สัตว์น้ำประจำหน่วยงาน

 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสตูล

สัตว์น้ำประจำหน่วยงาน 

เมนู

 เผยเเพร่: 2016-12-27  |   ข่าววันที่: 2016-12-27 |  อ่าน: 2,660 ครั้ง
 

เต่ากระอาน

Download pdf file

ชื่อไทย: เต่ากระอาน

ชื่อท้องถิ่น: -

ชื่อสามัญ: Southern river terrapin

ชื่อวิทยาศาสตร์: Batagur  baska

ลักษณะทั่วไป: เต่ากระอาน เป็นเต่าน้ำจืดกระดองแข็งขนาดใหญ่ มีรูปร่างค่อนข้างกลม สามารถหดหัวเข้ากระดองได้ในแนวตรง หัวมีแผ่นเกล็ดหุ้มอยู่ทั้งด้านบนและด้านข้าง มีสายตาดีและมีหนังตาที่สามารถปิดและเปิดได้ซึ่งช่วยในการป้องกันอันตราย คอสามารถยืดหยุ่นได้ดีสามารถยื่นและหดหัวได้เร็ว คอปกคลุมด้วยหนังบางๆ ปลายจมูกเชิด งอนขึ้น ตาสีขาว เท้าหน้าแผ่แบนมีผังผืด มีเล็บ 4 เล็บ ขาสีเทาหรือดำ กระดองหลังเรียบโค้งมนรูปไข่สีเขียวมะกอกอมเทาหรือดำกระดองหลังยาวเต็มที่ 60 เซนติเมตร น้ำหนักเพศผู้เฉลี่ย 14 กิโลกรัม น้ำหนักเพศเมียเฉลี่ย 22 กิโลกรัม ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในน้ำ เพศผู้เล็กกว่าเพศเมีย

ขนาดความยาวสูงสุด (maximum size) : 60 เซนติเมตร

การแพร่กระจาย: พบแพร่กระจายทางภาคใต้ของประเทศไทย อาศัยในแหล่งน้ำจืด และบริเวณปากแม่น้ำ โดยเฉพาะที่คลองละงู อ.ละงู จ.สตูล ปัจจุบันสามารถเพาะพันธุ์ได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสตูล

ที่อยู่อาศัย: ในแหล่งน้ำจืด แต่สามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำกร่อย  บริเวณป่าชายเลน และเข้าไปอาศัยในแหล่งน้ำจืดในฤดูผสมพันธุ์ และวางไข่บนหาดทรายน้ำจืด 

แหล่งอาศัยในธรรมชาติ ปากคลองน้ำจืดเชื่อมต่อทะเล

 อาหารธรรมชาติ: เต่ากระอานจะกินอาหารทั้งในเวลากลางวันและกลางคืนแต่ส่วนใหญ่จะออกหากินในเวลากลางคืน กินทั้งพืชและสัตว์ ใบ หนอ ผล ของต้นโกงกาง ผลมะเดื่อ  ลูกปลา ปู กบ หอย กุ้ง และตัวหนอนในน้ำ เต่าเป็นสัตว์ที่มีฟันเป็นแผ่นคมจึงไม่เคี้ยวอาหารแต่จะกินอาหารโดยวิธีขยอกกลืนเข้าไปที่ละเล็กละน้อยและกินไปเรื่อย ๆ  เป็นเวลานาน เต่ากินอาหารจำพวกผักได้มาก จะกินไปและถ่ายไปด้วยตลอดเวลาเต่ากินอาหารได้มากในน้ำที่มีระดับสูงพอท่วมกระดอง แต่จะกินอาหารได้น้อยหรือไม่กินอาหารเลยในที่ที่ไม่มีน้ำหรือที่แห้ง

 ฤดูวางไข่: เต่ากระอานจะผสมพันธุ์ระหว่างเดือน สิงหาคม-พฤศจิกายน หลังจากผสมพันธุ์กันแล้วเต่าตัวเมียจะเก็บน้ำเชื้อไว้ภายในเพื่อผสมกับไข่   และจะวางไข่ในเดือนพฤศจิกายน-มกราคม แม่เต่า 1 แม่จะให้ไข่จำนวน 8-35 ฟองไข่เต่ากระอานมีลักษณะยาวรี เท่ากันตลอดฟอง คล้ายไข่เป็ด แต่ยาวมากกว่าเล็กน้อย เปลือกไข่บาง  ไข่จะมีน้ำหนักประมาณ  60-70 กรัม ความยาวประมาณ 72-76 มิลลิเมตร ความกว้างประมาณ 39-45 มิลลิเมตร ใช้เวลาเพาะฟักเป็นตัว 90-100 วัน

อัตราส่วนเพศ: เพศผู้:เพศเมีย, 8:1

ลักษณะเพศ: ความแตกต่างระหว่างเพศผู้และเพศเมียของเต่ากระอานพบว่า ตัวเต็มวัยเพศผู้มีขนาดเล็กกว่าเพศเมียหลังโค้งนูนน้อยกว่าเพศเมีย หลังมีลักษณะรี คล้ายรูปไข่ จมูกแหลมกว่าเพศเมีย เพศผู้ที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ มีตาสีดำ ล้อมรอบด้วยวงนอกสีขาว กระดอง ลำคอและส่วนหัว มีสีเทาดำเข้มกว่าตัวเมีย  คอยาวกว่าเพศเมีย ในฤดูผสมพันธุ์มีนิสัยดุร้าย ส่วนหัวมีลักษณะแหลมเชิดงอนขึ้นเล็กน้อย หางอ้วนยาวกว่าเพศเมียเพื่อช่วยในการผสมพันธุ์  ระยะห่างระหว่างช่องขับถ่ายกับโคนหางมากกว่าเพศเมีย ด้านท้องเพศผู้สีเหลืองครีมแผ่นท้องเรียบเสมอกันตลอดทั้งแผ่นไม่มีรอยบุ๋มตรงกลาง ซึ่งแตกต่างกับเต่าที่ผสมพันธุ์กันบนบกที่มีรอยบุ๋มตรงกลาง กระดองด้านบนมีลายกระดองชัดเจน ส่วนเพศเมีย มีตาสีดำล้อมรอบด้วยสีน้ำตาล กระดองหลังสีเทาดำ ลักษณะกลมรีมีลายเช่นกัน ท้องสีเหลืองอ่อน แผ่นท้องนูนออกมาข้างนอกเล็กน้อย แผ่นกระดองแต่ละแผ่นไม่มีลวดลายแยกแผ่นกระดอง จึงทำให้ดูเหมือนว่าเป็นแผ่นเดียวกัน เพศเมียตัวเต็มวัยมีน้ำหนักมากกว่าเพศผู้ หลังโค้งมากกว่า จมูกป้าน คอสั้นกว่า ส่วนหางเล็กสั้นกว่าเพศผู้ ระยะห่างระหว่างช่องขับถ่ายกับโคนหาง น้อยกว่าเพศผู้ สีของส่วนหัว คอและกระดองหลังเป็นสีเทาอ่อนกว่าเต่าเพศผู้เล็กน้อย นิสัยไม่ดุร้ายเช่นเพศผู้ สัดส่วนความกว้างต่อความยาวของเพศผู้มีอัตราส่วน 1:1.11 สัดส่วนความกว้างต่อความยาวของเพศเมียมีอัตราส่วน 1:1.01 สำหรับสัดส่วนความกว้างต่อความยาวเพศผู้มีอัตราส่วนยาวกว่าเพศเมีย คือเพศผู้มีลักษณะยาวรีกว่าเพศเมีย ส่วนเพศเมียมีลักษณะป้อมกว่ายาวรีน้อยกว่าเพศผู้

ความดกไข่: 8-35 ฟอง

การเพาะเลี้ยง:เต่ากระอานที่โตเต็มวัยมีอายุไม่ต่ำกว่า 10 ปี เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ประมาณเดือนสิงหาคม – พฤศจิกายน ของทุกปี เต่าจะเริ่มผสมพันธุ์กันทั้งกลางวันและกลางคืนในระดับน้ำลึกประมาณ 50 เซนติเมตร เต่าตัวผู้จะว่ายน้ำวนรอบ ๆ ตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์และจะเอาปากพ่นน้ำใส่ระดับของปากของตัวเมียอยู่บริเวณผิวน้ำหรือสูงกว่างผิวน้ำเล็กน้อย ประมาณ 30 นาที และจะว่ายน้ำคลอเคลียตัวเมียไปเรื่อย ๆ โดยจะวนรอบ ๆ และจะหายใจเสียงดัง บางครั้งจะเอาหัวชนตามข้างตัวและส่วนก้นของตัวเมียแล้วจึงขึ้นคร่อมตัวเมีย โดยใช้ขาหน้าสองข้างจับที่ขอบกระดองด้านหัวแล้ว ใช้ส่วนหัวและลำคอกดบริเวณลำคอของตัวเมีย  การผสมพันธุ์จะผสมพันธุ์กันในน้ำเนื่องจากน้ำช่วยพยุงตัวในการผสมพันธุ์ หลังจากนั้นตัวผู้จะสอดปลายหางเข้าใต้ช่องเพศของเพศเมียและสอดอวัยวะเข้าผสมพันธุ์ ประมาณ 10-15 นาที หลังจากนั้นจึงแยกออกจากกัน อวัยวะเพศของตัวผู้จะมีลักษณะคล้าย ถุงปอดแต่แผ่กว้างคล้ายพัด ลักษณะสีเทาดำ ขนาดยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร กว้างประมาณ 10-15 เซนติเมตร หลังจากผสมพันธุ์เสร็จอวัยวะเพศผู้จึงหดเข้าไปอยู่ในช่องเพศตามเดิม และตัวผู้จะพักอยู่นิ่ง ๆ ประมาณ 30 นาทีจึงจะเคลื่อนไหว

หลังจากผสมพันธุ์กันแล้วเต่าตัวเมียจะเก็บน้ำเชื้อไว้ภายในเพื่อผสมกับไข่ ตั้งแต่เดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ โดยแม่เต่าจะคลานจากบ่อขึ้นมาบริเวณหาดทรายในเวลากลางคืนและขุดทรายไปรอบ ๆ บ่อ เพื่อสำรวจแหล่งที่เหมาะสมสำหรับการวางไข่  แม่เต่าบางตัวจะขุดทรายแต่ไม่มีการวางไข่หลังจากสำรวจหาดแล้วแม่เต่าจะเริ่มวางไข่ ตั้งแต่เวลา 19.00 น ถึง เช้ามืด ในช่วงต้นฤดูแม่เต่าจะวางไข่ในช่วงค่ำ แต่เมื่อปลายฤดูแม่เต่าจะวางไข่ตอนเที่ยงคืนถึงเช้า  เต่าจะวางไข่ในที่เงียบสงัดไม่มีสิ่งรบกวน  เมื่อเลือกบริเวณที่วางไข่ได้แล้วแม่เต่าจะใช้ขาสองขาหลังขุดและคุ้นทรายไปด้านหลังจนถึงระยะที่เหมาะสมประมาณ 50 –100 เซนติเมตร ความกว้างของหลุมประมาณ 80 เซนติเมตร โดยที่ก้นหลุมเต่าจะขุดหลุมขนาดกว้างประมาณ 20 เซนติเมตร ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อวางไข่ แม่เต่าจะหันส่วนก้นลงหลุมแล้วทำการวางไข่โดยยกก้นขึ้นเล็กน้อย จึงปล่อยไข่ออกมาขณะที่วางไขแม่เต่าจะขับน้ำเมือกออกมาหล่อเลี้ยงเพื่อป้องกันมิให้ไข่แตกด้วย บริเวณส่วนก้นหลุมนี้ลักษณะทรายจะเป็นทรายละเอียดขนาดเล็กเพื่อต้องการให้แน่นเหมาะในการฟักเป็นตัวของลูกเต่า หลังจากนั้นแม่เต่าจะใช้ขาหลังคุ้ยทรายลงกลบหลุมโดยจะค่อย ๆ คุ้ยทรายลงพร้อมกับใช้หน้าอกกระแทกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมิดปากหลุม ขณะที่แม่เต่าใช้หน้าอกกระแทกปากหลุมจะมีเสียงดังไปถึง 10-20 เมตร หลังจากวางไข่เสร็จแม่เต่าจะนอนพักสักครู่ โดยจะไม่คลานลงน้ำทันทีเนื่องจากไม่สามารถจมตัวลงไปในน้ำได้ เมื่อปรับตัวได้แล้วจึงคลานลงน้ำไป จำนวนและปริมาณไข่มีตั้งแต่ 8-35 ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาดของแม่เต่า เวลาที่ใช้ในการวางไข่ทั้งหมดประมาณ 2-3 ชั่วโมง

ลักษณะบ่อเพาะพันธุ์เต่ากระอาน

การอนุบาลอนุบาลลูกเต่าที่ฟักออกเป็นตัวในระยะแรก จะมีกระดองค่อนข้างกลมมีความกว้างมากว่าความยาวกระดอง ลักษณะกระดองนิ่มเป็นสันแหลม (Keel) ใน 3 แผ่นแรกแนวกลางตัว ด้านท้องมีเนื้อเยื่อเป็นวงกลมสีเหลืองอ่อนยื่นออกมาอยู่ระหว่างกระดองแผ่นที่ 3 กับแผ่นที่ 4 คือถุงไข่แดง ช่วงประมาณ 3- 5 วันแรก ลูกเต่าจะไม่กินอาหารเนื่องจากยังมีถุงไข่แดงอยู่ หลังจากนั้นจึงเริ่มให้กินผักบุ้ง เมื่อลูกเต่าอายุ 1 เดือน จึงให้กินเนื้อปลาสับละเอียด กุ้งฝอย และอาหารลูกกบ อาหารที่ให้ 5-10 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัวลูกเต่าที่ฟักออกเป็นตัว หลังจากอนุบาลในตู้กระจก ประมาณ 3 เดือน จึงย้ายลูกเต่ามาอนุบาลต่อในบ่อคอนกรีต 10  ตารางเมตร  มีทางระบายน้ำเข้า-ออก สะดวก การอนุบาลลูกเต่าจะทำการถ่ายน้ำและทำความสะอาดเศษอาหารที่เหลือทุกวัน เวลา 8.30- 9.00 นาฬิกา  จากนั้นปล่อยให้พื้นบ่อและลูกเต่าแห้ง  (ผึ่งลม)   จนเวลา 14.00 นาฬิกา  จึงเติมน้ำเข้าบ่อ ให้ท่วมลูกเต่า และให้อาหาร

      

การส่งตัวอย่างเข้าห้องเก็บตัวอย่างอ้างอิง

การเลี้ยง: หลังจากอนุบาลลูกเต่าอายุประมาณ 1 ปี จึงแยกเต่าไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงโดยใช้บ่อซีเมนต์ ขนาด 5 x10x0.8 เมตร ระดับน้ำลึก 50 เซนติเมตร  อัตราการปล่อยประมาณ 5 ตัว/ตารางเมตร ให้กินผักบุ้งและปลาเป็ดอัตราส่วน 1:1 อาหารที่ให้วันละ 1 มื้อ จะให้ในเวลาตอนเย็นประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว  เปลี่ยนถ่ายน้ำวันเว้นวัน  เลี้ยงลูกเต่าจนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัยเมื่อมีอายุประมาณ 6-7 ปี เริ่มแยกเพศได้

 

         

การทำการประมงโดยทั่วไป: -

ราคาปลาสด: -

การใช้ประโยชน์: เพื่อการอนุรักษ์

เอกสารอ้างอิง

วรรณนัฑ  หิรัญชุฬหะ, เสาวคนธ์ รุ่งเรือง และสุวีณา  บานเย็น.2547 ชีววิทยาบางประการของเต่ากระอาน. เอกสารวิชาการฉบับที่ 83/2547. สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดสตูล กองประมงน้ำจืด กรมประมง.41 หน้า.

 

 

 

ปลาสร้อยลูกกล้วย (ซ่า)

Download pdf file

ชื่อไทย                ปลาสร้อยลูกกล้วย(ซ่า)

ชื่อท้องถิ่น            ปลายอดกล้วย,ปลาสร้อยลูกกล้วย

ชื่อสามัญ

ชื่อวิทยาศาสตร์      Labiobarbus  lineatus (Sauvage, 1878)

 

ลักษณะทั่วไป

ปลาสร้อยลูกกล้วย (ปลาซ่า)  เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง ที่พบเห็นในเมืองไทย มี 7-8 ชนิด และมีรูปร่างคล้ายคลึงกัน คือลำตัวด้านข้างกลม ยาว มีครีบหลังเป็นแผงยาวกว่าสกุลอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ครีบท้องและครีบก้นมีสีแดงออกส้ม เหนือครีบมักมีแต้มเป็นจุดสีดำรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน มีลายดำเป็นเส้นเล็กๆ ประมาณ 7-8 เส้น พาดไปตามความยาวของลำตัว และมีจุดดำที่โคนหางอีกจุดหนึ่ง ในอดีตปลาเหล่านี้มีอย่างชุกชุม มักจับกลุ่มอยู่รวมกันเป็นฝูง เมื่อปลาตกใจจะกระโดดขึ้นจากผิวน้ำพร้อมๆกัน ทำให้เกิดเสียงดังซ่า จึงเรียกชื่อเป็นปลาซ่า ขนาดความยาวลำตัวโดยทั่วไป 12-30 เซนติเมตร ขนาดใหญ่สุดมีความยาว 35 - ๔๐เซนติเมตร น้ำหนัก 50๐ กรัม

การแพร่กระจายและแหล่งที่อยู่อาศัย

พบทั่วทุกภาคของประเทศไทย บริเวณแม่น้ำ ลำคลอง หนองและบึง อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม ทั้งบริเวณที่ลึกและตื้น เป็นปลาชนิดเด่นที่พบแพร่กระจายอยู่ในคลองละงู อำเภอละงู และคลองต่างๆ ในจังหวัดสตูล เป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรสัตว์น้ำในระบบนิเวศน์

 

         

แหล่งอาศัยในธรรมชาติ

 

อาหารและนิสัยการกินอาหาร

เป็นปลากินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร (Herbiivorus fish) ได้แก่พืชน้ำ ซากน้ำ  แพลงค์ตอนพืช แพลงค์ตอนสัตว์ อินทรีย์สาร สัตว์หน้าดินขนาดเล็ก

 

ลักษณะการแพร่ขยายพันธุ์

ปลาจะเริ่มวางไข่ในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-ตุลาคมและจะวางไข่มากช่วงบริเวณน้ำหลาก ตัวเมียเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์จะมีท้องอูมเป่ง อวัยวะเพศจะมีสีแดงเรื่อๆ เพศผู้ จะมีลักษณะลำตัวเรียวยาว บริเวณแก้มจะสาก กดท้องเบาๆจะมีน้ำเชื้อไหลออกมา ปริมาณความดกของไข่ แม่ปลาน้ำหนัก 180 กรัม น้ำหนักไข่ 10.20 กรัม มีจำนวนไข่ 14,752 ฟอง และแม่ปลาน้ำหนัก 308 กรัม น้ำหนักไข่ 19.04 กรัม มีจำนวนไข่ 29,875 ฟอง ไข่ปลาสร้อยลูกกล้วยเป็นไข่ครึ่งจมครึ่งลอย มีจำนวน 2 พู สีเทาอมเหลือง เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.1 มิลลิเมตร

ลักษณะไข่ปลาสร้อยลูกกล้วย

 

 

 

   

                             เพศผู้                                                                            เพศเมีย                                  

                               เปรียบเทียบลักษณะปลาตัวผู้และตัวเมียที่สมบูรณ์เพศ

 

การเพาะพันธุ์ปลาสร้อยลูกกล้วย

ปลาสร้อยลูกกล้วยที่นำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์ ต้องมีอายุ 1 ปีขึ้นไป คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีความสมบูรณ์เพศ ขนาดความยาวของเพศผู้และเพศเมียที่ใช้ในการผสมพันธุ์ 20-30 เซนติเมตร เพศเมียฉีดด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ (buserelin acetate) 15 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ (domperidone) 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม   เพศผู้ฉีดด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ (buserelin acetate) 5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ (domperidone) 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อัตราส่วนระหว่างเพศผู้เพศเมีย 2:1   ปลาจะเริ่มวางไข่หลังจากฉีดฮอร์โมนไปแล้ว 5-8 ชั่วโมง ไข่จะฟักออกเป็นตัวใช้เวลา 14-15 ชั่วโมง

 

    

 

           

 

การอนุบาล

ลูกปลาฟักออกเป็นตัวจนถึงถุงไข่แดงยุบใช้เวลา 2 วัน หลังจากนั้นให้อาหารไข่แดงบดละเอียด วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 3 วัน วันที่ 5 จะให้รำละเอียดผสมปลาป่น อัตราส่วน 1:1 วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 50 วัน จะได้ลูกปลาขนาด 3-5 เซนติเมตร การอนุบาลลูกปลาจะใช้บ่อดิน ขนาด 800 ตารางเมตร จนถึงขนาด 1 ไร่ ก่อนปล่อยลูกปลาต้องเตรียมบ่อให้ดีเพื่อกำจัดศัตรูและเพิ่มอาหารของลูกปลาในบ่อ ระดับน้ำ 30-40 เซนติเมตร แล้วค่อยๆ เพิ่มระดับน้ำ จนได้ระดับ 1 เมตร บ่อขนาด 1ไร่ ปล่อยลูกปลาประมาณ 200-300 ตัวต่อตารางเมตร

การเลี้ยง

ปลาสร้อยลูกกล้วยสามารถเจริญเติบโตได้ดีในแหล่งน้ำทั่วไป เป็นปลาที่เลี้ยงง่ายกินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร บ่อเลี้ยงควรเป็นบ่อขนาด 400 ตารางเมตร จนถึงขนาด 1 ไร่ ความลึกของน้ำควรให้ลึกกว่า 1 เมตรขึ้นไป ใช้เลี้ยงลูกปลาที่มีขนาดความยาว 5-7 เซนติเมตร ในอัตราส่วน 3-4 ตัวต่อตารางเมตร หรือ 4,000 ตัวต่อไร่  ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ในอัตรา 3-4 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวปลา

การทำการประมง

ชาวประมงจะใช้ข่าย ขนาดตา 3-5 เซนติเมตร ทำการประมงในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะช่วงน้ำหลาก ปลาจะขึ้นมาผสมพันธุ์ จึงจับได้จำนวนมาก จำหน่ายกิโลกรัมละ 80-100 บาท

การใช้ประโยชน์  เป็นปลาพื้นเมืองที่นิยมบริโภค โดยนำมาแกงคั่ว ทอด และทำปลาส้ม                                         

                                                              

                                       

 

                                                              


สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2564 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสตูล

 หมู่ที่ 7 ตำบลกำแพง  อำเภอละงู  จังหวัดสตูล  91110