอยกาบน้ำจืด , หอยหมวกเจ๊ก , หอยเจดีย์

 

3.คุณภาพน้ำพอใช้ ทนน้ำสกปรกได้บ้าง

น้ำสะอาด คือ น้ำที่ปราศจากเชื้อที่อาจทำให้เกิดโรคโดยน้ำเป็นสื่อ ไม่มีสารพิษเจือปน และหากมีแร่ธาตุหรือสารบางอย่างปนอยู่ ต้องไม่เกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดไว้

ได้แก่ ตัวอ่อนชีปะขาวเหงือกกระโปรง , ตัวอ่อนชีปะขาวว่ายน้ำ , ตัวอ่อนแมลงหนอนปลอกน้ำซิโก้ , กุ้งฝอย , หอยกาบเมล็ดถั่ว , หอยฝาเดียวอื่นๆ , หอยฝาเดียวอื่นๆ

 

4.คุณภาพน้ำแย่ ทนน้ำสกปรกได้ดี

น้ำสะอาด คือ น้ำที่ปราศจากเชื้อที่อาจทำให้เกิดโรคโดยน้ำเป็นสื่อ ไม่มีสารพิษเจือปน และหากมีแร่ธาตุหรือสารบางอย่างปนอยู่ ต้องไม่เกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดไว้

ได้แก่ หนอนริ้นน้ำจืดแดง , ไส้เดือนน้ำเสีย , ไส้เดือนปลอกแดง

 

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #แมลงน้ำ #กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม #คุณภาพส่ิงแวดล้อมคือคุณภาพชีวิต

มาตรา 65 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558

•มาตรา 65 เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำที่หายาก หรือป้องกันอันตรายมิให้เกิดแก่สัตว์น้ำ และระบบนิเวศ รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดห้ามการนำเข้า ส่งออก นำผ่าน เพาะเลี้ยงหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์น้ำบางชนิดได้

ห้ามมิให้ผู้ใดนำเข้า ส่งออก นำผ่าน เพาะเลี้ยง หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์น้ำตามวรรคหนึ่งเว้นแต่จะได้รับอนุญาตโดยอธิบดีหรือผู้ซึ่งอธิบดีมอบหมาย ผู้ใดฝ่าฝืน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

•ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักร พ.ศ.2559 มีทั้งสิ้นจำนวน 725 ชนิด ไม่รวมสัตว์น้ำหมวดที่อาจก่อให้เกิดโรคระบาด

 

การเรียกเก็บและรับชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต

กรมประมงจะเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาตตามพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558

ตั้งแต่วันอังคารที่ 25 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป อัตราค่าธรรมเนียม ฉบับละ 200 บาท
ได้แก่

1) ใบอนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (DOF2)
2) ใบอนุญาตให้นําเข้าสัตว์น้ำ ตามมาตรา 65 แห่งพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558 (DOF9)
3)ใบอนุญาตให้ส่งออกสัตว์น้ำ ตามมาตรา 65 แห่งพระราชก้าหนดการประมง พ.ศ. 2558 (DOF11)
4) ใบอนุญาตให้นําผ่านสัตว์น้ำ ตามมาตรา 65 แห่งพระราชกําหนดการประมง พ.ศ. 2558 (DOF14)

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

     1. พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

     2. กฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตให้นำเข้า ส่งออก นำผ่าน เพาะเลี้ยง หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์น้ำบางชนิด พ.ศ. 2559
     3. กฎกระทรวงกำหนดค่าอากรและค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการประมงพ.ศ. 2559
     4. ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก หรือนำผ่านราชอาณาจักรพ.ศ. 2559
     5. ระเบียบกรมประมงว่าด้วยการชาระค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตผ่านระบบ Fisheries Single Window (FSW) พ.ศ. 2561
     6. ประกาศกรมประมง เรื่อง เปิดให้บริการระบบชำระค่าธรรมเนียมในการออกใบอนุญาตผ่านระบบธนาคาร(e-Payment) ในระบบ Fisheries Single Window (FSW)

     7. ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ พ.ศ. 2560

     8. ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตนำเข้า สัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563

     9. ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดแบบคำขอรับใบอนุญาต ใบอนุญาต คำขอรับใบแทนใบอนุญาตและเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ประกอบการยื่นขออนุญาตให้นำเข้า ส่งออกหรือนาผ่านสัตว์น้ำ พ.ศ. 2563

    10. ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดสถานที่อื่นในการยื่นคำขอรับใบอนุญาตให้นำเข้า ส่งออกหรือนำผ่านสัตว์น้ำ พ.ศ. 2563

     11. ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตนำเข้า กรณีการนำเข้าปลาทูน่าแช่แข็งบรรจุตู้คอนเทนเนอร์ ที่มีการคัดแยกชนิดและปริมาณไม่ชัดเจน พ.ศ. 2563


ขั้นตอนและคู่มือ

     1. การชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ FSW
     2. วิดีโอประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับขั้นตอนการชำระค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
     3. วิดีโอขั้นตอนการขอใบอนุญาตที่มีค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ประกอบการ
     4. คู่มือการชำระค่าธรรมเนียมผ่านระบบ FSW สำหรับผู้ประกอบการ
     5. การชำระค่าธรรมเนียม Bill payment FSW (Direct Link)
     6. การชำระเงิน Bill payment FSW (Cross Bank)
     7. การชำระเงินแบบหักผ่านบัญชีอัตโนมัติ
             - แบบฟอร์มขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลทะเบียน หมายเลข 7_เพิ่มบัญชีธนาคาร
             - CGP_แบบคำขอใช้บริการหักบัญชีอัตโนมัติ
             - ตัวอย่างการกรอก_CGP

     8. คำถามที่พบบ่อย

ฝากลูกให้กระชังเลี้ยง ภูมิปัญญาลดต้นทุนค่าพันธุ์ปลา ลดต้นทุนเป็นหนึ่งในนโยบายของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์...การเพาะพันธุ์ปลานิลฝากลูกในกระชังโดยวิธีการธรรมชาติ เป็นอีกภูมิปัญญาชาวบ้านจากเกษตรกรนครนายก ที่นำมาใช้เพาะพันธุ์และอนุบาลลูกปลานิล กรมประมงเล็งเห็นว่า วิธีการนี้เป็นประโยชน์กับเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงปลานิลรายอื่นๆ จึงได้มอบหมายให้สำนักงานประมงจังหวัดนครนายกศึกษาทดลองเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกร “การเพาะพันธุ์ปลานิลแบบฝากเลี้ยงเกิดจากนายสมชาย พุมมีดี วัย 65 ปี ผู้ประกอบอาชีพทำเกษตรผสมผสาน เลี้ยงปลานิล ปลาทับทิม ปลาดุกในบ่อดินและกระชังในแม่น้ำ ได้ตั้งข้อสงสัยในเมื่อตัวเองมีบ่อดินเองอยู่แล้ว แทนที่จะซื้อลูกปลานิลขนาด 30-40 ตัวต่อ 1 กก. ราคาตัวละ 7-9 บาท มาเลี้ยง ทำไมไม่ซื้อลูกปลาขนาดเท่าใบมะขามที่มีราคาไม่ถึงตัวละบาทมาอนุบาลเพื่อลดต้นทุน เมื่อเริ่มทดลองกลับได้วิธีเพาะพันธุ์ปลานิลแบบฝากเลี้ยงในกระชังแทน” นายบุญส่ง ศิริมา ประมงจังหวัดนครนายก บอกถึงภูมิปัญญาชาวบ้านที่ได้จากการสังเกต รู้จักคิดวิเคราะห์ และทดลองทำในสิ่งใหม่ๆ...เริ่มทดลองเลี้ยงอนุบาลลูกปลานิลขนาดเท่าใบมะขามในกระชังแม่น้ำ ที่มีการทำกระชังใหม่ให้มีขนาดตาอวนเล็กลง จากเคยใช้อวนตาห่าง เปลี่ยนมาเป็นกระชังอวนพริกไทย ไม่ใช้อวนมุ้งเขียว เพราะกระชังอวนพริกไทยตาห่างน้ำผ่านได้ดี และนุ่มกว่าอวนมุ้งเขียว ทำให้สุขภาพลูกปลาน่าจะดีกว่าเลี้ยงในมุ้งเขียว เมื่ออนุบาลลูกปลาจนได้ขนาดพอปล่อยในกระชังใหญ่ได้ จึงแบ่งลูกปลาส่วนหนึ่งไปเลี้ยงในกระชังใหญ่ อีกส่วนแบ่งไปเลี้ยงในบ่อดิน เพื่อทดลองให้ปลาออกไข่เพื่อนำมาใช้เลี้ยงในรุ่นต่อๆไป แต่ให้บังเอิญ...ในบ่อดินมีกระชังอวนพริกไทยถูกนำมาทิ้งไว้ตอนปล่อยลงบ่อ เมื่อลูกปลาในบ่อดินเติบโตขึ้นเรื่อยๆจนโตเต็มวัย พร้อมผสมพันธุ์ ปรากฏว่า กระชังร้างที่ว่างเปล่ามีลูกปลาเข้ามาติดอยู่ในกระชังเป็นจำนวนมาก จากการเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของปลานิลที่เลี้ยงไว้ในบ่อ พบสาเหตุที่มีปลาอยู่ในกระชังอวนพริกไทย เพราะในช่วงเช้ามืดจะมีปลานิลมาว่ายน้ำวนเวียนบริเวณกระชัง และแม่ปลาที่อมไข่ไว้ในปาก ได้พ่นไข่ พ่นลูกปลาเข้าไปในกระชัง เพื่อป้องกันอันตรายจากศัตรูในบ่อที่จะมาทำร้ายลูกปลา ตามสัญชาตญาณของแม่ปลาต้องหาสถานที่ให้กับลูกปลาได้หลบภัย จากการทดลองของ ลุงสมชาย มานานกว่า 5 ปี จนได้วิธีการผลิตลูกพันธุ์ปลานิลแบบธรรมชาติ สามารถได้ผลผลิตลูกพันธุ์ปลานิลที่แข็งแรง มีการเจริญเติบโตดีกว่าลูกปลาที่ซื้อมาเลี้ยงที่ขนาดเดียวกัน มีอัตราการรอดสูงถึง 80% ดังนั้น เกษตรกรที่มีบ่อดินสามารถนำวิธีการนี้ไปเพาะและอนุบาลปลานิล ปลาทับทิมโดยวิธีธรรมชาติได้ด้วยตนเอง สามารถช่วยลดต้นทุนค่าลูกพันธุ์ปลาที่นำเลี้ยงได้เป็นอย่างมาก และจากการทดลองเพิ่มเติมร่วมกับโรงเรียนทหารการสัตว์ กรมการสัตว์ทหารบก จ.นครนายก พบว่า หากจะให้ได้ผลดี ในบ่อดินที่ปล่อยพ่อแม่ปลานิลหรือปลาทับทิม ควรมีปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน เลี้ยงควบคู่ไปด้วย เพราะจะเป็นตัวช่วยกระตุ้นสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอด เพื่อสืบต่อเผ่าพันธุ์ของปลานิลได้มากขึ้น และจะยิ่งเพิ่มความแข็งแรงให้กับลูกปลา

ขอขอบคุณข่าวจาก กรวัฒน์ วีนิล ไทยรัฐ ออนไลน์

https://www.thairath.co.th/news/local/2167085

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #นวัตกรรมใหม่ #ปลานิลฝากลูก #ชุมชนบ้านวังดอกไม้ #ล้อมรักออร์แกนิคฟาร์ม

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากมติที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (คบท.) ครั้งที่ 3/2564 เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ได้อนุมัติโครงการลดต้นทุนการผลิตกุ้งทะเลเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมกุ้งทะเลอย่างยั่งยืน ปี 2564 ตามที่กรมประมงเสนอเพื่อสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งสามารถกู้จาก ธ.ก.ส. ได้รายละไม่เกิน 3 ล้านบาท จำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 ราย เพื่อติดตั้งระบบอุปกรณ์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) อุปกรณ์ควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ และปรับปรุงโครงสร้างฟาร์มในรูปแบบต่าง ๆ ภายใต้วงเงินสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท โดยการสนับสนุนเงินจ่ายขาดจากกองทุนรวมฯ เพื่อชดเชยดอกเบี้ยให้แก่เกษตรกรร้อยละ 3 ต่อปี ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี จำนวน 450 ล้านบาท ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินโครงการ 35 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ฉะเชิงเทรา ระยอง จันทบุรี ตราด ปทุมธานี กาญจนบุรี นนทบุรี นครปฐม สุพรรณบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร เพชรบุรี อยุธยา ราชบุรี ชัยภูมิ อุดรธานี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร

สุราษฎร์ธานี ระนอง ภูเก็ต สตูล ตรัง กระบี่ พังงา พัทลุง สงขลา นครศรีธรรมราช ปัตตานี และนราธิวาส

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา กรมประมงได้จัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการฯ ซึ่งประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมการค้าภายใน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบแผนการดำเนินงาน หลักเกณฑ์ เงื่อนไข ขั้นตอน และแผนการใช้เงินภายใต้โครงการเรียบร้อยแล้ว

 

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการดังกล่าวฯ ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกดำเนินการกิจกรรมใดเพียงกิจกรรมเดียว หรือทั้งสองกิจกรรมก็ได้ ขึ้นอยู่กับพื้นที่ฟาร์มและความพร้อม โดยแต่ละกิจกรรมมีรายละเอียด ดังนี้

1. กิจกรรมลดต้นทุนพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย 2 รูปแบบ โดยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลจะต้องติดตั้งระบบ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ เพื่อช่วยในการลดหรือประหยัดพลังงานไฟฟ้า โดยเลือกการดำเนินการอย่างน้อย 1 รูปแบบ ได้แก่ 1. แบบติดตั้งระบบอุปกรณ์ด้านพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) แบบออนกริด (On grid) และ 2. แบบติดตั้งระบบควบคุมเครื่องเติมอากาศอัจฉริยะ

2. กิจกรรมลดต้นทุนแฝง โดยเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งจะต้องดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างฟาร์ม หรือ โครงสร้างบ่อ เพื่อช่วยในการเพิ่มประสิทธิภาพในการเลี้ยงกุ้งทะเล ลดความเสี่ยงในการเกิดโรค พัฒนาระบบการเลี้ยงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และส่งผลให้เกิดการบริหารจัดการฟาร์มอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ซึ่งประกอบด้วย 4 รูปแบบ ได้แก่ 1. การปูผ้าพลาสติกบ่อเลี้ยง (Polyethylene : PE) ทั้งบ่อ 2. การปูผ้าพลาสติกบ่อเลี้ยงบางส่วน 3. การใช้ผ้าพลาสติกทำบ่ออนุบาลลูกกุ้งก่อนปล่อยเลี้ยง ร่วมกับการปรับปรุงบ่อเลี้ยง เช่น บดอัดด้วยดินลูกรัง และ 4. การทำบ่อลอยหรือบ่อที่มีระบบทางน้ำไหลทางเดียวด้วยผ้าพลาสติก ซึ่งเกษตรกรสามารถเลือกดำเนินการได้ 1 รูปแบบ ทั้งนี้ กิจกรรมลดต้นทุนแฝงในทุกรูปแบบที่เกษตรกรเลือกดำเนินการต้องปรับปรุง หรือมีพื้นที่บ่อเพียงพอสำหรับรองรับปริมาณน้ำจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำและการจับผลผลิต และมีระบบบำบัดน้ำ หรือมีการบำบัดและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ (ระบบน้ำหมุนเวียน) เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคจากแหล่งน้ำ

 

สำหรับเกษตรกรที่สนใจจะเข้าร่วมโครงการฯ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. ต้องเป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งจดแจ้งประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมประเภทกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล (จสค.) กับกรมประมง

2. กรณีเป็นสมาชิกสถาบันเกษตรกร/ วิสาหกิจชุมชน/ สมาคม/ ชมรม/ กลุ่มเกษตรกร ต้องได้รับการรับรองคุณสมบัติเพื่อเข้าร่วมโครงการฯ จากสถาบันที่สังกัด หากไม่เป็นสมาชิก สามารถขอรับรองคุณสมบัติเกษตรกรได้จากศูนย์ฯ ที่รับผิดชอบโครงการฯ ในแต่ละจังหวัด

3. เป็นลูกค้าปกติของ ธ.ก.ส. หรือเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลที่ ธ.ก.ส. สอบสวนและขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้าได้

 

ทั้งนี้ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลที่สนใจ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ตั้งแต่วันที่

15 กรกฎาคม จนถึง 30 ตุลาคม 2564 ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืด

ที่รับผิดชอบโครงการฯ ในแต่ละจังหวัด ในวันและเวลาราชการ ทั้งนี้ กรมประมงได้มีการจัดตั้งศูนย์ให้บริการตอบคำถาม (Help Desk) ทาง LINE@

“COASTALCARES” (ID: 281jxxaj) หรือโทรศัพท์ 0 2561 3997 เพื่อให้ข้อมูลและไขข้อข้องใจแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลตลอดระยะเวลาที่ดำเนินโครงการฯ

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #ชดเชย #กุ้ง

คู่มือการเพาะเลี้ยงจระเข้ (Crocodile Aquaculture) ฉบับสมบูรณ์

จัดทำโดย คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (Faculty of Fisheries : Kasetsart University) ร่วมกับ กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (Department of Fisheries : Ministry of Agriculture and Cooperatives) และ สมาคมฟาร์มจระเข้ไทย (Thai Crocodile Farm Association)

อ่านเนื้อหาเต็มได้ที่ลิ้งค์

https://online.fliphtml5.com/vqklc/ljrd/#p=1

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #จระเข้

กรมประมง...เตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เฝ้าระวังโรคในช่วงเปลี่ยนฤดู พร้อมแนะมาตรการป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงตลอดสายการผลิต

ด้วยขณะนี้สภาพอากาศของประเทศไทยได้เปลี่ยนจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน โดยในหลายพื้นที่เริ่มมีฝน

 

ตกชุกอย่างต่อเนื่อง ทำให้สภาวะอากาศ อุณหภูมิน้ำ และออกซิเจนในน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน

 

ซึ่งได้ส่งผลต่อสัตว์น้ำที่เกษตรกรทำการเพาะเลี้ยงทั้งในบ่อดินและกระชังในแม่น้ำ ลำคลอง รวมถึงอ่างเก็บน้ำ

 

ต่าง ๆ ปรับตัวไม่ทัน เกิดความเครียด อ่อนแอ รับเชื้อโรคได้ง่าย และตายอย่างฉับพลัน

 

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้มีระบบการเฝ้าระวังโรค

 

สัตว์น้ำทั้งแบบเชิงรุกและเชิงรับอย่างต่อเนื่อง โดยจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศในขณะนี้พบรายงานว่ามีการทยอยตายของ “กุ้งก้ามกราม” ในเขตการเลี้ยงของพื้นที่จังหวัดนครปฐม และราชบุรี

 

มากผิดปกติ ซึ่งจากการวิเคราะห์คาดว่ามีสาเหตุมาจากการได้รับเชื้อก่อโรค หรือมีปัจจัยโน้มนำทางสิ่งแวดล้อม

 

ที่ไม่เหมาะสม เช่น สภาพพื้นบ่อไม่เหมาะสม มีการสะสมของเสีย หรือมีปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อมากเกินไป คุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยงไม่เหมาะสม หรือค่าคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง ค่าปริมาณแอมโมเนียรวมในน้ำเพิ่มสูงขึ้น ในกรณีหลังฝนตกพีเอชของน้ำและอุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนกุ้งปรับตัวไม่ทัน เป็นต้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้กุ้งก้ามกรามอ่อนแอ ตาย และเพิ่มระดับความรุนแรงเมื่อเกิดโรคในฟาร์มได้

 

กรมประมง...จึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามได้หมั่นสังเกต และเฝ้าระวัง ลักษณะอาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นในช่วงนี้เพื่อป้องกันความเสียหาย ดังนี้ 1. กุ้งมีพฤติกรรมเปลี่ยนไป เช่น

 

กินอาหารลดลง เคลื่อนไหวช้า เกยขอบบ่อ ว่ายน้ำผิดปกติ 2. สีลำตัวเปลี่ยน เช่น สีซีด พบกล้ามเนื้อขาวขุ่น ลำตัวเปลี่ยนเป็นสีส้มหรือสีแดง 3. มีรอยโรคหรือจุดสีดำบนเปลือก ลำตัว หรือรยางค์ 4. เปลือกกร่อน รยางค์กร่อน 5. ตับและตับอ่อนมีสีซีดหรือมีสีที่เปลี่ยนไป มีขนาดเล็กลงหรือฝ่อลีบ 6. ลำไส้ว่างไม่มีอาหาร และ 7. พบกุ้งทยอยตาย หรือมีอัตราการตายมากผิดปกติ

 

นอกจากนี้ กรมประมงยังได้ร่วมกับ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการจัดทำมาตรการในการป้องกันการเกิดโรคในการเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามทั้งระบบตลอดสายการผลิต เพื่อส่งเสริมให้มีสุขภาพดี แข็งแรง ทนต่อเชื้อโรค ดังนี้

 

โรงพ่อแม่พันธุ์,โรงเพาะฟัก,โรงอนุบาลในโรงเรือน

 

1. ใช้พ่อแม่พันธุ์ที่ผ่านการตรวจคัดกรองโรคกุ้งก้ามกราม เช่น ไวรัสตัวแดงดวงขาว(WSSV) ไวรัสก่อโรคหัวเหลือง (YHV) โนด้าไวรัส (MrNV/XSV) และ ไวรัสดีไอวี1 (DIV1) เป็นต้น และไม่ใช้แม่พันธุ์ไข่ดำจากบ่อเลี้ยงที่สงสัยหรือมีประวัติการป่วยตายผิดปกติ

 

2. มีการเตรียมบ่อใหม่ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนรอบ

 

การเพาะพันธุ์และอนุบาล

 

3. มีการฆ่าเชื้อในน้ำทุกครั้งก่อนใช้ด้วยสารฆ่าเชื้อ เช่น คลอรีน 50 ppm และทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง

 

4. ควบคุมคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยงให้อยู่ในเกณฑ์

 

ที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอได้แก่ ปริมาณออกซิเจน

 

(≥4 มก./ล.) ค่าpH (7.8-8.2) ค่าความเป็นด่าง

 

(≥100 มก./ล.)

 

5. ควบคุมปริมาณการให้อาหารระหว่างการเลี้ยง

 

อย่างเหมาะสม

 

6. มีการตรวจสุขภาพลูกกุ้งระหว่างการเลี้ยง

 

อย่างสม่ำเสมอ

 

บ่ออนุบาลกุ้งวัยรุ่น (บ่อชำ)/ฟาร์มเลี้ยงที่เป็นบ่อดิน

 

1. ใช้ลูกกุ้งก้ามกรามที่แข็งแรง ปลอดเชื้อก่อโรค เช่น ไวรัสตัวแดงดวงขาว(WSSV) ไวรัสก่อโรคหัวเหลือง (YHV) โนด้าไวรัส (MrNV/XSV) ไวรัสดีไอวี1 (DIV1)

 

และมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้

 

2. มีการเตรียมบ่อหรือปรับสภาพพื้นบ่อก่อนปล่อยกุ้งลงเลี้ยงทุกครั้ง โดยควรตากบ่อนานอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ ร่วมกับการไถพรวนหน้าดินและใส่วัสดุปูน

 

3. ควรมีบ่อพักน้ำในฟาร์มและเตรียมน้ำทุกครั้งก่อนเริ่มรอบการเลี้ยง เพื่อฆ่าเชื้อโรคและกำจัดพาหะนำเชื้อ

 

ด้วยสารฆ่าเชื้อ เช่น คลอรีน 65% ในอัตรา 50 กก/ไร่ ที่ระดับน้ำลึกประมาณ 1.2 เมตร โดยระหว่างการเลี้ยงไม่ควรนำน้ำที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อเข้าสู่บ่อเลี้ยง

 

4. ควบคุมปริมาณการให้อาหารระหว่างการเลี้ยงอย่างเหมาะสม และมีการกำจัดสารอินทรีย์ในบ่ออย่างสม่ำเสมอ เช่น การใช้จุลินทรี เป็นต้น

 

5. ควบคุมคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยงให้อยู่ในเกณฑ์

 

ที่เหมาะสม โดยเฉพาะช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศเฉียบพลัน ได้แก่ ปริมาณออกซิเจน (≥4 มก./ล.) ค่าpH (7.8-8.2) ค่าความเป็นด่าง (≥100 มก./ล.)

 

6. เปิดเครื่องให้อากาศระหว่างการเลี้ยงเพื่อให้น้ำในบ่อ

 

มีการหมุนเวียนได้ดีลดการสะสมของเสียที่พื้นบ่อ

 

7. มีการตรวจสุขภาพและสังเกตพฤติกรรมกุ้งระหว่างการเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ

 

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางในการจัดการกรณีพบกุ้งป่วย หรือกุ้งทยอยตาย หรือตรวจพบการติดเชื้อ ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

 

1. แจ้งเจ้าหน้าที่กรมประมงในพื้นที่ เพื่อร่วมหาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขเบื้องต้น ตลอดจนเข้าเก็บตัวอย่างส่งห้องปฏิบัติการ

 

2. ไม่เคลื่อนย้ายกุ้งและทิ้งน้ำจากบ่อกุ้งป่วยออกสู่ภายนอกฟาร์ม

 

3. กรณีตรวจพบกุ้งติดเชื้อไวรัสและมีอาการป่วยควรดำเนินการตัดวงจรเชื้อโรค ดังนี้

 

3.1) ใช้สารฆ่าพาหะเพื่อกำจัดกุ้งในบ่อและป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จากนั้นทิ้งน้ำไว้อย่างน้อย 2 สัปดาห์

 

3.2) ทำการฆ่าเชื้อไวรัสด้วยการใส่คลอรีน 65% ในอัตรา 50 กก./ไร่ ที่ระดับน้ำลึกประมาณ

 

1.2 เมตร ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง

 

3.3) ปล่อยน้ำลงสู่บ่อพัก หรือหากปล่อยสู่แหล่งน้ำภายนอกต้องมั่นใจว่าไม่มีคลอรีนหลงเหลืออยู่เพื่อความปลอดภัยของสิ่งแวดล้อม หากคงเหลือให้ตากบ่ออีก 24-48 ชั่วโมง หรือ เติมโซเดียมไทโอซัลเฟต

 

3.4) ตากบ่อให้แห้งและให้หยุดกิจกรรมภายในบ่อนานไม่น้อยกว่า 14 วัน

 

4. กรณีสามารถควบคุมอัตราการตายได้ และต้องการประคองการเลี้ยงจนสามารถจับขายได้

 

ควรดำเนินการดังนี้

 

4.1) มีการจัดการเลี้ยงที่ดี ควบคุมคุณภาพน้ำ ปริมาณออกซิเจนเพียงพอ และให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม

 

4.2) ไม่ใช้อุปกรณ์การเลี้ยงร่วมกับบ่ออื่นๆ ที่ไม่พบกุ้งป่วย

 

4.3) ไม่ปล่อยน้ำบ่อที่ตรวจพบเชื้อออกสู่ภายนอก

 

4.4) ควบคุมปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อ จัดการการเลี้ยงและคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

 

4.5) เมื่อจับกุ้งขาย ให้ดำเนินการลดเชื้อในน้ำก่อนจับด้วยคลอรีน และจับกุ้งด้วยการลากอวน จากนั้นฆ่าเชื้อในบ่อและน้ำหลังการจับ ก่อนปล่อยออกสู่ภายนอกฟาร์ม

 

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรือ มีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคสัตว์น้ำ สามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำ ได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง โทรศัพท์ 0 2579 4122

 

เว็บไซต์ https://www4.fisheries.go.th/.../index.../main/personel/1272 หรือ Line ID : 443kvkee

 

ด้วยความปรารถนาดี

 

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #กุ้งก้ามกราม #กุ้งแม่น้ำ

กรมประมงโชว์ผลงานเพาะพันธุ์ “ปลาตะเพียนขาวนีโอเมล” ได้สำเร็จ สามารถเพิ่มเปอร์เซ็นต์ลูกปลาเพศเมีย ตอบโจทย์เกษตรกรที่ต้องการเพาะพันธุ์เพื่อจำหน่าย แก้ไขปัญหาพันธุ์ปลาไม่ได้ขนาด ให้ตรงความต้องการของตลาดและผู้บริโภค เพิ่มรายได้ในอาชีพ ตลอดจนสร้างความมั่งคั่งให้กับชุมชน

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยถึงผลสำเร็จครั้งนี้ว่า “ปลาตะเพียนขาวนีโอเมล”เป็นปลาตะเพียนขาวที่นำปลาตะเพียนขาวเพศผู้ที่มีโครโมโซม XX เมื่อนำไปผสมกับปลาตะเพียนขาวเพศเมียปกติจะสามารถผลิตได้ลูกปลาตะเพียนขาวเพศเมียทั้งหมด ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาการเลี้ยงปลาตะเพียนขาวที่มีขนาดแตกต่างกันได้เป็นอย่างดี เนื่องจาก ปลาตะเพียนขาวเพศเมียมีการเจริญเติบโตเร็วกว่าและมีขนาดใหญ่กว่าปลาเพศผู้ สอดรับกับนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบนโยบายให้กรมประมงให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาการเพาะหรือปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำเศรษฐกิจเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกร สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่ประชาชนประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)

ด้านนางวิระวรรณ ระยัน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำบุรีรัมย์ กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง เสริมในรายละเอียดว่า “ปลาตะเพียนขาว” เป็นปลาน้ำจืดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งของประเทศไทย เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตเร็ว ให้ลูกดก สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้เกือบตลอดปี ประชาชนนิยมนำมาแปรรูปเป็นปลาส้มที่มีรสชาติดีที่สุด โดยในปี 2550 ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำบุรีรัมย์ ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ปลาตะเพียนขาวสายพันธุ์แม่น้ำโขง (Silver 2K)

จนประสบความสำเร็จและมีการกระจายพันธุ์อย่างแพร่หลายในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทางศูนย์ฯ

จึงนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในการผลิต ปลาตะเพียนขาวนีโอเมล ที่ให้ผลผลิตเป็นลูกปลาเพศเมียทั้งหมด

ซึ่งขั้นตอนของการผลิตพันธุ์ปลาตะเพียนขาวนีโอเมล เริ่มต้นจากการนำพ่อแม่พันธุ์ปลาตะเพียนขาวสายพันธุ์แม่น้ำโขง (Silver 2K) มาทำลายสารพันธุกรรมในน้ำเชื้อแล้วเหนี่ยวนำด้วยขบวนการไจโนจีนีซีสให้มีโครโมโซมเป็น 2 ชุด (2n) ได้ผลผลิตเป็นปลาตะเพียนขาวไจโนจีนีซีสเพศเมีย (XX-Female) หลังจากนั้น ทำการแปลงเพศโดยการให้กินอาหารผสมฮอร์โมนจะได้ปลาตะเพียนขาวนีโอเมลเพศผู้ (Neomale, XX-male) สำหรับใช้เป็นพ่อพันธุ์ในการเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนขาวนีโอเมลครั้งนี้

โดยเมื่อปี พ.ศ. 2562 ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำบุรีรัมย์ ได้แจกจ่ายปลาตะเพียนขาวพ่อพันธุ์

นีโอเมล (พันธุ์ขยาย) จำนวน 1,030 ตัว ให้แก่เกษตรกร 8 รายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันมีเกษตรกรผลิตลูกปลาตะเพียนขาวเพศเมีย จำนวน 5 ราย สามารถผลิตลูกปลาตะเพียนขาวได้ปีละไม่ต่ำกว่า 2.1 ล้านตัว จากการติดตามผลการเลี้ยงปลาตะเพียนขาวนีโอเมล พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี มีลักษณะการเลี้ยงเชิงเดี่ยวเป็นอาชีพเสริม ทั้งในบ่อดินและในนาข้าว อัตราความหนาแน่นเฉลี่ย 1,960 ตัวต่อไร่ อาหารที่ใช้เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูปร่วมกับอาหารธรรมชาติ ระยะเวลาเลี้ยง ราว 5 – 7 เดือน ผลผลิตที่ได้มีขนาด 200 – 250 กรัมต่อตัว เมื่อเปรียบเทียบกับปลาตะเพียนขาวพบว่า ปลาตะเพียนขาวนีโอเมลใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้นกว่าประมาณ 1 เดือน ให้ผลผลิตที่สูงกว่า 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ และผลผลิตปลาที่ได้มีขนาดสม่ำเสมอ จากการประเมินผลความพึงพอใจของเกษตรกร พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่มีความพึงพอใจระดับมากที่สุดในประเด็นคุณภาพของปลา อัตราการรอดตาย อัตราการเจริญเติบโต เปอร์เซ็นต์เพศ ราคาพันธุ์ปลา ระยะเวลาการเลี้ยง และสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

รองอธิบดีกล่าวในตอนท้ายว่า ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำบุรีรัมย์ สามารถผลิตปลาตะเพียนขาวพ่อพันธุ์นีโอเมล (พันธุ์หลัก) ปลาตะเพียนขาวพ่อพันธุ์นีโอเมล (พันธุ์ขยาย) และลูกปลาตะเพียนขาวเพศเมีย เพื่อสนับสนุนให้แก่เกษตรกรนำไปเพาะขยายพันธุ์ต่อไป นับเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของกรมประมง ในการพัฒนา ปรับปรุง และเพาะพันธุ์สัตว์น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตอบสนองต่อความต้องการของตลาด เกษตรกร ตลอดจนผู้บริโภค ทั้งนี้ หากเกษตรกรท่านใดมีความสนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำบุรีรัมย์ หรือกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ กรมประมง โทรศัพท์หมายเลข 0 4463 4861 ได้ในวันและเวลาราชการ

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก

 

คำถวายสัตย์ปฏิญาณ

ร่วมลงนาม กดตรงนี้

คำถวายสัตย์ปฏิญาณ

เพื่อเป็นพลเมืองที่ดีและพลังของแผ่นดิน

ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า

จะประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองที่ดี มีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ซื่อสัตย์สุจริต มีระเบียบวินัย รับผิดชอบต่อหน้าที่ สมานสามัคคี

ดำรงตนเป็นประโยชน์ต่อสังคมและสร้างสรรค์คุณประโยชน์แก่แผ่นดิน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

การปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำและพันธุ์ไม้น้ำของกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ

ชนิดสัตว์น้ำ/ไม้น้ำ พันธุ์ที่ปรับปรุงแล้ว หรือกำลังปรับปรุง ณ ปัจจุบัน (2559) รายละเอียดการปรับปรุงและลักษณะปรากฏ และแผนอนาคต/คาดการณ์ผลในอีก 1-5 ปีขึ้นไป (ปี 2560 เป็นต้นไป)

 

1. ปลานิลจิตรลดา3

ปรับปรุงจากสายพันธุ์ GIFT ซึ่งมีสายพันธุ์จิตรลดาดั้งเดิมผสมอยู่ด้วย จิตรลดา3 มีหัวเล็กเนื้อมาก โตดีกว่าพันธุ์ GIFT เดิม 18% และโตดีกว่าพันธุ์จิตรลดาดั้งเดิม 40%

ศพก.อุตรดิตถ์ ปรับปรุงพันธุ์ปลานิลจิตรลดา3 ต่อไปให้ได้สายพันธุ์ที่มีลักษณะดียิ่งขึ้น มีอัตราการเจริญเติบโตและมีปริมาณเนื้อแล่ดีกว่าเดิมตามที่เกษตรกรต้องการ เพื่อเพิ่มผลผลลิตและผลตอบแทนให้แก่เกษตรกร โดยมีการปฏิบัติตามแผนงานและคาดการณ์ผลในปี 2560

 

2. ปลานิลจิตรลดา4

ปรับปรุงจากปลานิลสายพันธุ์ GIFT เช่นกัน แต่เป็น GIFT คนละรุ่น (generation) กันกับที่เป็นพันธุ์เริ่มต้นของจิตรลดา3 จากการทดลองเปรียบเทียบจิตรลดา4 กับสายพันธุ์ที่ไม่ผ่านการปรับปรุง จิตรลดา4 ให้ผลผลิตสูงกว่า 36% ปลานิลจิตรลดามีการผลิตแจกจ่ายและจัดจำหน่าย ณ ศพก.ปทุมธานี

 

3. นิลแดงปรับปรุงพันธุ์

ศพก.ชุมพร และศพก.อุตรดิตถ์ ได้ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ปลานิลแดงสายพันธุ์ไทย (NIFI strain) และสายพันธุ์อุตรดิตถ์ พบว่าเจริญเติบโตดี เนื้อมาก ส่วนหัวเล็ก ลำตัวกว้าง สันหนา มีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้น 8-14 % และ ศพก.บุรีรัมย์ ปรับปรุงพันธุ์ปลานิลแดงให้ได้พันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตดียิ่งขึ้น มีเปอร์เซ็นต์เนื้อแล่สูง สีสันสวยงาม มีความเหมาะสมกับพื้นที่การเลี้ยง โดยมีการปฏิบัติตามแผนงานและคาดการณ์ผลในปี 2560

 

4. นิลแดงปทุมธานี1

ศพก.ปทุมธานี ปรับปรุงพันธุ์ปลานิลแดง 4 สายพันธุ์ (ปลานิลแดงสายพันธุ์ไทย สายพันธุ์ไต้หวัน สายพันธุ์สเตอลิง และสายพันธุ์มาเลเซีย) พบว่าปลาที่ผ่านการคัดพันธุ์ มีลักษณะลำตัวกว้าง สันหนา มีสีชมพูอมส้ม สามารถเลี้ยงได้ในน้ำที่ระดับความเค็ม 25-30 ppt โดยมีการเจริญเติบโตดีกว่านิลแดงสายพันธุ์เดิมและปลาสายควบคุม 40-60%

 

5. นิลทนโรค Streptococcosis

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรคสเตรปโตคอคโคซิสได้สร้างความเสียหายให้กับธุรกิจการเพาะเลี้ยงปลานิลเป็นจำนวนมาก สถาบันฯ จึงได้ดำเนินโครงการ “พัฒนาพันธุ์ปลานิลทนโรคสเตรปโตคอคโคซิสโดยใช้เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ด้วยเครื่องหมายโมเลกุล”ภายใต้ทุนสนับสนุนจาก สวก. ผลการดำเนินงานจากโครงการระยะที่ 1 ได้เครื่องหมายโมเลกุล (ดีเอ็นเอ/สนิป) ที่สัมพันธ์กับลักษณะต้านทานโรคดังกล่าวแล้วจำนวน 1 ตำแหน่ง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการระยะที่ 2 เพื่อขอทุนสนับสนุนจาก สวก. ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์และหาเครื่องหมายดีเอ็นเอเพิ่มเติม ซึ่งหากการดำเนินการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ จะได้สายพันธุ์ปลานิลทนโรคสเตรปโตคอคโคซิสที่ยังคงไว้ซึ่งการเจริญเติบโตดี ภายในระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 3

 

6. นิลทนเค็ม

การปรับปรุงพันธุ์ปลานิลให้มีความสามารถทนเค็มเป็นอีกหนึ่งแผนงานที่สถาบันฯ ได้เริ่มดำเนินการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการหาเครื่องหมายดีเอ็นเอสนิป (SNP, Single Nucleotide Polymorphism) ที่สัมพันธ์กับลักษณะทนเค็มในปลานิล ซึ่งหากได้เครื่องหมายดังกล่าวจะสามารถนำมาใช้ในการคัดเลือกเพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ปลานิลทนเค็มในช่วงเวลาอีก 3-5 ปี

 

7. ปลาหมอเทศปรับปรุงพันธุ์

ศพก.ปทุมธานี ร่วมกับ ศพก.เพชรบุรี ดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ปลาหมอเทศให้มีการเจริญเติบโตดีขึ้น ซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการพัฒนาพันธุ์ปลาในกลุ่มปลานิลอีก 1 ชนิดที่มีความสามารถเพาะเลี้ยงในพื้นที่น้ำเค็มได้เป็นอย่างดี โดยมีการปฏิบัติตามแผนงานและคาดการณ์ผลในปี 2560

 

8. ปลาหมอชุมพร1

การปรับปรุงพันธุ์ปลาหมอก้าวหน้ามาเป็นลำดับ จากปลาหมอพันธุ์เพาะเลี้ยงของภาคใต้ จนกระทั่งพัฒนามาเป็นปลาหมอสายพันธุ์ “ชุมพร1” ของ ศพก.ชุมพร ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีลักษณะโดดเด่นในด้านการเจริญเติบโต โดยได้ปรากฏจากการทดสอบสายพันธุ์ว่าสามารถผลิตปลาหมอขนาดใหญ่ที่ให้ผลผลิตสูงกว่าเดิมถึง 70% ขึ้นไป ปัจจุบันปลาหมอ “ชุมพร1” มีการกระจายพันธุ์สู่ฟาร์มเพาะเลี้ยงของเกษตรกรทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาหมอมากกว่าในภาคอื่น ๆ ทั้งนี้เป็นที่เข้าใจและยอมรับกันว่าปลาหมอสายพันธุ์เพาะเลี้ยงในปัจจุบันมีขนาดใหญ่กว่าปลาหมอที่พบเห็นในธรรมชาติทั่วไป

 

9. ปลาสลิดปรับปรุงพันธุ์

ศพก.ชุมพร กำลังดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ปลาสลิดโดยการคัดเลือก เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยง มีการเจริญเติบโตดี ให้ผลผลิตสูง มีลักษณะตรงตามความต้องการของตลาด โดยคาดการณ์ผลสำเร็จในปี 2561

 

10. ปลาตะเพียนปรับปรุงพันธุ์

ศพก.อุตรดิตถ์ ได้ปรับปรุงพันธุ์ปลาตะเพียนขาวสายพันธุ์แม่น้ำเจ้าพระยา จำนวน 4 ชั่วอายุ ได้ปลาตะเพียนขาวที่มีการเจริญเติบโตเร็ว โดยมีน้ำหนักมากกว่าและขนาดใหญ่กว่าปลาในรุ่นเดียวกัน 23-30% และปลาตะเพียนขาวสายพันธุ์แม่น้ำโขง ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดย ศพก.บุรีรัมย์ และมีการดำรงสายพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากปลาตะเพียนขาวดังกล่าวได้ผ่านการปรับปรุงพันธุ์มานานกว่า 10 ปี จึงควรได้รับการปรับปรุงพันธุ์ต่อเพื่อให้ได้ปลาตะเพียนขาวที่มีการเจริญเติบโตดีขึ้น และเป็นที่ต้องการของเกษตรกร โดยมีแผนดำเนินการในปี 2560-63

 

11. ปลาตะเพียนนีโอเมลและตะเพียนเพศเมีย

ปลาตะเพียนนีโอเมล เป็นปลาที่ใช้สำหรับผลิตปลาตะเพียนเพศเมีย เนื่องจากปลาตะเพียนเพศเมียโตเร็วกว่าปลาเพศผู้ โดยนำพ่อพันธุ์ปลาตะเพียนขาวสายพันธุ์แม่น้ำโขงที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ 2 รุ่น มาผลิตปลาตะเพียนนีโอเมลรุ่นที่ 2 มีลักษณะเด่นประจำพันธุ์คือ ให้ผลผลิตเป็นลูกพันธุ์ปลาเพศเมียสูงกว่า 80% และให้ผลผลิตสูงกว่าปลาตะเพียนขาวปกติ (รวมเพศ) 24.5% ณ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการตามโครงการพัฒนาวิธีการผลิตปลาตะเพียนนีโอเมลและปลาตะเพียนเพศเมีย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในขั้นตอนการผลิตให้สามารถผลิตปลาตะเพียนเพศเมียได้เร็วขึ้นและมากขึ้น โดยขอสนับสนุนทุนวิจัยจาก สวก. และคาดการณ์ผลสำเร็จในอีก 2-3 ปี

 

12. ปลายี่สกเทศปรับปรุงพันธุ์

ศพก.อุตรดิตถ์ ปรับปรุงพันธุ์ปลายี่สกเทศที่นำเข้ามาจากประเทศอินเดีย 2 ครั้ง ครั้งแรกปรับปรุง 3 รุ่น และครั้งที่สองปรับปรุงต่ออีก 2 รุ่น พบว่าสายที่ผ่านการคัดเลือกมีความยาวและน้ำหนักมากกว่าปลาสายที่ไม่ผ่านการคัดเลือก 12.6% และ 42% ตามลำดับ

 

13. ปลานวลจันทร์เทศปรับปรุงพันธุ์

ปลานวลจันทร์เทศจากการเพาะเลี้ยงมีอัตราการเจริญเติบโตลดลง ศพก.อุตรดิตถ์ จึงทำการปรับปรุงพันธุ์เพื่อเพิ่มการเจริญเติบโตได้รุ่น F1 และเพื่อให้มีผลงานวิจัยการปรับปรุงพันธุ์ปลานวลจันทร์เทศอย่างต่อเนื่อง จึงดำเนินโครงการวิจัยปรับปรุงพันธุ์ปลานวลจันทร์เทศต่อไปเพื่อติดตามความก้าวหน้าทางพันธุกรรมที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเริ่มดำเนินการในปี 2557 และคาดการณ์ผลในปี 2561

 

ปลาไน

14. ปลาไนปรับปรุงพันธุ์

ปลาไนสายพันธุ์เวียดนามได้ผ่านการปรับปรุงพันธุ์มาแล้ว 3 รุ่น โดยมีการเจริญเติบโตด้านความยาว น้ำหนัก และสัดส่วนปลาเนื้อแล่ดีกว่าปลาไนสายพันธุ์อินโดนีเซียและบุรีรัมย์ และสามารถเลี้ยงแบบพื้นบ้านหรือเศรษฐกิจพอเพียงได และเพื่อเป็นการคงลักษณะที่ดีของสายพันธุ์ปลาไน โดยให้มีการเจริญเติบโตดียิ่งขึ้นไปอีก ศพก.บุรีรัมย์ จึงดำเนินการคัดพันธุ์ปลาไนสายพันธุ์เวียดนามต่อไป เพื่อใช้ในการผลิตเป็นพ่อแม่พันธุ์กระจายให้กับหน่วยงานของกรมประมง และส่งเสริมการเพาะเลี้ยงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือต่อไป คาดการณ์ผลในปี 2560

 

15. ปลาช่อนปรับปรุงพันธุ์

ศพก.บุรีรัมย์ ปรับปรุงพันธุ์ปลาช่อนโดยการคัดเลือกจำนวน 2 รุ่น ปรากฏว่าสายที่ผ่านการคัดเลือกมีความยาวและน้ำหนักมากกว่าปลาสายที่ไม่ผ่านการคัดเลือก 45.3% และ 20.6% ตามลำดับ

 

16. กบนาปรับปรุงพันธุ์

กบนาเป็นสัตว์น้ำที่นิยมบริโภคทั้งในและต่างประเทศ มีปริมาณผลผลิต 1,783 ตัน แต่ปัจจุบันพบปัญหากบโตช้า ให้ผลผลิตต่ำ ต้นทุนการผลิตสูง ศพก.ชุมพร จึงกำลังดำเนินการปรับปรุงพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายดี โดยคาดการณ์ผลในปี 2560

 

17. กุ้งก้ามกรามปรับปรุงพันธุ์

ศพก.เพชรบุรีได้ปรับปรุงพันธุ์กุ้งก้ามกรามโดยใช้พันธุ์จากฟาร์มเกษตรกรจังหวัดราชบุรี ดำเนินการคัดพันธุ์จำนวน 2 รุ่น ผลปรากฏว่ากุ้งกลุ่มคัดเลือกมีความยาวและน้ำหนักมากกว่ากลุ่มควบคุม 7-8.9% และ 15-17% ตามลำดับ และกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ ได้วางแผนปรับปรุงพันธุ์กุ้งก้ามกรามต่อโดยใช้การประเมินค่าความแปรปรวนและความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (pairwise genetic relatedness หรือ relatedness coefficient, rxy) ของพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกราม เพื่อนำไปใช้ในการวางแผนการจับคู่ผสมพันธุ์ร่วมกับการประเมินคุณค่าการผสมพันธุ์ (estimated breeding value, EBV) ด้วยเทคนิค best linear unbiased prediction หรือ BLUP ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นและมีความก้าวหน้าในการปรับปรุงพันธุ์รวดเร็วขึ้น ผลการดำเนินการคาดว่าจะได้พันธุ์กุ้งก้ามกรามที่มีการเจริญเติบโตดียิ่งขึ้น โดยคาดการณ์ผลสำเร็จในอีก 3-5 ปี

 

18. กุ้งแชบ๊วยปรับปรุงพันธุ์

กุ้งแชบ๊วยเป็นสัตว์น้ำที่มีรสดีเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ มีปริมาณผลผลิต 10,700 ตัน แต่มีการเจริญเติบโตช้าและอัตรารอดตายต่ำ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการปรับปรุงพันธุ์โดย ศพก.เพชรบุรี ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้ว 1 รุ่น กพก. จึงวางแผนปรับปรุงพันธุ์ต่อโดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องหมายโมเลกุลดีเอ็นเอ (SNP & microsatellite) ร่วมกับการคัดเลือกแบบมาตรฐาน (conventional) ในโปรแกรมการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ คาดว่าจะได้พันธุ์กุ้งแชบ๊วยที่มีการเจริญเติบโตดียิ่งขึ้น ภายในอีก 3-5 ปี โดยการขอสนับสนุนงบประมาณภายใต้ JICA Project Phase II

 

19. กุ้งขาวปลอดโรคและโตดี

ปัจจุบันวงการเลี้ยงกุ้งขาวได้ประสบกับปัญหา โรคตายด่วน หรือ EMS (Early Mortality Syndrome) ที่ทำให้กุ้งตายระหว่างการเลี้ยงเป็นจำนวนมาก โดยส่วนใหญ่อาการที่ปรากฏและตรวจพบคือ ตับและตับอ่อนเสื่อมสภาพเฉียบพลัน ซึ่งต่อมาสามารถแยกเชื้อแบคทีเรียจากกระเพาะอาหารของกุ้งที่ป่วยและพบว่า เป็นเชื้อแบคทีเรียชนิด Vibrio parahaemolyticus จึงตั้งชื่อโรคที่มีสาเหตุจากแบคทีเรียชนิดนี้ตามอาการที่ปรากฏว่า Acute Hepatopancreatic Necrosis Disease (AHPND) หรืออาจเรียกให้ชัดเจนคือ “โรคตายด่วนที่มีสาเหตุจากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดตับวายเฉียบพลัน” หรือ “EMS-AHPND” โรคดังกล่าวได้สร้างความเสียหายต่ออุตสาหกรรมกุ้งของไทยอย่างรุนแรงตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นต้นมา สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำจึงได้วางแผนที่จะสร้างประชากรพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวปลอดโรคสายพันธุ์คุณภาพ 2 สาย คือสายเจริญเติบโตดี และสายทนทานต่อโรค EMS-AHPND โดยการค้นหาและพัฒนาเครื่องหมายดีเอ็นเอสนิป (SNP) ที่สัมพันธ์กับลักษณะการเจริญเติบโตดี และเครื่องหมายฯ ที่สัมพันธ์กับการต้านทานโรค EMS-AHPND ในกุ้งขาว เพื่อจะใช้เครื่องหมายพันธุกรรม (genotype) ดังกล่าว ร่วมกับลักษณะแสดงออกภายนอก (phenotype) ในกระบวนการคัดเลือกปรับปรุงพันธุ์ภายใต้ระบบปลอดเชื้อโรคหรือไบโอซีเคียวร์ (biosecurity system) ทั้งนี้การใช้เครื่องหมายพันธุกรรมช่วยในการคัดเลือกร่วมกับลักษณะแสดงออกภายนอก แทนการใช้แต่ลักษณะแสดงออกภายนอกเพียงอย่างเดียว จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพและความแม่นยำในกระบวนการคัดเลือก และมีผลสัมฤทธิ์สูง เมื่อได้ประชากรพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวปลอดโรคสายพันธุ์คุณภาพ 2 สาย ก็จะสามารถผลิตพันธุ์กุ้งขาวปลอดโรคที่เจริญเติบโตดีและมีความทนทานต่อโรค EMS-AHPND ได้โดยการนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวปลอดโรคทั้ง 2 สายครอสกัน พ่อแม่พันธุ์ทั้ง 2 สายสามารถนำไปใช้ในการผลิตลูกพันธุ์และใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไปได้ โดยไม่ต้องนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ เนื่องจากมีพ่อแม่พันธุ์ที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงและพัฒนาพันธุ์ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมภายในประเทศไทยของเราเอง อีกทั้งยังประหยัดต้นทุนในการผลิตลูกกุ้งจากการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ ซึ่งโครงการดังกล่าวอยู่ในระหว่างการขอรับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (สวก.) ภายใต้ชื่อโครงการว่า “การสร้างประชากรพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวปลอดโรคและโตดีเพื่อการเพาะเลี้ยงในประเทศไทยและการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน” โดยจะใช้ระยะเวลาดำเนินการวิจัย 5 ปี

 

20. ไม้น้ำพันธุ์กลาย

ทำการพัฒนาพันธุ์โดยการฉายรังสีแกมม่ากระตุ้นให้เกิดพันธุ์กลาย ร่วมกับเทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ได้ไม้น้ำกลุ่มใบพายและกลุ่มอนูเบียสที่มีใบหรือรากเปลี่ยนสีไปจากต้นปกติ ทำให้มีสีหลากหลายมากขึ้น หรือมีใบขนาดเล็กเรียวยาวมากขึ้นไม้น้ำสวยงามสำหรับการส่งออกนอกจากต้องมีคุณภาพดี ปราศจากโรค และมีปริมาณมากเพียงพอต่อความต้องการของตลาดแล้ว ยังต้องเป็นชนิด/สายพันธุ์ที่มีความหลากหลายในรูปลักษณะที่ปรากฏให้เห็นภายนอก ถ้าเป็นลักษณะที่แปลกใหม่ ก็จะยิ่งเพิ่มมูลค่าของไม้น้ำให้สูงขึ้น

กดเพื่ออ่านและดาวน์โหลดเนื้อหาทั้งหมด ตรงนี้

ด้วยความปรารถนาดี

#กรมประมง #สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก #กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ #ปลานิล #ปลาหมอเทศ #ปลาหมอ #ปลาสลิด #ปลาตะเพียน #ปลายี่สกเทศ #ปลานวลจันทร์เทศ #ปลาไน #ปลาช่อน #กบนา #กุ้งก้ามกราม #กุ้งแชบ๊วย #กุ้งขาว #ไม้น้ำ

            กรมประมงออกประกาศฯ คุมเข้ม ชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ขึ้นบัญชีเพิ่มอีกจำนวน 13 ชนิด หวังตัดวงจรการแพร่พันธุ์และคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่น พร้อมป้องกันผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำของไทยไม่ให้เกิดความเสียหาย
นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การแพร่พันธุ์ ของสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือ เอเลียนสปีชีส์  ยังคงเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแหล่งน้ำของประเทศไทยเป็นอย่างมาก  เช่น กรณีปลาหมอสีคางดำที่หลุดรอดเข้าบ่อเลี้ยงกุ้งของเกษตรกร เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา  ได้สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่อสัตว์น้ำพื้นถิ่นเป็นอย่างมาก
            ในครั้งนั้นกรมประมง ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้า ส่งออก นำผ่าน หรือเพาะเลี้ยงพ.ศ.2561 สำหรับสัตว์น้ำ 3 ชนิด ได้แก่ ปลาหมอสีคางดำ ปลาหมอมายัน และปลาหมอบัตเตอร์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2561
 อีกทั้ง ยังมีมาตรการจับสัตว์น้ำเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ด้วยการทำปุ๋ยหมักชีวภาพหรือการฝังกลบ หลังจากนั้นกรมประมงได้มีการติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการป้องกันการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่นในชนิดพันธุ์อื่นๆ และได้มีการประชุมเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเพาะเลี้ยงในประเทศ การรุกราน ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร
ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการประกอบกับการพิจารณาสัตว์น้ำในทะเบียนชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่ควรป้องกันควบคุมและกำจัดของประเทศไทยตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561 (สำนักงานนโยบายและแผนงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)โดยพิจารณาควบคู่กับทะเบียนชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ
ต่างถิ่นที่รุกราน 100 อันดับโลก (GISD; Global Invasive Species Database,IUCN) จึงเห็นควรที่จะเพิ่มชนิดพันธุ์สัตว์น้ำต่างถิ่นที่ขึ้นบัญชีห้ามเพาะเลี้ยงเพื่อให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

            ล่าสุดกรมประมงจึงได้อาศัยความตามมาตรา 65 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชกำหนดการประมง
พ.ศ. 2560 ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำที่ห้ามเลี้ยงในราชอาณาจักร พ.ศ. 2564 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2564ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 16 สิงหาคม 2564 นี้
            เพื่อประโยชน์ในการคุ้มครองพันธุ์สัตว์น้ำพื้นถิ่นหายาก หรือป้องกันอันตรายมิให้เกิดแก่สัตว์น้ำและระบบนิเวศ ซึ่งประกอบสัตว์น้ำด้วย 13 ชนิดตามชื่อไทย(Thai name) ชื่อสามัญ (Common name) และชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific name) ได้แก่ ปลา 10 ชนิด ประกอบด้วย

1 .ปลาหมอสีคางดำ หรือ  Blackchin tilapia  หรือ Sarotherodon melanotheron

ปลาหมอสีคางดำ

 

2.ปลาหมอมายัน หรือ Mayan cichlid หรือ Mayaheros urophthalmus

ปลาหมอมายัน

 

3.ปลาหมอบัตเตอร์ หรือ Zebra cichlid หรือ Heterotilapia buttikoferi

ปลาหมอบัตเตอร์


4.ปลาทุกชนิดในสกุล Cichla และปลาลูกผสม หรือ Peacock cichlid, Butterfly peacock bass หรือ  Cichla spp.

ปลากะพงนกยูง พีคอกแบส

 

5.ปลาเทราท์สายรุ้ง หรือ Rainbow trout หรือ Oncorhynchus mykiss

ปลาเทราท์สายรุ้ง


6.ปลาเทราท์สีน้ำตาล หรือ Sea trout หรือ Salmo trutta

ปลาเทราท์สีน้ำตาล

 

7.ปลากะพงปากกว้าง หรือ Largemouth black bassหรือ Micropterus salmoides

ปลากะพงปากกว้าง

 

8.ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช หรือ Goliath tigerfish, Giant tigerfish หรือ  Hydrocynus goliath

ปลาโกไลแอทไทเกอร์ฟิช

 

9.ปลาเก๋าหยก หรือ Jade perch หรือ Scortum barcoo

ปลาเก๋าหยก

 

10.ปลาที่มีการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรม GMO LMO
ปลาเสือเยอรมัน

 

ชนิดสัตว์น้ำอื่น  ประกอบด้วย

1.ปูขนจีน หรือ Chinese mitten crab หรือ   Eriocheir sinensis

ปูขนจีน


2.หอยมุกน้ำจืด  หรือTriangle shell mussel หรือ Hyriopsis cumingii

หอยมุกน้ำจืดจีน


3.หมึกสายวงน้ำเงินทุกชนิดในสกุล  Hapalochlaena หรือ Blue-ringed octopus หรือ  Hapalochlaena spp.

หมึกสายวงน้ำเงิน

 

ประกาศกรมประมง

รายชื่อประกาศ

ทั้งนี้ ประกาศฉบับดังกล่าวฯ มีแนวทางการปฏิบัติที่สำคัญดังนี้ 

1.กรณีที่เกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกลุ่มเหล่านี้ ต้องดำเนินการขอใบอนุญาตตามประกาศกรมประมง ภายใน 30 วันหลังจากประกาศฯ มีผลบังคับใช้และเมื่อไม่ต้องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำต่างถิ่นกลุ่มดังกล่าวแล้วให้รีบนำสัตว์น้ำส่งมอบให้สำนักงานประมงจังหวัด หรือ หน่วยงานกรมประมงอื่นๆในพื้นที่โดยด่วน


2.กรณีที่ประชาชนทำการประมงแล้วได้สัตว์น้ำทั้ง 13 ชนิดนี้ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ประชาชนสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ต้องทำให้สัตว์น้ำตายก่อนนำไปจำหน่าย


3. กรณีที่สัตว์น้ำทั้ง 13 ชนิดนี้จากธรรมชาติได้หลุดรอดเข้าในบ่อเพาะเลี้ยงของเกษตรกรโดยไม่เจตนาเกษตรกรสามารถนำไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ แต่ต้องทำให้ปลาตายก่อนนำไปจำหน่าย

 

4. กรณีส่วนราชการ สถาบันการศึกษา หรือกรณีจำเป็นอื่นใดที่ต้องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทั้ง 13 ชนิดไว้เพื่อศึกษาวิจัยและประโยชน์ทางราชการให้แจ้งขออนุญาตกรมประมงก่อน

 

5. ห้ามผู้ใดปล่อยสัตว์น้ำทั้ง 13 ชนิด ลงในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความผิดตามมาตรา 144 แห่ง พรก.การประมง 2558

 

            บทลงโทษหากพบผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 64 หรือมาตรา 65 วรรคสอง ต้องระวางโทษตามมาตรา 144 จำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งล้านบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง นำสัตว์น้ำไปปล่อยในที่จับสัตว์น้ำ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสองล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“ การออกประกาศฉบับดังกล่าวโดยห้ามทำการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำทั้ง 13 สายพันธุ์นี้ ถือเป็นอีกแนวทางที่จะช่วยลดปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นที่หลุดรอดเข้ามาแพร่พันธุ์และสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรไทย  “

            ดังนั้นจึงขอความร่วมมือพี่น้องประชาชน หากท่านเลี้ยงสัตว์น้ำต่างถิ่น (สัตว์น้ำจากต่างประเทศ) และไม่ต้องการที่จะเลี้ยงอีกต่อไปแล้ว อย่านำไปปล่อยลงในแหล่งน้ำสาธารณะ ขอให้ท่านนำสัตว์น้ำเหล่านั้นมามอบให้กับทางกรมประมง หรือสำนักงานประมงจังหวัดในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน ให้รับไปดูแล
เพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์น้ำต่างถิ่นเกิดการหลุดรอดลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ อันจะสร้างความเสียหายให้กับระบบนิเวศแหล่งน้ำของประเทศในระยะยาว

ทำไมต้องสร้างฝาย สร้างแล้วได้ประโยชน์อะไร ?

หลักการหนึ่งในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ คือ การทำฝายชะลอน้ำ หรือฝายชะลอความชุ่มชื้น ซึ่งหมายถึง สิ่งก่อสร้างที่ขวางทางกั้นลำน้ำขนาดเล็กในบริเวณต้นน้ำ หรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง เพื่อให้น้ำที่ไหลมาแรงสามารถที่จะชะลอการไหลช้าลงและเก็บกักตะกอน เพื่อไม่ให้ลงไปสู่บริเวณลุ่มน้ำตอนล่าง

ฝายชะลอน้ำ หรือ Check Dam คือสิ่งก่อสร้าง ที่ทำขึ้นเพื่อขวางหรือกั้นทางน้ำ โดยปกติมักจะกั้นลำห้วย ลำธารขนาดเล็กในบริเวณที่เป็นต้นน้ำ หรือ พื้นที่ที่มีความลาดชันสูงให้สามารถกักตะกอนอยู่ได้ และหากเป็นช่องที่น้ำไหลแรงก็สามารถช่วยในการชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลงด้วย เพื่อการกักเก็บตะกอนเอาไว้ไม่ให้ไปทับถมลำน้ำตอนล่าง อันเป็นเป็นวิธีการอนุรักษ์ดินและแหล่งน้ำ

นอกจากนี้ยังนิยมสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ต้นน้ำที่แห้งและเสื่อมโทรม โดยมักจะสร้างในบริเวณร่องน้ำ เมื่อฝนตกฝายจะทำการชะลอน้ำไม่ให้ไหลเร็วจนเกินไป ทำให้ในบริเวณดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ ดินเกิดการอุ้มน้ำ ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น พื้นที่มีความชุ่มชื้น อันจะส่งผลดีต่อบริเวณโดยรอบซึ่งสอดคล้องกับแนวพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เกี่ยวกับการพัฒนาและฟื้นฟูป่าไม้ ด้วยการใช้ทรัพยากรที่เอื้ออำนวย เกิดการสัมพันธ์ซึ่งกันและกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ฝายชะลอน้ำสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ฝายชะลอน้ำแบบท้องถิ่น (หรือฝายแม้ว ที่ทำโดยวัสดุจากธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้ ไม้ล้ม หรือก้อนหินชนิดต่างๆ มาวางเรียงซ้อนกัน) ฝายชะลอน้ำแบบเรียงด้วยหิน (ฝายกึ่งถาวร) และฝายชะน้ำแบบคอนกรีตเสริมเหล็ก (ฝายแบบถาวร) ซึ่งการก่อสร้างฝายชะลอน้ำนั้นควรได้รับการศึกษาโดยละเอียด ให้มีความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่และปัญหา เพราะไม่เช่นนั้นอาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดีได้ เช่น ทำให้น้ำนิ่ง ไม่เกิดการไหลเวียน ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย ระบบนิเวศเสื่อมโทรม หรือแม้กระทั่งการก่อสร้างฝาย อาจไปทำลายทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ที่มีอยู่โดยรอบได้

ประโยชน์ของฝายชะลอน้ำ

1.ช่วยเก็บกักน้ำ

2.ช่วยลดความรุนแรงของการเกิดไฟป่า

3.ช่วยกักเก็บตะกอนและวัสดุต่างๆ ที่ไหลลงมากับน้ำในลำห้วย

4.ช่วยกักเก็บตะกอนและวัสดุต่างๆ ที่ไหลลงมากับน้ำในลำห้วย

5.ช่วยเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

6.เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ และใช้เป็นแหล่งน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค

ขอขอบคุณที่มาจาก : ศาสตร์พระราชา https://sites.google.com/site/webkhaysinkhadkooa/sastr

อธิบายระบบตรวจสอบย้อนกลับประวัติการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) กดเพื่ออ่าน

ระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (Aquatic Animal Purchasing Document: APD)

โปรแกรม APD กรมประมง กดเพื่อเข้าสู่เว็บไซด์

สมัคร APD กดเข้าไปที่ลิ้งนี้เลยจ้า

1.สมัคร APD ที่สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงชายฝั่งที่มีฟาร์มตั้งอยู่ในแต่ละจังหวัด ให้ยื่นใบ กสน.1 ได้เลยจ้า

2.เมื่อท่านได้รับรหัส OTP เข้ามาที่เบอร์มือถือในข้อความ แล้วสามารถ?เข้าสู่ระบบและฝึกใช้งานโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD) ได้เลยค่ะ

แบบคำขอการขึ้นทะเบียนกับประมง

แบบคำขอเข้าใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำสำหรับเกษตรกร APD (กสน.1) กดเพื่อโหลด

แบบคำขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์หนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD ( กสน.2 ) กดเพื่อโหลด

แบบคำขอยกเลิกข้อมูลการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์หนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD ( กสน.3 ) กดเพื่อโหลด

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกรมประมง เรื่อง การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ สำหรับกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบตุม ประเภท การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล พ.ศ. 2563 กดเพื่ออ่าน

อธิบายระบบตรวจสอบย้อนกลับประวัติการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) กดเพื่ออ่าน

ระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (Aquatic Animal Purchasing Document: APD)

โปรแกรม APD กรมประมง กดเพื่อเข้าสู่เว็บไซด์

สมัคร APD กดเข้าไปที่ลิ้งนี้เลยจ้า

1.สมัคร APD ที่สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงชายฝั่งที่มีฟาร์มตั้งอยู่ในแต่ละจังหวัด ให้ยื่นใบ กสน.1 ได้เลยจ้า

2.เมื่อท่านได้รับรหัส OTP เข้ามาที่เบอร์มือถือในข้อความ แล้วสามารถ?เข้าสู่ระบบและฝึกใช้งานโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD) ได้เลยค่ะ

แบบคำขอการขึ้นทะเบียนกับประมง

แบบคำขอเข้าใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำสำหรับเกษตรกร APD (กสน.1) กดเพื่อโหลด

แบบคำขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์หนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD ( กสน.2 ) กดเพื่อโหลด

แบบคำขอยกเลิกข้อมูลการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์หนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD ( กสน.3 ) กดเพื่อโหลด

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกรมประมง เรื่อง การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ สำหรับกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบตุม ประเภท การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล พ.ศ. 2563 กดเพื่ออ่าน

อธิบายระบบตรวจสอบย้อนกลับประวัติการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) กดเพื่ออ่าน

ระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (Aquatic Animal Purchasing Document: APD)

โปรแกรม APD กรมประมง กดเพื่อเข้าสู่เว็บไซด์

สมัคร APD กดเข้าไปที่ลิ้งนี้เลยจ้า

1.สมัคร APD ที่สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงชายฝั่งที่มีฟาร์มตั้งอยู่ในแต่ละจังหวัด ให้ยื่นใบ กสน.1 ได้เลยจ้า

2.เมื่อท่านได้รับรหัส OTP เข้ามาที่เบอร์มือถือในข้อความ แล้วสามารถ?เข้าสู่ระบบและฝึกใช้งานโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD) ได้เลยค่ะ

แบบคำขอการขึ้นทะเบียนกับประมง

แบบคำขอเข้าใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำสำหรับเกษตรกร APD (กสน.1) กดเพื่อโหลด

แบบคำขอเปลี่ยนแปลงข้อมูลการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์หนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD ( กสน.2 ) กดเพื่อโหลด

แบบคำขอยกเลิกข้อมูลการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์หนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD ( กสน.3 ) กดเพื่อโหลด

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกรมประมง เรื่อง การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ สำหรับกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบตุม ประเภท การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล พ.ศ. 2563 กดเพื่ออ่าน

ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ชนิดกุ้งขาวแวนนาไม ที่มีการประกอบกิจการในพื้นที่ ไม่ว่าจะมีที่อยู่ตามทะเบียนราษฎร์ทั้งในและนอกเขตพื้นที่จังหวัดต้องดำเนินการจดแจ้งให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด

      ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอจดแจ้งการประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทกิจการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล โดยยื่นแบบ จสค.1 ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ได้ ณ สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก หรือประสานประมงอำเภอในพื้นที่ เพื่อขอยื่นเอกสารแบบจดแจ้ง จสค.1 เมื่อหน่วยงานได้รับเอกสารคำขอจดแจ้ง และตรวจสอบหลักฐานถูกต้องครบถ้วนตามที่กำหนด สำนักงานจะออกหนังสือรับรองการแจ้งประอบกิจการฯ ให้ต่อไป

     ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่จดแจ้งเรียบร้อย ต้องการดำเนินการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลให้เป็นไปตามข้อกำหนดให้ผู้ประกอบการกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลวึ่งเป็นกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมภายในเขตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามมาตรฐาน 77 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 ต้องปฏิบัติ ตามมาตรา 78 (4) ห้ามใช้และเคมีภัณฑ์ต้องห้ามที่กำหนด มาตรา 78 (5) ต้องจัดการน้ำทิ้งหรือของเสียให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงวันที่ 28 ก.ย.48 และแก้ไขเพิ่มเติม และมาตรา 78 (6) ต้องดำเนินการป้องกันน้ำจากการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลมิให้รั่วไหลออกสู่ภายนอกสถานประกอบการ

ผู้ประกอบการสามารถติดต่อขอแบบจดแจ้ง จสค.1 ได้ ณ สำนักงานประมงจังหวัด หรือสำนักงานประมงอำเภอในพื้นที่

แบบคำขอการขึ้นทะเบียนกับประมง

แบบแจ้งการประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล (จสค.1)

แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงรายการการประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ําควบคุม ประเภทกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล (จสค.2)

แบบแจ้งเลิกการประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล (จสค.3)

 

ระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (Aquatic Animal Purchasing Document: APD)

โปรแกรม APD กรมประมง

หมายเหตุ : หลังจากพ้นระยะเวลาช่วงทดลองระบบ 1 ปี (1 กันยายน 2563 – 1 กันยายน 2564) ในวันที่ 2 กันยายน 2564 ประกาศกรมประมงจะมีผลใช้บังคับ หากเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) ท่านใดที่ไม่จัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ ในทุกครั้งที่มีการซื้อขายหรือส่งมอบกุ้งทะเล หรือจัดทำเอกสาร หรือกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ จะมีความผิดตามมาตรา 156 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000 – 1,000,000 บาท หรือหากนำหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD/FMD) ที่กลุ่มองค์กรเอกชนหรือบุคคลที่ได้รับการประกาศรับรองฯ ฝ่าฝืนออกให้ไปใช้ประกอบการซื้อขายกุ้งทะเลให้แก่บุคคลอื่น จะมีความผิดตามมาตรา 268 ประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 – 10,000 บาท ซึ่งกลุ่มองค์กรเอกชนหรือบุคคลที่ได้รับการประกาศรับรองให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD/FMD) จะถูกระงับ     มิให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ (MD/FMD) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 เป็นต้นไป หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 265 ประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000 – 10,000 บาท

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ประกาศกรมประมงมาตรา 78(1)

1.เรื่อง ข้อกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งเป็นกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ภายในเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามมาตรา 77   แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต้องแจ้งประกอบกิจการ พ.ศ. 2562 กดเพื่ออ่าน

2.เรื่อง ข้อกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งเป็นกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ภายในเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามมาตรา 77  แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558ต้องแจ้งประกอบกิจการ (ฉบับที่ 2)พ.ศ. 2563 กดเพื่ออ่าน

3.เรื่อง ข้อกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งเป็นกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ภายในเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามมาตรา 77  แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558ต้องแจ้งประกอบกิจการ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 กดเพื่ออ่าน

4.เรื่อง ข้อกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งเป็นกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ภายในเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตามมาตรา 77  แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต้องแจ้งประกอบกิจการ (ฉบับที่ 4)พ.ศ. 2563 กดเพื่ออ่าน

ประกาศกรมประมงมาตรา 78 (4) (5) (6)

1.เรื่อง ข้อกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลซึ่งเป็นกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมภายในเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามมาตรา 77 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. ๒๕๕๘ ต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 กดเพื่ออ่าน 

ประกาศกรมประมงมาตรา 91

1.เรื่อง กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมต้องจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ พ.ศ. 2559 กดเพื่ออ่าน

2.เรื่อง กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมต้องจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 กดเพื่ออ่าน

3.เรื่อง ระงับการใช้ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ต้องจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ พ.ศ. 2559 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 กดเพื่ออ่าน

4.เรื่อง ระงับการใช้ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ต้องจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ พ.ศ 2559 และฉบับที่ 2 พ.ศ. 2559 กดเพื่ออ่าน

5.เรื่อง การจัดทำหนังสือก้ากับการซื้อขายสัตว์น้ำ สำหรับกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภท การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล พ.ศ. 2563 กดเพื่ออ่าน

ประกาศกรมประมงมาตรา 100

1.เรื่อง กำหนดมาตรฐานการปนเปื้อนของสารพิษหรือสิ่งอื่นใดที่อาจเป็นอันตราย ต่อมนุษย์หรือต่อสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2559 กดเพื่ออ่าน

2.เกณฑ์มาตรฐานสารชีวพิษและแบคทีเรียในหอยสองฝาเกณฑ์มาตรฐานสารชีวพิษและแบคทีเรียในหอยสองฝา พ.ศ. 2561 กดเพื่ออ่าน

ประกาศกรมประมงการนำเข้าและการส่งออกกุ้งทะเล

1.ประกาศกรมประมง เรื่อง การพิจารณาประกาศรับรองแหล่งหรือสถานประกอบการเพาะเลี้ยงกุ้งขาวที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักร กดเพื่ออ่าน

2.ประกาศกรมประมง เรื่อง งดออกหนังสืออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร ประเภทกุ้งทะเล กดเพื่ออ่าน

3.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำและโรคระบาดสัตว์น้ำที่นำเข้าสู่สถานกักกันสัตว์น้ำหรือที่พักซากสัตว์น้ำ กดเพื่ออ่าน

4.ประกาศกรมประมง เรื่อง งดออกหนังสืออนุญาตให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร ประเภทกุ้งทะเล (ฉบับที่ 2) กดเพื่ออ่าน

5.ประกาศกรมประมง เรื่อง การนำเข้าสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร ประเภท กุ้งทะเล พ.ศ. 2557 กดเพื่ออ่าน

6.ประกาศกรมประมง เรื่อง การอนุญาตให้นำกุ้งทะเลจากสาธารณรัฐอินโดนิเซียเข้ามาในราชอาณาจักร กดเพื่ออ่าน

7.ประกาศกรมประมง เรื่อง การรับรองแหล่งหรือสถานประกอบการเพาะเลี้ยง โรงเพาะฟัก หรือโรงงานแปรรูปกุ้งทะเลที่จะนำเข้ามาในราชอาณาจักร กดเพื่ออ่าน

8.ประกาศกรมประมง เรื่อง ยกเลิกประกาศกรมประมง เรื่อง การอนุญาตให้นำกุ้งทะเลจากสาธารณรัฐอินโดนิเซียเข้ามาในราชอาณาจักร กดเพื่ออ่าน

9.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ พ.ศ. 2558 กดเพื่ออ่าน

10.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการขออนุญาตและการอนุญาตนำเข้าสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ พ.ศ. 2560 กดเพื่ออ่าน

11.ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเพื่อการบริโภคไปนอกราชอาณาจักรยกเว้นส่งออกไปสหภาพยุโรป พ.ศ. 2560 กดเพื่ออ่าน

12.ประกาศกรมประมง เรื่อง การส่งออกสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำเพื่อการบริโภคไปสหภาพยุโรป พ.ศ. 2560 กดเพื่ออ่าน

13.ประกาศกรมประมง เรื่อง งดการออกใบอนุญาต และหนังสืออนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2560 กดเพื่ออ่าน

14.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดมาตรฐานสถานกักกันและที่พักซากสัตว์น้ำ กดเพื่ออ่าน

15.ประกาศกรมประมง เรื่อง กำหนดชนิดสัตว์น้ำและโรคระบาดสัตว์น้ำที่นำเข้าสู่สถานกักกันสัตว์น้ำหรือที่พักซาก กดเพื่ออ่าน

16.ประกาศกรมประมง เรื่อง งดการออกใบอนุญาต และหนังสืออนุญาตให้นำเข้าสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (เพื่มเติม) กดเพื่ออ่าน

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ระเบียนกรมประมง ว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้ประกอบการด้านการประมง พ.ศ. 2556 กดเพื่ออ่าน

หลักเกณฑ์
1. ผู้ประกอบการด้านการประมงที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วและใกล้หมดอายุลง หากประสงค์จะต่ออายุทะเบียน ให้ยื่นแบบแสดงความจำนงค์ต่ออายุทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมง ตามแบบ ทบ. 2-2 ณ สถานที่ที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนภายใน 60 วัน ก่อนทะเบียนจะหมดอายุลง
2. ผู้ยื่นคำขอจะต้องปฏิบัติตามระเบียบกรมประมงว่าด้วยการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและผู้ประกอบการด้านการประมง ปี พ.ศ. 2556
3. อายุของทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมงมีกำหนด 3 ปี นับจากวันสิ้นอายุเดิม

เงื่อนไข
1. ในกรณีเจ้าหน้าที่มีข้อสงสัยในหลักฐานเอกสารที่ยื่นมาเจ้าหน้าที่ผู้พิจารณาสามารถแจ้งให้ผู้ยื่นคำขอมาชี้แจงเพิ่มเติมได้
2. กรณีการมอบอำนาจผู้มอบอำนาจจะต้องมอบอำนาจให้ผู้ที่ได้รับมอบอำนาจในการดำเนินการจนเบ็ดเสร็จกระบวนงาน
3. กรณีคำขอหรือเอกสารหลักฐานประกอบการพิจารณาไม่ครบถ้วนหรือไม่ถูกต้องและไม่อาจแก้ไขเพิ่มเติมได้ในขณะนั้นผู้รับคำขอและผู้ยื่นคำขอจะต้องลงนามบันทึกความบกพร่องและรายการเอกสารหลักฐานร่วมกันพร้อมกำหนดระยะเวลาให้ผู้ยื่นคำขอดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหากผู้ยื่นคำขอไม่ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมภายในระยะเวลาที่กำหนดจะถือว่าผู้ยื่นคำขอไม่ประสงค์จะยื่นคำขอ (หมายเหตุ: กรณีเอกสารไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้ผู้ประกอบการปรับปรุงแก้ไข ภายใน 1 วันทำการ)
4. ขั้นตอนการดำเนินงานตามคู่มือจะเริ่มนับระยะเวลาตั้งแต่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารครบถ้วนถูกต้องตามที่ระบุไว้ในคู่มือประชาชนเรียบร้อยแล้ว
5. สำเนาเอกสารต้องลงนามรับรองสำเนาถูกต้องทุกฉบับ

ระยะเวลาดำเนินการรวม 5 วันทำการ ผ่านการดำเนินการลดขั้นตอน และระยะเวลาปฏิบัติราชการมาแล้ว 5 วันทำการ

1.การตรวจสอบเอกสาร ระยะเวลา 1 วันทำการ

1. ผู้ประกอบการด้านการประมงยื่นคำขอตามแบบทบ 2-2 พร้อมเอกสารหลักฐานประกอบ

2. เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนรับคำขอและตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อความและเอกสารหลักฐาน

3. เจ้าหน้าที่ออกใบนัดหมายการรับบัตรประจำตัวผู้ประกอบการด้านการประมงแก่ผู้ยื่นคำขอ
กรณีเอกสารไม่ถูกต้องครบถ้วน ให้ผู้ประกอบการปรับปรุงแก้ไข ภายใน 1 วัน โดยจะเริ่มนับระยะเวลาการให้บริการเมื่อเอกสารครบถ้วนถูกต้อง

2.การพิจารณา ระยะเวลา 3 วันทำการ

1. เจ้าหน้าที่ดำเนินการบันทึกรายชื่อและข้อมูลของผู้ประกอบการลงในระบบฐานข้อมูลของกรมประมง

2. เจ้าหน้าที่จัดทำบัตรประจำตัวผู้ประกอบการด้านการประมงเสนอผู้มีอำนาจเพื่อพิจารณาลงนาม

3.การลงนาม/คณะกรรมการมีมติ ระยะเวลา 1 วันทำการ
ผู้มีอำนาจลงนามในบัตรประจำตัวผู้ประกอบการด้านการประมง

รายละเอียดค่าธรรมเนียม ฟรี

รายการเอกสาร หลักฐานประกอบ

1.บัตรประจำตัวผู้ประกอบการด้านการประมงฉบับเดิม ( ฉบับจริง 1 ฉบับ )

2.บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง)

3.หนังสือเดินทาง ( ฉบับจริง 1 ฉบับ ) กรณีเป็นชาวต่างด้าว ที่เป็นนิติบุคคล ให้ใช้เป็นเอกสารยืนยันตัวตน

4.ใบอนุญาตประกอบธุรกิจสำหรับคนต่างด้าว ( ฉบับจริง 1 ฉบับ ) กรณีเป็นคนต่างด้าว

5.หนังสือรับรองนิติบุคคล ( ฉบับจริง 1 ฉบับ ) 1.กรณีผู้ยื่นคำขอเป็นนิติบุคคล ออกให้ไม่เกิน 6 เดือน  2.ต้องเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย

6.บัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล ( ฉบับจริง 1 ฉบับ ) กรณีเป็นนิติบุคคล

7.หนังสือมอบอำนาจ กรณีให้บุคคลอื่นดำเนินการแทน ( ฉบับจริง 1 ฉบับ ) 1.หนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์ 10 บาท  2. สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มอบอำนาจ 1 ฉบับ

8.ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ( ฉบับจริง 1 ฉบับ ) กรณีสถานประกอบการเป็นโรงงาน

แบบคำขอการขึ้นทะเบียนกับประมง

ทบ. 2-2 แบบคำขอต่ออายุทะเบียนทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมง กดเพื่อโหลด

สถานที่ / ช่องทางการให้บริการ

สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก /สำนักงานประมงอำเภอในพื้นที่ /ติดต่อด้วยตนเอง ณ หน่วยงาน
ศาลากลางจังหวัด (หลังใหม่) ชั้น 5 ถ.สุวรรณศร อ.เมือง จ.นครนายก 26000 โทรศัพท์  037-311-024

ระยะเวลาเปิดให้บริการ

เปิดให้บริการวัน จันทร์ ถึง วันศุกร์ (เปิดบริการวันหยุด แต่ให้โทรนัดกับเจ้าหน้าที่ก่อน) ตั้งแต่เวลา 08:30 - 18:00 น.

  •  บทความ
  •  Hit 20 อันดับ
  • สำนักงานประมงอำเภอองครักษ์.. (3,025)  สำนักงานประมงอำเภอเมืองนครนายก.. (2,723) โครงการมูลนิธิชัยพัฒนา (ศูนย์เพาะเลี้ยงปลานิลจิตรลดา) บ้านเกาะกา ตำบลท่าเรือ อำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก.. (2,417) ทำไมเต่ามะเฟืองต้องเป็นสัตว์ป่าสงวน.. (2,391) การขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2).. (2,343) สำนักงานประมงอำเภอปากพลี.. (2,239) 3.สัตว์น้ำควบคุม.. (2,147) แนะนำหน่วยงาน.. (2,075) สำนักงานประมงอำเภอบ้านนา.. (2,071) 18.ประมงอาสา.. (2,063) เตือนอันตรายจาการสั่ง “ไข่แมงดา” “ยำไข่แมงดาทะเล” เมนูสุดแซ่บ ระวังเจอไข่แมงดาถ้วย !! พิษแรง...อันตรายถึงชีวิต.. (2,018) รู้จักที่ดิน ภ.บ.ท. 5.. (1,896) หลายคนก็ยังไม่รู้ว่า .. (1,829) คลอรีน ในน้ำประปานั้น มีผลต่อปลาของเราอย่างไรบ้าง ?.. (1,817) Download แบบฟอร์ม.. (1,652) การขุดดินและถมดิน ทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย.. (1,569) ที่รักษาพืชพันธุ์.. (1,530) ประเด็นยุทธศาสตร์-เป้าประสงค์.. (1,519) 19.พื้นที่แหล่งน้ำปิดและแหล่งน้ำจืด.. (1,494) รูปู รูปลา รูงู แตกต่างกันอย่างไร ?.. (1,482)