ปลาประจำหน่วยงาน

 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ชลบุรี

ปลาประจำหน่วยงาน 

ปลาประจำหน่วยงาน

 เผยเเพร่: 2016-12-09  |   ข่าววันที่: 2016-12-09 |  อ่าน: 6,357 ครั้ง
 

ปลาชะโอน

แหล่งกำเนิดและการแพร่กระจาย

                ปลาชะโอน Ompok biculatus เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ด มีการแพร่กระจายในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่อินเดีย พม่า เวียดนาม ตลอดจนมาเลเซีย เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำลำคลองที่มีกระแสน้ำไหลเบาๆ หรือน้ำนิ่ง อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง กินลูกปลาขนาดเล็กเป็นอาหาร ขนาดโตที่สุดที่พบในธรรมชาติมีความยาวประมาณ 50 ซ.ม. ปลาชะโอนอยู่ในลำดับปลาหนัง (Order Siluriformes) วงศ์ปลาแดง (Family  Siluridae) ลูกปลาชะโอนหรือปลาสยุมพร (Genus Ompok) มีลักษณะโดยทั่วไป คือ หัวสั้น และแบนข้างเล็กน้อย ลำตัวแบนข้างและยาว ส่วนหลังโค้งสูงขึ้นเล็กน้อย ปากกว้าง ขากรรไกรล่างยื่นออกมาเลยขากรรไกรบนเล็กน้อย ตาขนาดค่อนข้างโตอยู่สูงกว่าหลังมุมปากเล็กน้อย มีหนวด 2 คู่ คือหนวดที่ริมฝีปากยาวถึงประมาณท้อง และหนวดใต้คางสั้น ครีบหลังมีขนาดเล็ก ครีบอกมีขนาดใหญ่ ครีบท้องอยู่ตรงข้ามกับครีบหลัง ครีบหางแบบ 2 แฉกเว้าตรงกลางและปลายมน ลักษณะที่เด่นอีกอย่างหนึ่งคือ มีจุดสีดำขนาดใหญ่อยู่เหนือครีบอก

 

อาหาร

                ปลาชะโอนมีลักษณะนิสัยการกินอาหารเป็นปลากินเนื้อ อาหารที่ให้ ได้แก่ โรติเฟอร์ ไรแดงขนาดเล็ก เป็นต้น

 

การเพาะพันธุ์

                1. พ่อแม่พันธุ์ ในธรรมชาติกลุ่มปลาเนื้ออ่อนที่มีปลาชะโอนเป็นสมาชิกด้วยนั้น มีการสืบพันธุ์ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม พ่อแม่พันธุ์ที่จะนำมาเพาะพันธุ์ควรมีอายุอย่างน้อย 6 เดือน แม่ปลาถึงจะเริ่มมีไข่

                2. ชนิดและวิธีการฉีดฮอร์โมน ฮอร์โมนที่ใช้ในการฉีดกระตุ้นให้แม่ปลาชะโอนมีการตกไข่ เพื่อที่จะรีดไข่ผสมน้ำเชื้อมีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท  คือ

                -  ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง เป็นฮอร์โมนที่ได้จากต่อมใต้สมองของปลา ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนที่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์วางไข่ที่สำคัญ 2 ชนิด คือ FSH (follicle stimulating hormone) ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญของไข่ในตัวเมีย และแบ่งเซลล์ของเชื้อตัวผู้ในเพศผู้ กับ LH (luteinizing hormone) ทำหน้าที่ช่วยให้เกิดการตกไข่ในเพศเมีย และการสร้างน้ำเชื้อตัวผู้ในเพศผู้ 

                การใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองเป็นวิธีการที่นิยมอย่างมากในสมัยก่อน เนื่องจากได้ผลดีกว่าการใช้ฮอร์โมนชนิดอื่นๆ ต่อมใต้สมองที่นิยมใช้จะใช้ปลาในช่วงที่มีความสมบูรณ์เพศสมบูรณ์ ชนิดของปลาที่นิยมใช้เก็บต่อม เช่น  ปลาจีน ปลายี่สกเทศ ปลาไน และปลานวลจันทร์เทศ เพราะต่อมใต้สมองของปลาเหล่านี้มีการสะสมฮอร์โมนไว้ค่อนข้างมาก และสามารถนำไปฉีดกระตุ้นให้กับแม่ปลาได้ผลดี

                ในการฉีดฮอร์โมนผสมเทียมให้กับปลาชะโอน จะใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองของปลาไน อัตรา 2 โดส ร่วมกับฮอร์โมนสังเคราะห์ 20 ไมโครกรัม ต่อกิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ฉีดกระตุ้นแม่ปลาทิ้งไว้ 12 ชั่วโมง สามารถรีดไข่จากท้องแม่ปลาได้ ส่วนตัวผู้ใช้ต่อมใต้สมอง 1 โดส ร่วมกับฮอร์โมนสังเคราะห์ 0.5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม และยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หลังจากฉีดตัวเมียแล้ว 6 ชั่วโมง

                -  ฮอร์โมนสังเคราะห์ ในปัจจุบันเป็นฮอร์โมนที่นิยมใช้กันมาก จำหน่ายในท้องตลาดมีชื่อทางการค้าว่า  Suprefact ซึ่งมีฮอร์โมน Buserine acetate อยู่ในรูปของสารละลายบรรจุขวดละ 10 ซีซี มีตัวยาฮอร์โมนอยู่  10,000 ไมโครกรัม ก่อนนำมาใช้ต้องนำมาเจือจางก่อน การใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ต้องใช้ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ เพื่อช่วยให้ฮอร์โมนที่ฉีดเข้าไปมีประสิทธิภาพดี ยาเสริมฤทธิ์มีตัวยาที่เรียกว่า Domperidone มีลักษณะเป็นเม็ดสีขาว มีตัวยา 10 มิลลิกรัมต่อเม็ด

                ในการเพาะพันธุ์ปลาชะโอนใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ อัตรา 10 ไมโครกรัมต่อแม่ปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ 10 มิลลิกรัม ต่อแม่ปลา 1 กิโลกรัม หลังจากฉีดฮอร์โมนเป็นเวลา 8 ชั่วโมง สามารถรีดไข่ผสมน้ำเชื้อได้

                3. การรีดไข่ผสมน้ำเชื้อ เมื่อแม่ปลาครบกำหนดการตกไข่ จึงทำการรีดไข่แม่ปลาชะโอนผสมน้ำเชื้อ โดยวิธีแห้งดัดแปลง โดยผสมเทียมในอัตราส่วนพ่อพันธุ์ปลา 3 ตัว ต่อแม่ปลา 5 ตัว นำไข่ที่ได้รับการผสมไปโรยบนตะแกรงฟักไข่ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ไข่จะฟักเป็นตัว หลังจากนั้นย้ายแผงฟักไข่ออกจากบ่อฟัก และอนุบาลลูกปลาต่อไป

 

การเจริญเติบโต

                จากรายงานของชลธิศักดิ์และคณะ (2536) ไข่ของปลาชะโอนเมื่อได้รับการผสมใหม่ๆ มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 -1.5 มิลลิเมตร มีลักษณะเป็นไข่ติด หลังจากได้รับการผสมจะกลายเป็น Cleavage (2-64 cell) ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 10 นาที  ไข่จะมีการแบ่ง cell เป็นจำนวนมาก มีเส้นผ่าศูนย์กลางเพิ่มจาก 1.5 มิลลิเมตร เป็น 2.4 มิลลิเมตร ใช้เวลาประมาณ 20 นาที เข้าสู่ระยะ Molula ต่อมามีการยกตัวขึ้นตรงกลางของ cell ที่กำลังแบ่งตัวเกิดเป็นช่องว่างเข้าสู่ระยะ Blastula ใช้เวลา 10 นาที หลังจากนั้น cell ที่กำลังแบ่งตัวเริ่มมีการม้วนเข้าข้างใน เริ่มเกิดเป็นเนื้อเยื่อ 2 ชั้น สร้าง Notochord เข้าสู่ระยะ Gastula เคลื่อนลงมาคลุม Yolk ใช้เวลา 2 ชั่วโมง เป็นการสิ้นสุดระยะ Gastula เริ่มมีการสร้างสมอง neural tube, optic cup หัวใจ ระบบเลือดเริ่มทำงาน จนฟักเป็นตัว ใช้เวลา 11 ชั่วโมง 

                รวมเวลาตั้งแต่ไข่ปลาได้รับการผสมจนฟักเป็นตัวจะใช้เวลาประมาณ 18 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 27-28 องศาเซลเซียส ลูกปลาจะมี Yolk sac อยู่เป็นเวลาประมาณ 2 วัน จึงจะยุบหมด อาหารที่มีขนาดเหมาะสมสำหรับลูกปลาชะโอน คือ อาหารไข่ และไรแดงขนาดเล็ก เมื่อลูกปลามีอายุ 7 วัน จะมีรูปร่างเหมือนพ่อแม่พันธุ์

                ชลธิศักดิ์และคณะ (2547) ได้ศึกษาพัฒนาการของลูกปลาชะโอนวัยอ่อน 

*****************************************************************************************************************************************************************************************************************

ปลากระดี่นาง

ชื่อวิทยาศาสตร์  Trichogaster microlepis (Gunther, 1861)

ชื่อสามัญ  Moonbeam gourami
ชื่อไทย กระดี่  กระดี่นาง  กระดี่แสงจันทร์  ภาษาอีสาน เรียกว่า"กระเดิด" หรือ "สลาก" หรือ "สลาง"

การจำแนกชนิดของปลากระดี่นาง

Phylum Vertebrata

Subphylum Craniata

Superclass Gnathostomata

Class Acanthopterygii

Order Perciformes

Family Belontiidae

Genus Trichogaster

Species microlepis (Gunther, 1861)
 

รูปร่างลักษณะ

โดยทั่วไปคล้ายคลึงกับกระดี่หม้อ แต่ตามลำตัวและครีบไม่มีลาย เกล็ดบริเวณลำตัวเป็น สีขาวเงินหรือสีฟ้าอ่อน ครีบต่าง ๆ สีขาว ปลากระดี่นางลำตัวขาวปลอดไม่มีจุดดำ ขนาดตัวโตกว่ากระดี่หม้อเล็กน้อย ฝรั่งเรียก “มูน บีน หรือ มูนไลท์” ซึ่งตรงกับคำว่า ปลากระดี่แสงจันทร์ ขนาดเมื่อโตเต็มที่ยาวเฉลี่ย 7-14 เซนติเมตร  

 

ความแตกต่างระหว่างเพศ

                โดยการสังเกตจากลักษณะภายนอก คือ ปลาเพศผู้จะมีสีส้มหรือสีแสดบริเวณท้องและครีบก้น ลักษณะที่สังเกตได้ง่ายอีกประการหนึ่งคือ ในฤดูวางไข่ส่วนท้องของปลากระดี่นางเพศเมียจะอูมเป่งเห็นได้ชัดเจนและผนังท้องบาง ลักษณะภายในรังไข่ของปลากระดี่นางเพศเมียจะมีสีขาวครีมออกเหลืองแบ่งเป็น 2 พู ไข่ปลากระดี่นางเมื่อแก่เต็มที่ มีลักษณะเป็นเม็ดกลมสีเหลืองอ่อน เป็นไข่ลอย ส่วนอัณฑะมี 2 พู มีสีขาวและหยัก (สุจิตรา และคณะ, 2546 )

 

ถิ่นที่อยู่อาศัย

พบตามแหล่งน้ำทั่วไปในทุกภาคของประเทศ ชอบอยู่ในแหล่งน้ำนิ่ง ต่างประเทศมีในแถบอินโดจีน เป็นปลาที่พบได้ในแหล่งน้ำในภาคอีสาน ภาคกลาง และ ภาคตะวันออกของไทย 

จากการศึกษาชีววิทยาบางประการของปลากระดี่นาง Trichogaster microlepis (Gunther, 1861) ของสุจิตรา และคณะ, 2546 พบว่าคุณสมบัติของน้ำในบึงสีไฟโดยทั่วไปมีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ โดยมีค่าปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ (dissolve oxygen) มีค่าอยู่ระหว่าง 4.0-8.8 มิลลิกรัมต่อลิตร ความเป็นด่าง(Alkalinity)มีค่าอยู่ระหว่าง 101-120 มิลลิกรัมต่อลิตร ความกระด้าง (hardness) มีค่าระหว่าง 40-78 มิลลิกรัมต่อลิตร ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) มีค่าระหว่าง 6.9-7.8  ความโปร่งแสง (transparency) มีค่าระหว่าง 15-20 เซนติเมตร และอุณหภูมิน้ำ (temperature) มีค่าระหว่าง 27.0-33.5 องศาเซลเซียส

 

ลักษณะนิสัย  

มีพฤติกรรมชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง สามารถฮุบอากาศจากผิวน้ำได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านเหงือก เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์จะก่อหวอดผสมกับเศษหญ้าหรือพืชไม้ชนิดต่าง ๆ ชอบอยู่ในน้ำนิ่งระดับน้ำไม่ลึกนัก และว่ายน้ำหากินอยู่ตามกอหญ้า นาข้าว พันธุ์ไม้น้ำ ต่าง ๆ กระดี่นางมักอาศัยปะปนอยู่กับกระดี่หม้อ แต่มีจำนวนไม่มากนัก หายากกว่ากระดี่หม้อ ผู้ที่มีความชำนาญอาจมองหวอดปลากระดี่ออกว่าหวอดไหนเป็นกระดี่หม้อหรือกระดี่นาง หวอดกระดี่นางมีผู้ตักช้อนมาเลี้ยงไว้ในบ่อหรืออ่างกว้าง ๆ แล้วนำลูกที่เลี้ยงได้ขนาดส่งขายตลาดปลาสวยงาม 

 

อาหารและการกินอาหาร

                กินแพลงก์ตอนเป็นอาหารเป็นปลาที่มีนิสัยชอบหากินบริเวณผิวน้ำ

 

ฤดูวางไข่

                พฤษภาคม ถึง กันยายน

 

การใช้ประโยชน์ 

เป็นปลาที่สามารถใช้บริโภคโดยปรุงสด ทำปลาร้า หรือปลาแห้ง อีกทั้งยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย

 

การเพาะพันธุ์โดยวิธีการเลียนแบบธรรมชาติ 

                ทำการทดลองเพาะพันธุ์ปลากระดี่นางภายในโรงเพาะฟักและโรงอนุบาลลูกปลาของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชลบุรี ด้วยวิธีการเลียนแบบธรรมชาติโดยปล่อยให้ปลาผสมกันเอง ในระหว่างเดือน สิงหาคม – กันยายน 2552

                ทำการคัดพ่อแม่พันธุ์ อัตราส่วน 1:1 โดยคัดพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์มาทดลองเพาะพันธุ์ โดยสังเกตจากลักษณะของปลาเพศเมีย ลำตัวขนาดเล็กกว่าเพศผู้ ท้องอูม ครีบต่างๆ ไม่มีสีส้มเหมือนเพศผู้ ส่วนเพศผู้ลำตัวจะเรียวยาวกว่า ครีบท้องจะยาวเกือบถึงปลายครีบหาง และมีสีส้มเข้ม ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในบ่อขนาด 5X10X1 เมตร ระดับน้ำสูง 30 เซนติเมตร จำนวน 1 บ่อ ให้อากาศตลอดเวลา นำผักบุ้งและหญ้าขนที่ล้างจนสะอาดใส่ให้ทั่วบ่อเพื่อให้ปลาก่อหวอด เมื่อปลาวางไข่จึงช้อนหวอดไปฟักในบ่อซีเมนต์ขนาด 1X2X0.6 เมตร ระดับน้ำ 20 เซนติเมตร ให้อากาศเบาๆ เมื่อลูกปลาฟักเป็นตัวอายุ 2 วัน จึงสุ่มลูกปลา 10% มาชั่งน้ำหนักและวัดความยาวก่อนเริ่มทดลองอนุบาล

 

การอนุบาลลูกปลากระดี่นาง

โดยการปล่อยลูกปลา 300 ตัวต่อน้ำ 15 ลิตร ระดับน้ำสูง 12.5 เซนติเมตร (อัตราปล่อย 20,000 ตัวต่อลูกบาศก์เมตร) อนุบาลในกะละมังพลาสติกสีดำ เส้นผ่านศูนย์กลาง 45 เซนติเมตร ให้ไข่แดงต้มสุก โรติเฟอร์ ไรแดงกรอง ไรแดง และอาหารผงเป็นอาหารตามลำดับ ให้ออกซิเจนตลอดเวลา และทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ 50 เปอร์เซนต์ 1 ครั้งต่อสัปดาห์ พบว่า สามารถอนุบาลลูกปลากระดี่นางได้เป็นระยะเวลาเวลา 10-14 วัน หลังจากนั้นลูกปลากระดี่นางจะทะยอยตาย

จุฑาทิพย์ และคณะ, 2546 ได้ศึกษาการเพาะพันธุ์ปลากระดี่นางโดยการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ ภายในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และนำมาเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ขนาด 2X2 เมตร ให้ไรแดงมีชีวิตเป็นอาหาร และอาหารเม็ดสำเร็จรูประดับโปรตีน 40 %  ใส่พันธุ์ไม้น้ำพวกผักบุ้ง แพงพวยน้ำ เป็นต้น เพื่อปรับสภาพในบ่อเลี้ยงให้คล้ายธรรมชาติมากที่สุด คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่แข็งแรง มีความสมบูรณ์เพศมาทำการผสมพันธุ์โดยวิธีธรรมชาติ คือ ชุดการทดลองที่ 1 ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลากระดี่นาง ขนาดความยาว 7 ซม. จำนวน 1 คู่ ชุดการทดลองที่ 2 ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลากระดี่นาง ขนาดความยาว 9 ซม. จำนวน 1 คู่ และชุดการทดลองที่ 3 ปล่อยพ่อแม่พันธุ์ปลากระดี่นาง ขนาดความยาว 11 ซม. จำนวน 1 คู่ พบว่า ตอนแรกทดลองในตู้กระจก ปลาไม่ผสมพันธุ์กันเลยทั้ง 3 ชุดการทดลอง จึงเปลี่ยนมาทดลองในบ่อซีเมตน์ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร ซึ่งชุดการทดลองที่ 1 และ 2 มีการก่อหวอดแต่ไข่เสียทั้งหมด ส่วนชุดการทดลองที่ 3 มีการก่อหวอดผสมพันธุ์ ไข่ฟักเป็นตัว ประมาณร้อยละ 50

จากการศึกษาชีววิทยาและการเพาะขยายพันธุ์ปลากระดี่มุก ของสถาบันพัฒนาปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ, 2540 โดยทำการทดลองเพาะพันธุ์ปลากระดี่มุกโดยใช้ฮอร์โมน Buserelin acetate (Suprefact) ร่วมกับ Domperidone (Motilium-M) ฉีดปลาเพศเมียเข็มที่ 1 ใช้ Suprefact 10 ไมโครกัรมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ Motilium 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ทิ้งไว้ 6 ชั่วโมง จึงฉีดเข็มที่ 2  ใช้ Suprefact 15 ไมโครกัรมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ Motilium 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ปลาเพศผู้ฉีดเข็มเดียวพร้อมเพศเมียเข็มที่ 2 ใช้ Suprefact 15 ไมโครกัรมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ Motilium 5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แม่ปลาวางไข่ภายในระยะเวลาประมาณ 45-48 ชั่วโมง หลังฉีดเข็มที่ 2 ครั้งละประมาณ 100-200 ฟอง ลักษณะไข่ปลาเป็นแบบไข่ลอย เม็ดกลมสีเหลืองทอง ไข่ฟักเป็นตัวอยู่ในระหว่าง 15-16 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิน้ำ 26-27 องศาเซลเซียส มีอัตราฟักเท่ากับ 40-45 เปอร์เซนต์ อนุบาลลูกปลาวัยอ่อนด้วยโรติเฟอร์และไข่แดงบดละเอียด อัตรารอดอายุ 1 เดือน อยู่ในระหว่าง 10-30 เปอร์เซนต์

 

การเลี้ยงปลากระดี่นาง

กระดี่นางเป็นปลาที่มีความงดงาม สีขาวปลอด เลี้ยงในตู้กระจกได้เป็นอย่างดีความอดทนพอ ๆ กับกระดี่หม้อ และมีเครื่องช่วยหายใจพิเศษเช่นเดียวกัน ในสภาพที่น้ำไม่ดีนักกระดี่นางก็จะโผล่ริมฝีปากขึ้นมาฮุบเอาอากาศหายใจได้ การให้อาหารก็เช่นเดียวกับกระดี่หม้อ ในฤดูผสมพันธุ์ กระดี่นางตัวผู้นอกจากสังเกตจากครีบหลังเช่นกระดี่หม้อแล้วขอบครีบก้นของปลาตัวผู้จะขึ้นสีเป็นสีส้มอีกด้วย

*************************************************************************************

 

 


สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2564 ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ชลบุรี

 44/1 ม.11 ต.บางพระ อ.ศรีราชา จังหวัดชลบุรี 20110