บทความกองประมงต่างประเทศ

วันที่ 5 สิงหาคม 2563 ผู้แทนกรมประมงนำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาการประมงต่างประเทศพร้อมด้วยหัวหน้ากลุ่มความร่วมมือพหุภาคีและองค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 41 สมัยพิเศษ ( Special Senior Officials Meeting of the 41st Meeting of the ASEAN Ministers on Agriculture and Forestry: Special SOM-41st AMAF) ผ่านการประชุมทางไกลกับประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมี นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย ณ ห้องประขุม 134 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

สำหรับการหารือความร่วมมือด้านประมง ประเทศไทย ได้เสนอตัวเป็นประเทศที่ตั้งของ Network centre และ Country hosting online interactive platform ของเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการทำประมง IUU (AN-IUU) และรวมถึงการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม AN-IUU ครั้งที่ 1 ณ ประเทศไทย ในเดือนธันวาคม 2563 ด้วยประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญของการดำเนินงานเครือข่ายที่จะต้องเริ่มดำเนินการในทันที เนื่องจากเครือข่าย AN-IUU จะเป็นกลไกสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำประมงและเรือประมง IUU ในและนอกภูมิภาคอาเซียน เพื่อป้องกัน ยับยั้งและขจัดการทำประมง IUU ผ่านระบบ online interactive platform รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพในด้านติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (MCS) ให้แก่ประเทศสมาชิกเพื่อสร้างความเข้มแข็งและพัฒนาการต่อต้านการประมงในระดับประเทศ ซึ่งผลจากการประชุม ที่ประชุมไม่ขัดข้องกับข้อเสนอของประเทศไทย และร้องขอให้ประเทศสมาชิกเสนอรายชื่อผู้ประสานงาน AN-IUU Focal Point ให้เลขาธิการอาเซียน (ASEC) ทราบภายในกันยายน 2563 เพื่อให้ AN-IUU เริ่มขับเคลื่อนดำเนินการตามที่ประเทศไทยเสนอได้โดยเร็ว

ผู้ประสงค์จะสมัครเข้ารับการเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป สามารถขอและยื่นใบสมัครพร้อมยื่มเอกสารหลักฐานประกอบการสมัครด้วยตนเองได้ที่ ห้องประชุมตะพัดเงิน ชั้น 1 กองประมงต่างประเทศ กรมประมง เกษตรกลางยาว เขตจตุจักร กรุงเทพมหาหานคร ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม - 6 สิงหาคม 2563 ในวันราชการ ภาคเช้า เวลา 09.00-12.00 น. และภาคบ่าย เวลา 13.00-16.00 น. สอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์หมายเลข 0 2579 7940  คลิกที่นี

 วันที่ 13 - 14 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุมตะพัดทอง ชั้น 2 อาคารกองประมงต่างประเทศ นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะผู้แทนหลักของประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากกรมประมง และผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมทางไกลเพื่อพิจารณาเอกสารการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนเพื่อการต่อต้านการประมงไอยูยู (ASEAN Network for Combating IUU Fishing : AN-IUU) ร่วมกับผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียน และผู้แทนจากสำนักเลขาธิการอาเซียน โดยประธานการประชุมฯ คือ บรูไน ดารุสซาลาม เพื่อร่วมกันหารือถึงข้อสรุปให้แก่ ร่างเอกสาร จำนวน 3 ฉบับ คือ กรอบความร่วมมือ (Cooperation Framework) ร่างขอบเขตการดำเนินงาน (TOR) และระเบียบการปฏิบัติ (Rules of Procedures) ของ AN - IUU โดยผลการประชุมในครั้งนี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสของการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 41 สมัยพิเศษ (Special SOM-41st AMAF)ในวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ต่อไป

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 เวลา 9.00 น. ณ ห้องประชุมตะพัดทอง ชั้น 2 อาคารกองประมงต่างประเทศ นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะผู้แทนหลักเข้าร่วมการประชุมหารือร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อพิจารณากิจกรรม/โครงการด้านการประมงที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านการประมง ดังนี้ 1.เพิ่มปริมาณ คุณภาพด้านผลิตภัณฑ์ประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 2.อำนวยความสะดวกทางการค้า การบูรณาการทางเศรษฐกิจ และการเข้าถึงตลาด 3.สร้างความเชื่อมั่น และความมั่นคงด้านอาหาร รวมถึงความปลอดภัยและโภชนาการที่ดีขึ้น  4.การปรับตัวของภาคการประมงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  5.การช่วยเหลือชาวประมงขนาดเล็ก  และ 6.ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภูมิภาค ซึ่งกิจกรรมที่เกี่ยวข้องจะถูกบรรจุในแผนกลยุทธ์การดำเนินความร่วมมือด้านการประมงของอาเซียน ระหว่างปี 2564-2568  และจะนำเสนอต่อคณะทำงานด้านการประมงอาเซียนเพื่อพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อไป

วันที่ 24 มิถุนายน 2563 เวลา 08.00 ณ ห้องประชุมตะพัดทอง ชั้น 2 อาคารกองประมงต่างประเทศ นายบรรจง  จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะเป็นผู้แทนหลักของประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมการประชุม The 28th Meeting of the ASEAN Sectoral Working Group on Fisheries (28th ASWGFi Meeting) ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ โดยประเทศเจ้าภาพดำเนินการจัดประชุมและประธานการประชุมฯ ในครั้งนี้ คือ บรูไนดารุสซาลาม ทั้งนี้ การประชุม ASWGFi เป็นการประชุมระดับนโยบายของหน่วยงานที่มีภารกิจหลักด้านการบริหารจัดการประมงของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อหารือแผนงานงาน/กิจกกรมที่ดำเนินการภายใต้นโยบายประมงของภูมิภาค ตลอดจนรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานในกิจกรรมที่ประเทศสมาชิกรับผิดชอบ และผลักดันให้เกิดโครงการต่าง ๆ ภายใต้กรอบงานอาเซียน ซึ่งรวมถึงการหารือสามเอกสาร คือ 1) cooperation framework 2)TOR และ 3)ROP เพื่อประกอบการจัดตั้งเครือข่ายอาเซียนสำหรับการต่อต้านการประมงไอยูยู และรับทราบความก้าวหน้าผลการศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนานโยบายประมงอาเซียน โดยผลการประชุมครั้งนี้จะนำเสนอต่อที่ประชุมเจ้าหน้าอาวุโสสมัยพิเศษด้านการเกษตรและป่าไม้อาเซียนในช่วงเดือนสิงหาคม2563 ต่อไป

ผู้แทนกรมประมงนำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาการประมงต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม The 12th Meeting of ASEAN Fisheries Consultative Forum (12th AFCF Meeting) ในวันที่ 23 มิถุนายน 2563 ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ โดยประเทศเจ้าภาพดำเนินการจัดประชุมและประธานการประชุมฯ ในครั้งนี้ คือ บรูไนดารุสซาลาม วัตถุประสงค์ของการประชุมฯ เพื่อให้ประเทศสมาชิกรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานในกิจกรรมที่ประเทศสมาชิกรับผิดชอบ หารือการดำเนินกิจกรรม และผลักดันให้เกิดโครงการต่าง ๆ ที่จะเกิดประโยชน์ให้ประเทศสมาชิกโดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมการประชุมฯ ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ Development of ASEAN guidelines on inspection mechanism for aquaculture fish and fisheries products จะเป็นผู้นำเสนอ Concept Note Development of ASEAN guidelines on inspection mechanism for aquaculture fish and fisheries products เพื่อให้ที่ประชุมฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบและสำนักเลขาธิการอาเซียนจะดำเนินการหาผู้สนับสนุนเงินงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมต่อไปผู้แทนกรมประมงนำโดยผู้เชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาการประมงต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม The 12th Meeting of ASEAN Fisheries Consultative Forum (12th AFCF Meeting) ในวันที่ 23 มิถุนายน 2563 ผ่านแอปพลิเคชันออนไลน์ โดยประเทศเจ้าภาพดำเนินการจัดประชุมและประธานการประชุมฯ ในครั้งนี้ คือ บรูไนดารุสซาลาม วัตถุประสงค์ของการประชุมฯ เพื่อให้ประเทศสมาชิกรายงานความก้าวหน้าการดำเนินงานในกิจกรรมที่ประเทศสมาชิกรับผิดชอบ หารือการดำเนินกิจกรรม และผลักดันให้เกิดโครงการต่าง ๆ ที่จะเกิดประโยชน์ให้ประเทศสมาชิกโดยมีผู้แทนจากประเทศสมาชิกอาเซียนเข้าร่วมการประชุมฯ ทั้งนี้ ประเทศไทยในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการ Development of ASEAN guidelines on inspection mechanism for aquaculture fish and fisheries products จะเป็นผู้นำเสนอ Concept Note Development of ASEAN guidelines on inspection mechanism for aquaculture fish and fisheries products เพื่อให้ที่ประชุมฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบและสำนักเลขาธิการอาเซียนจะดำเนินการหาผู้สนับสนุนเงินงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมต่อไป

วันที่ 19 พฤษภาคม 2563 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุมตะพัดทอง กองประมงต่างประเทศ ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง
รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานการประชุมเตรียมการระหว่างหน่วยงานของกรมประมงเพื่อจัดทำนโยบาย
การพัฒนา การส่งเสริม การแก้ไขปัญหาการประมงในน่านน้ำไทย การประมงนอกน่านน้ำไทย และอุตสาหกรรมต่อเนื่องด้านการประมง ภายใต้คำสั่งคณะกรรมการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ที่
2/2563 ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมพิจารณาแผนงาน/โครงการ ที่ควรระบุไว้ในนโยบายของแต่ละด้านประเด็นการพัฒนาและส่งเสริม รวมทั้งประเด็นปัญหาหลักที่จะต้องได้รับการแก้ไข และให้มีการจัดตั้งคณะทำงานภายในกรมประมงเพื่อจัดทำร่างนโยบายทั้ง 3 ด้าน เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี นโยบายและแผนงานที่สำคัญของรัฐบาล รวมทั้งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต่อไป

นโยบายการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรป ประจำปี 2563

 

ที่มา สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

 

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน

Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH

GIZ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2011 ผ่านการควบรวมกิจการขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศเยอรมันสามแห่ง ได้แก่ Deutscher Entwicklungsdienst (DED), Deutsche Gesellschaft für Technische Zusammenarbeit (GTZ) และ Internationale Weiterbildung und Entwicklung (InWEnt) โดย GIZ เป็นหนึ่งในหน่วยงานพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก กระจายอยู่ในกว่า 120 ประเทศ ให้บริการในด้านความร่วมมือเกี่ยวกับการพัฒนาระหว่างประเทศ ทำงานร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรระดับชาติที่อยู่นอกอำนาจหน้าที่ของรัฐ กิจกรรมของ GIZ พยายามทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความสมดุลให้กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อม

Green Peace เป็นองค์การสาธารณประโยชน์ (NGO) นานาชาติที่ดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ ก่อตั้งในประเทศแคนาดาเมื่อ พ.ศ. 2514 ปัจจุบัน กรีนพีซมีสำนักงานประจำประเทศและภูมิภาค อยู่ใน 41 ประเทศทั่วโลก โดยทุกสำนักงานจะทำงานร่วมกับ Greenpeace International ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชื่อที่ใช้ดำเนินการในประเทศไทยคือ มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว สนใจการทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศ และการล่าปลาวาฬในทะเลเปิด ปัจจุบัน Green Peace สากลได้งานรณรงค์ต่าง ๆ ได้แก่ การปกป้องมหาสมุทร การต่อต้านการดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) การหยุดยั้งสารพิษ การยุติพลังงานนิวเคลียร์ การปกป้องป่าโบราณ และการหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) โดยองค์การมีรายได้จากเงินบริจาคจากผู้สนับสนุนทางการเงินรายบุคคลทั่วไป รวมทั้งเงินอุดหนุนจากองค์กรการกุศลต่าง ๆ แต่ไม่รับเงินช่วยเหลือจากธุรกิจหรือรัฐบาลใด

มูลนิธิความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation: EJF)

EJF เป็นองค์กรเอกชน (NGO) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน ตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 มีรายได้หลักมาจากเงินบริจาคและการจัดกิจกรรมระดมทุนจากผู้ประกอบการชั้นนำ และผู้มีชื่อเสียงในสังคม พันธกิจหลักคือการรักษาสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นการละเมิดสิทธิแรงงาน การค้ามนุษย์ การทำลายสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรม ตลอดจนการต่อต้านการทำประมง IUU

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC)

ที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการ

ตั้งอยู่ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ภูมิหลัง

เริ่มจัดตั้งครั้งแรกในนาม “คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง” เมื่อปี พ.ศ. 2500 และเปลี่ยนสถานภาพมาเป็น “คณะกรรมการชั่วคราว” ในปี พ.ศ. 2521 เพื่อทำหน้าที่ประสานงานการสำรวจลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง พ.ศ. 2538 โดยทั้งสี่ประเทศซึ่งใช้ประโยชน์ลุ่มน้ำโขงตอนล่างร่วมกัน ได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการร่วมมือ การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงแบบยั่งยืน อันเป็นการก่อตั้ง คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบด้วย คณะมนตรี คณะกรรมการร่วมจากประเทศสมาชิก และสำนักงานเลขาธิการฯ ได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

วัตถุประสงค์

-การจัดตั้ง MRC มีวัตถุประสงค์เพื่อ

(1) การใช้น้ำอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

(2) การจัดการน้ำที่เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดผลเสียที่เป็นอันตรายน้อยที่สุด และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการประสานงานด้านการจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำ และทรัพยากรอันเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ แบบยั่งยืน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยการส่งเสริมแผนงานยุทธศาสตร์และกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจัดหาข้อมูลข่าวสารวิทยาศาสตร์ และให้คำแนะนำด้านนโยบาย

(3) การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องในลุ่มน้ำโขง โดยครอบคลุม 6 สาขาหลัก ที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาโครงการได้แก่ 1) การชลประทาน   2) การเกษตรและการใช้ที่ดิน 3) การใช้น้ำในครัวเรือนและอุตสาหกรรม 4) การป้องกันอุทกภัย 5) ไฟฟ้าพลังน้ำ และ 6) การคมนาคม

ทั้งนี้ จีนและเมียนมาร์ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ตอนบนของลุ่มน้ำโขงได้เข้าร่วมเป็นประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partner) กับ MRC ตั้งแต่ปี 2539

กลไกการทำงานของ MRC

1.คณะมนตรี ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งอยู่ในระดับรัฐมนตรีหนึ่งท่านจากแต่ละประเทศสมาชิก คณะมนตรีมีหนาที่สร้างนโยบาย ตัดสินใจ และจัดหาแนวทางที่จำเป็นซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริม สนับสนุน ร่วมมือ และประสานงานด้านกิจกรรม และแผนงานร่วมกัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง ปี พ.ศ. 2538

2.คณะกรรมการร่วม ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับอธิบดีกรม จากประเทศสมาชิกละหนึ่งท่าน คณะกรรมการร่วมปฏิบัติตามนโยบาย และข้อตกลงของคณะมนตรี รวมทั้งดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

3.สำนักงานเลขาธิการ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ให้บริการด้านวิชาการและการบริหารแก่คณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม ภายใต้การดูแลของ คณะกรรมการร่วม ประธานอำนวยการของสำนักเลขาธิการ ฯ มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานประจำของเจ้าหน้าที่และพนักงานทั่วไปกว่า 100 คน หน่วยงานหลักที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในประเทศสมาชิกทั้งสี่ คือ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติ

4.คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติ สนองตอบความต้องการของสมาชิกของคณะมนตรีแห่งชาติและคณะกรรมการร่วมของแต่ละประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วม เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการร่วมมือโดยการสนับสนุน ความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและรัฐบาลแห่งชาติ โดยการประสานงานในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในระดับชาติที่มีโครงสร้างและองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงของแต่ละประเทศ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเลขาธิการ ฯ

5.กองเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติ กองเลขาธิการ ฯ สนับสนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติ โดยให้ความช่วยเหลือในการกำหนดและประสานแผนงานต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง อีกทั้งให้ความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตระเตรียมกิจกรรมในระดับสากลรวมถึงการประชุมต่าง ๆ ของคณะกรรมการร่วม และคณะมนตรี

บทบาทของไทย

รับผิดชอบโดยสำนักบริหารจัดการลุ่มน้ำโขง กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะหน่วยงานกลางประสานความร่วมมือภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจัดโครงการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมภายใต้การดำเนินงานของ MRC มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมประมง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น

บทบาทของกรมประมง

กรมประมงให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะทำงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสม่ำเสมอ

องค์การข่ายงานศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียและแปซิฟิก

(Network of Aquaculture Centres in Asia-Pacific: NACA)

ที่ตั้งสำนักงาน

สำนักงานใหญ่ NACA ตั้งอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

ภูมิหลัง

NACA เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2523 และมีการลงนามข้อตกลงจัดตั้งสำนักงานใหญ่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2537 โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของ NACA ซึ่ง NACA มีสมาชิกทั้งสิ้น 15 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย บังกลาเทศ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง อินเดีย เกาหลี มาเลเซีย สหภาพพม่า เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย เวียดนาม และประเทศที่เข้าร่วมแต่ไม่ได้เป็นสมาชิก 4 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย อิหร่าน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สิงคโปร์

 

วัตถุประสงค์

เป็น Regional Lead Center (RLC) ที่มีหน้าที่หลักในการเชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนข้อมูล และฝึกอบรมวิชาการของประเทศสมาชิกในด้านพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภูมิภาค

กลไกการทำงานของNACA

หลักการดำเนินงานของ NACA คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องให้ความช่วยเหลือประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า เช่น การให้ทุนการพัฒนาโครงการพื้นฐาน การเสริมสร้างศักยภาพ การเพิ่มทักษะความชำนาญ และการช่วยเหลือในรูปแบบอื่น

การประชุมที่สำคัญ ได้แก่ การประชุมคณะมนตรี หรือ Governing Council ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของกรมประมงหรือผู้แทนรัฐบาลที่รับผิดชอบงานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศสมาชิกจะเข้าร่วมประชุม Governing Council เป็นประจำทุกปี โดย Governing Council จะเป็นผู้กำหนดนโยบายของ NACA และตั้งเป็นโครงการต่าง ๆ ให้ประเทศ

สมาชิกเข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดขึ้น

บทบาทของไทย

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ในการเพิ่มโอกาสทางการค้า การร่วมทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดย NACA ได้จัดการประชุม สัมมนา ฝึกอบรมและดูงานให้ประเทศสมาชิกขึ้นในประเทศไทย ทำให้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักวิจัยของไทยในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทั้งทางด้านวิชาการและภาษาสากล อันเป็นการช่วยพัฒนาบุคลากรทางหนึ่ง

บทบาทของกรมประมง

NACA เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาก จึงขอให้กรมประมงพิจารณาให้หน่วยงานและนักวิชาการในกรมประมงทำหน้าที่เป็น Resources person ในหลักสูตรการดูงานและฝึกอบรมต่าง ๆ นอกจากนี้ NACA ได้เปิดให้บริการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สมาคมผู้ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและนักวิชาการหรือผู้สนใจทั่วไป โดยไม่คิดมูลค่า โดยจัดให้มีการประชุม สัมมนา ฝึกอบรม และดูงานในประเทศต่าง ๆ โดยพร้อมสนับสนุนงบประมาณให้กับนักวิชาการของไทยเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ

กรมประมงได้ให้บริการในการขยายเวลาพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี

องค์การระหว่างประเทศด้านข่าวสารการตลาดและบริการแนะแนวด้านเทคนิคของ สินค้าสัตว์น้ำ แห่งเอเชียและแปซิฟิก

(The Intergovernmental Organization for Marketing Information and Technical Advisory Services for Fishery Products in the Asian and Pacific Region: INFOFISH)

 

ที่ตั้งสำนักงาน

ตั้งอยู่ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ภูมิหลัง

เป็นองค์กรที่รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลด้านการค้าและการตลาดสินค้าสัตว์น้ำในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด สัตว์ทะเล สัตว์น้ำชายฝั่ง หรือการค้าผลิตภัณฑ์จากการประมงทะเล เป็นต้น

บทบาทของไทย

การเป็นสมาชิกของ INFOFISH ทำให้ไทยสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างละเอียด ซึ่งเป็นผลดีต่อการวิเคราะห์และกำหนดแผนนโยบายด้านการค้าประมงของประเทศ

บทบาทของกรมประมง

กรมประมงร่วมสนับสนุนข้อมูลด้านการค้าและตลาดสินค้าสัตว์น้ำในฐานะประเทศสมาชิก

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (Food and Agriculture Organization of the United Nations:  FAO)

ที่ตั้งสำนักงาน

สำนักงานใหญ่อยู่ที่โรม ประเทศอิตาลี โดยมีสำนักงานประจำภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ตั้งอยู่ ณ กรุงเทพ ฯ ประเทศไทย

ภูมิหลัง

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เป็นองค์การชํานาญพิเศษที่ใหญ่ที่สุดองค์กรหนึ่งของสหประชาชาติ จัดตั้งขึ้นตามมติของสหประชาชาติในปี พ.ศ. 2488 เพื่อเป็นองค์กรที่มีบทบาทนำในด้านอาหาร เกษตร ป่าไม้ และประมง โดยประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 49 ของ FAO เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2490 ปัจจุบัน มีสมาชิก 190 ประเทศทั่วโลก

 

วัตถุประสงค์

เพื่อพัฒนามาตรฐานอาหารและสารอาหาร รวบรวม วิเคราะห์ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านโภชนาการ อาหาร การเกษตร ป่าไม้และประมง ให้ประเทศต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดนโยบายการเกษตร

 

กลไกการทำงานของFAO

การพัฒนาและการดําเนินงานความร่วมมือด้านการประมงของประเทศสมาชิกอยู่ภายใต้คณะกรรมการด้านการประมง (Committee on Fisheries) ซึ่งจะมีการประชุมในทุก 2 ปี เพื่อหารือกรอบความร่วมมือ แผนงาน และงบประมาณที่ประเทศสมาชิกมีความสนใจร่วมกัน และเห็นว่ามีความจําเป็นที่จะต้องดําเนินการเพื่อการพัฒนาการประมงที่ยั่งยืนของโลก

ภายใต้คณะกรรมการด้านการประมง ยังมีคณะกรรมการย่อย (Sub-Committee) อีก 2 คณะ คือ คณะกรรมการด้านการค้าสินค้าสัตว์น้ำ และคณะกรรมการด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

บทบาทของไทย

FAO ได้จัดทำกรอบความร่วมมือกับประเทศไทย (Country Programming Framework: CPF) เพื่อจัดสรรงบประมาณในการจัดทำโครงการด้านวิชาการตามความต้องการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้เสนอขอ รวมถึงโครงการระดับประเทศ ภูมิภาค หรือนานาชาติ ที่ FAO เห็นว่ามีความเกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์กับประเทศไทย FAO จะมีการเชิญให้ประเทศไทยเข้าร่วมด้วย

บทบาทของกรมประมง

กรมประมงได้เสนอของบประมาณโครงการ Country Programming Framework: CPF) ปีละหลายโครงการนอกจากนี้ และให้ความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม ประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะทำงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสม่ำเสมอ

ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asian Fisheries Development Centre: SEAFDEC)

ที่ตั้งสำนักงาน

ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แบ่งส่วนการบริหาร ซึ่งมีที่ตั้งในระหว่างประเทศสมาชิก ดังนี้ คือ

1.สำนักเลขาธิการ (Secretariat) ตั้งอยู่ที่ประเทศไทย

2.สำนักงานฝ่ายฝึกอบรม (Training Department:TD) ตั้งอยู่ที่ประเทศไทย

3.สำนักเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture Department:AQD) ตั้งอยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์

4.สำนักงานฝ่ายวิจัยผลิตภัณฑ์ประมง และการแปรรูปสัตว์น้ำ (Marine Fisheries Research Department:MFRD) ตั้งอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์

5.สำนักงานฝ่ายพัฒนาและการจัดการทรัพยากรประมงทะเล (Marine Fishery Resources Development and Management Department:MFRDMD) ตั้งอยู่ที่ประเทศมาเลเชีย

 

ภูมิหลัง

ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นองค์กรระหว่างประเทศระดับภูมิภาคที่ก่อตั้งขึ้นตามข้อตกลงระหว่างประเทศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2510 โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะดำเนินการอันก่อให้เกิดการพัฒนาการประมงให้เจริญรุดหน้า เพื่อให้สามารถนำสัตว์ทะเลมาใช้เป็นอาหารได้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชน และนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทางการประมงมาประยุกต์และเผยแพร่ต่อชาวประมงภายในภูมิภาค

SEAFDEC เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีหน้าที่หลักในด้านฝึกอบรม ศึกษากลวิธีการประมง ซึ่งเหมาะแก่การประมงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ประมงและทำการสำรวจแหล่งทำการประมง และค้นคว้าสมุทรศาสตร์การประมงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตลอดจนรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการประมงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจัดส่งผลการศึกษาและการวิจัยให้แก่ประเทศสมาชิก

ปัจจุบันศูนย์ฯ มีสมาชิกรวม 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา ลาว อินโดนีเซีย เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ บรูไน และไทย

วัตถุประสงค์

-เพื่อพัฒนาการประมงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เจริญรุดหน้า เพื่อให้สามารถนำสัตว์ทะเลมาใช้เป็นอาหารได้เพียงพอแก่ความต้องการของประชาชน โดยคำนึงถึงการใช้ประโยชน์ทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืน และนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทางการประมงมาประยุกต์และเผยแพร่ต่อชาวประมงภายในภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ

 

กลไกการทำงานของ SEAFDEC

การบริหารงานของ SEAFDEC ประกอบด้วย

1.การประชุมคณะมนตรี (Council Director Meeting) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อร่วมกันพิจารณาวินิจฉัยแผนการปฏิบัติงาน โครงการประจำปีงบประมาณในการปฏิบัติงาน โดยประเทศสมาชิกเวียนเป็นเจ้าภาพ

2.การประชุมคณะกรรมการโครงการของศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Program Committee Meeting : PCM) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยแต่ละประเทศสมาชิกจะส่งผู้ทำหน้าที่ National Coordinator และเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบด้านแผนงานและงบประมาณของประเทศตนเองเข้าร่วมประชุม ทั้งนี้การประชุม PCM จะเกิดขึ้นก่อนการประชุม Council Director เพื่อประชุมหารือเตรียมการด้านงบประมาณการดำเนินโครงการของแต่ละปีก่อนนำเสนออย่างเป็นทางการในการประชุม Council Director

 

บทบาทของไทย

โดยเหตุที่ประเทศไทยเป็นผู้ริเริ่มเสนอโครงการก่อตั้งศูนย์ฯ ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ. 2509 ประเทศไทยจึงได้รับเกียรติให้เป็นที่ตั้งของสำนักเลขาธิการและสำนักงานฝ่ายฝึกอบรม และให้ผู้แทนไทยทำหน้าที่เป็นเลขาธิการและผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรม มานับตั้งแต่แรกตั้งจนถึงปัจจุบัน เลขาธิการทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติงาน และประสานงานระหว่างประเทศสมาชิกและประเทศหรือองค์กรอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

บทบาทของกรมประมง

1.กรมประมงได้มีส่วนใช้ประโยชน์ จากการเข้าร่วมโครงการต่าง ๆ ของ SEAFDEC อาทิ

-โครงการรวบรวมข้อมูลสำหรับการทำการประมงน้ำลึกอย่างยั่งยืนในทะเลจีนใต้

-โครงการสำรวจทรัพยากรทูน่า และ by-catch จากการทำประมงทูน่าในมหาสมุทรอินเดีย

-โครงการสารนิเทศและเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร

-โครงการจัดการประมงชายฝั่ง

-โครงการเทคโนโลยีการทำประมงอย่างรับผิดชอบ

2.นักวิชาการของไทยได้เข้าร่วมประชุม สัมมนา ดูงานและฝึกอบรมที่จัดโดย SEAFDEC ปีละไม่น้อยกว่า 50 รายการ

3.ชาวประมงของไทยได้รับบริการให้คำแนะนำ และเข้าร่วมรับการฝึกอบรมในหลายหลักสูตร อาทิ หลักสูตรการดูแลรักษาเครื่องยนต์สำหรับชาวประมง ปีละไม่น้อยกว่า 4 รุ่น

4. นิสิต นักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ได้เข้าร่วมฝึกอบรมระยะสั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีการประมงทะเลและการจัดการประมงชายฝั่ง ปีละไม่น้อยกว่า 2 รุ่น รวมประมาณ 100 คน

 

 

การให้บริการของกรมประมงแก่ SEAFDEC

กรมประมงโดยกองประมงต่างประเทศได้ให้การบริการให้แก่ SEAFDEC ดังนี้

1.การบริการในการขยายเวลาพำนักให้แก่เจ้าหน้าที่ SEAFDEC รวมถึงครอบครัวกว่า 50 ราย

2.การขออนุมัติตัวบุคคล เพื่อร่วมประชุม ฝึกอบรมในและนอกประเทศ

3.จัดทำการอนุมัติตัวบุคคล การขอหนังสือเดินทาง การออกหนังสือนำในการตรวจลงตรา

4.แปล สรุปจดหมายจาก SEAFDEC ถึงกรมประมง

5.จัดทำเอกสารการขอยกเว้นภาษีครุภัณฑ์ และวัสดุนำเข้าเพื่อกิจกรรมของ SEAFDEC

6.จัดทำเอกสารต่อทะเบียนและใบอนุญาตรถยนต์/เรือของ SEAFDEC

7.จัดทำเอกสารขอความเห็นชอบการจำหน่ายรถ และอุปกรณ์ของ SEAFDEC

8.จัดเอกสารแจ้งสถานทูตเพื่อขอให้เรือ SEAFDEC ผ่านน่านน้ำ

9.ประสานงานกับหน่วยงานของ SEAFDEC ในประเทศต่างๆ กรณีที่ต้นเรื่องไม่ได้ผ่านทางสำนักงานเลขาธิการ SEAFDEC

องค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO)

ที่ตั้งสำนักงาน WTO

ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์

 

ภูมิหลัง

องค์การการค้าโลก เป็นองค์การระหว่างประเทศ ที่มีพัฒนาการมาจากการทำความตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้าหรือแกตต์ (General Agreement on Tariffs and Trade: GATT) เมื่อปี พ.ศ. 2490 ซึ่งขณะนั้น ยังไม่มีสถานะเป็นสถาบันจนกระทั่งการเจรจาการค้ารอบอุรุกวัยสิ้นสุดลง และผลการเจรจาส่วนหนึ่งคือ การก่อตั้ง WTO ขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2538 มีสมาชิกเริ่มแรก 81 ประเทศ ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก WTO เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2538 เป็นสมาชิกลำดับที่ 59 มีสถานะเป็นสมาชิกก่อตั้ง ขณะนี้ มีประเทศที่อยู่ระหว่างกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก WTO ที่สำคัญ เช่น รัสเซีย เวียดนาม ลาว มูลค่าการค้าระหว่างประเทศสมาชิก WTO ด้วยกันคิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 90 ของการค้าโลก และการขยายตัวของจำนวนสมาชิกจะมีผลให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ ปัจจุบัน WTO มีสมาชิกอย่างเป็นทางการทั้งสิ้น 151 ประเทศ

 

วัตถุประสงค์

-ส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม (fair competition) ประเทศสมาชิกสามารถเก็บภาษีตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุน จากสินค้านำเข้าได้ หากมีการไต่สวนตามกฎเกณฑ์ของ WTO แล้วพบว่า ประเทศผู้ส่งออกมีการทุ่มตลาด หรือให้การอุดหนุนจริง และก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมภายใน นอกจากนี้ ยังห้ามไม่ให้ประเทศสมาชิกอุดหนุนการผลิตและการส่งออกจนบิดเบือนกลไกตลาด

-ให้มีการรวมกลุ่มทางการค้าเพื่อลดภาษีระหว่างกันได้ หากมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายการค้า แต่มีเงื่อนไขว่าการรวมกลุ่มต้องไม่มีจุดประสงค์เพื่อกีดกันการนำเข้าสินค้าจากประเทศนอกกลุ่ม (no trade blocs) และเมื่อรวมกลุ่มกันแล้วต้องไม่กระทบต่อผลประโยชน์เดิมของประเทศนอกกลุ่ม

-มีกระบวนการยุติข้อพิพาททางการค้า (trade dispute settlement mechanism) เมื่อมีกรณีข้อขัดแย้งทางการค้า ให้หารือเพื่อหาทางยุติข้อพิพาท  หากไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ให้นำเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติข้อพิพาทของ WTO โดยการยื่นเรื่องต่อองค์กรระงับข้อพิพาท (dispute settlement body: DSB) ของ WTO เพื่อจัดตั้งคณะผู้พิจารณาขึ้นพิจารณากรณีดังกล่าว และรายงานผลให้ประเทศสมาชิกอื่นร่วมกันพิจารณาบังคับให้เป็นไปตามผลการพิจารณาของคณะผู้พิจารณา หากไม่ปฏิบัติตามคำตัดสิน ประเทศผู้เสียหายสามารถทำการตอบโต้ทางการค้าได้

-ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนาในการปฏิบัติตามพันธกรณี (special and differential treatment : S&D) ผ่อนผันให้ประเทศกำลังพัฒนามีระยะเวลาในการปฏิบัติตามพันธกรณีที่ยาวนานกว่า จำกัดการนำเข้าได้หากมีจุดประสงค์เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ และรักษาเสถียรภาพดุลการชำระเงิน และให้โอกาสประเทศพัฒนาแล้วให้สิทธิพิเศษทางศุลกากร (GSP) แก่ประเทศกำลังพัฒนาได้ แม้จะขัดกับหลัก MFN ก็ตาม

 

กลไกการทำงานของ WTO

WTO กำหนดให้ใช้มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศโดยไม่เลือกประติบัติ (Non-Discrimination) คือ ให้การปฏิบัติต่อสินค้าจากประเทศสมาชิกอย่างเท่าเทียมกัน (Most-favoured Nation Treatment : MFN) กล่าวคือ แต่ละประเทศจะต้องเรียกเก็บภาษีศุลกากร หรือ ค่าธรรมเนียม หรือใช้มาตรการใด ๆ กับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศสมาชิกอื่น ๆ เท่าเทียมกันทุกประเทศ และปฏิบัติต่อสินค้านำเข้าเท่าเทียมกับสินค้าภายในประเทศ (National Treatment) ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีภายใน หรือการกำหนดกฎระเบียบต่าง ๆ

การกำหนดและบังคับใช้มาตรการทางการค้าจะต้องมีความโปร่งใส (transparency) โดยประเทศสมาชิกจะต้องพิมพ์เผยแพร่กฎระเบียบ เกี่ยวกับมาตรการทางการค้าต่อสาธารณชน และแจ้งให้ประเทศสมาชิกอื่น ๆ ทราบเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ประกอบการค้าระหว่างประเทศ

คุ้มครองผู้ผลิตภายในด้วยภาษีศุลกากรเท่านั้น (tariff-only protection) โดยหลักการแล้ว WTO ห้ามใช้มาตรการจำกัดการนำเข้าและส่งออกทุกชนิด ยกเว้นกรณีที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของ WTO มีสิทธิ์ใช้ข้อยกเว้นในกรณีฉุกเฉินและจำเป็น (necessary exceptions and emergency action) ประเทศสมาชิกสามารถใช้มาตรการคุ้มกันชั่วคราว ในกรณีที่มีการนำเข้ามาก ผิดปกติ และสามารถจำกัดการนำเข้า เพื่อจุดประสงค์ในการแก้ไขการขาดดุลการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือในกรณีที่เป็น ข้อยกเว้นทั่วไป เช่น เพื่อรักษาสุขภาพของประชาชน สัตว์ และพืช เพื่อศีลธรรมอันดี และเพื่อความมั่นคงภายใน เป็นต้น

 WTO มีการเจรจาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศอย่างค่อยเป็นค่อยไป (progressive liberalization) ตามความพร้อมของประเทศสมาชิก และระดับการพัฒนาของประเทศสมาชิก กฎกติกาต่างๆ ของ WTO ได้กำหนดให้มีการปฏิบัติอย่างเป็นพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา (Special and Differential Treatment: S&D) เพื่อให้สามารถเข้าร่วมในระบบการค้าพหุภาคีได้ WTO จึงเป็นองค์กรที่ไม่หยุดนิ่ง จะมีการเจรจาเพื่อพัฒนาและสร้างกฎกติกาใหม่ๆ เพื่อให้สามารถรองรับกับวิวัฒนาการของการค้าระหว่างประเทศและรูปแบบการค้าโลกที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง การเป็นสมาชิกของ WTO ทำให้ประเทศสมาชิกมีสิทธิและพันธกรณี (Rights and Obligations) ที่จะต้องปฏิบัติตามภายใต้ความตกลงต่าง ๆ ของ WTO กฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศของ WTO นอกจากช่วยส่งเสริม ให้การแข่งขันทางการค้าเป็นธรรมแล้ว ยังสร้างความมั่นใจให้แก่ทั้ง ผู้ค้าและผู้ลงทุน ผู้ผลิตและส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าระหว่างประเทศล่วงหน้าได้

WTO มีหน้าที่สำคัญ ได้แก่

1. บริหารความตกลงและบันทึกความเข้าใจที่เป็นผลจากการเจรจาในกรอบของ GATT/WTรวม 28 ฉบับ โดยผ่านคณะมนตรี (Council) และคณะกรรมการ (Committee) ต่างๆ ตลอดจนดูแลให้มีการปฏิบัติตามพันธกรณี

2. เป็นเวทีเพื่อเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างสมาชิกทั้งในรูปของมาตรการภาษีศุลกากรและมาตรการที่มิใช่ภาษีศุลกากร

3. เป็นเวทีสำหรับแก้ไขข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างสมาชิก และหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็จะมีการจัดตั้งคณะผู้พิจารณา (Panel) ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและให้ข้อเสนอแนะ รวมทั้งมีกลไกยุติข้อพิพาทด้วย

4. ติดตามสถานการณ์การค้าระหว่างประเทศและจัดให้มีการทบทวนนโยบาย การค้าของสมาชิกอย่างสม่ำเสมอเพื่อเป็นการตรวจสอบให้เป็นไปในแนวทางการค้าเสรี

5. ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาในด้านข้อมูล ข้อแนะนำเพื่อให้สามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างเพียงพอตลอดจนทำการศึกษาประเด็นการค้าที่สำคัญๆ

6. ประสานงานกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลกเพื่อให้นโยบายเศรษฐกิจโลกสอดคล้องกันยิ่งขึ้น

โครงสร้าง

ที่ประชุมสำคัญ ได้แก่

1.ที่ประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Conference)

2.คณะมนตรีใหญ่ (General Council) คณะมนตรี (Council)

3.คณะกรรมการต่างๆ (Committee) ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนของสมาชิก WTO โดยมีฝ่ายเลขานุการช่วยด้านการบริหารงานทั่วไป

WTO กำหนดให้มีการประชุมระดับรัฐมนตรีอย่างน้อยทุก ๆ 2 ปี เพื่อทบทวนปัญหาในการปฏิบัติตามข้อผูกพันของสมาชิก และวางแนวทางในการเปิดเสรีภายใต้ WTO ต่อไป

 

บทบาทของไทย

ประเทศไทยเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2537 เป็นสมาชิกลำดับที่ 59 มีสถานะเป็นสมาชิกก่อตั้ง ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีมูลค่าการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างสูง และได้ใช้ประโยชน์จากกลไกของ WTO บ่อยครั้ง โดยประเทศไทยได้แสดงบทบาทในการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ทางการค้า ทั้งด้านการส่งออกและด้านการให้ความคุ้มครองปกป้องสินค้าและบริการภายในประเทศที่มีความอ่อนไหวภายใต้กรอบ WTO โดยประการสำคัญประเทศไทยมีส่วนร่วมสนับสนุนระบบการค้าพหุภาคีและ WTO มาโดยตลอด โดยนอกจากจะดำเนินการในนามของประเทศไทยแล้ว เพื่อให้การดำเนินการหรือผลักดันในประเด็นต่างๆ มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ประเทศไทยได้ร่วมกับประเทศสมาชิกรายอื่นดำเนินการในลักษณะกลุ่ม อาทิ กลุ่ม ASEA กลุ่ม APEC กลุ่ม Cairns และกลุ่ม G20 ในการเจรจาสินค้าเกษตร ฯลฯ

การที่ประเทศไทยเป็นสมาชิก WTO ทำให้มีตลาดที่เปิดกว้างขึ้น โดยสามารถทำการค้ากับประเทศสมาชิกอื่นในทุกภูมิภาคทั่วโลกได้อย่างเสรีและเป็นธรรมยิ่งขึ้น เนื่องจากหลักการและกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศของ WTO ช่วยในการลดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นภาษีและที่ไม่ใช่ภาษี รวมทั้งช่วยสร้างความโปร่งใสในระบบการค้า อันเป็นการเสริมสร้างขีดสมรรถนะในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก เพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้ค้าและผู้ลงทุน ทำให้ผู้ผลิตและผู้ส่งออกสามารถคาดการณ์และวางแผนการค้าล่วงหน้าได้ และทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกจากการมีผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น ตลอดจนได้รับสินค้าและบริการที่มีคุณภาพมากขึ้นและราคาถูกลง

นอกจากนี้การมีกลไกระงับข้อพิพาททางการค้าของ WTO ทำให้ประเทศสมาชิก รวมทั้งไทย มีสิทธิขอให้มีการตัดสินข้อพิพาทโดยฝ่ายที่สาม กล่าวคือ คณะผู้พิจารณา (Panel) และสามารถอุทธรณ์คำตัดสินของคณะผู้พิจารณาต่อองค์กรอุทธรณ์ (Appellate Body) ในกรณีที่สมาชิกเห็นว่า อีกฝ่ายใช้มาตรการที่กีดกันหรือบิดเบือนการค้าและขัดกับความตกลงในกรอบองค์การการค้าโลก

 

บทบาทของกรมประมง

กรมประมงได้รับประโยชน์และชนะคดีที่ประเทศอื่น ๆ กีดกันหรือบิดเบือนการค้าหลายกรณี เช่น กรณีที่สหรัฐฯ นำเรื่องการอนุรักษ์เต่าทะเลมาเป็นข้ออ้างในการกีดกันการนำเข้ากุ้ง ซึ่งไทยยกเรื่องขึ้นฟ้องใน WTO ร่วมกับมาเลเซีย อินเดีย และปากีสถาน

นอกจากนี้ กรมประมงยังให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะทำงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสม่ำเสมอ

ที่มา www.thaiwto.com

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD)

ที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการ OECD

ตั้งอยู่ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส มีเจ้าหน้าที่กว่า 2,500 คน ทั้งนักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญในด้านอื่น ๆ ปฏิบัติงานตามแนวทางที่คณะมนตรี OECD กำหนด

 

ภูมิหลัง

OECD จัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1961 โดยพัฒนามาจาก OEEC (Organization for European Economic Co-operation) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการเงินช่วยเหลือจากสหรัฐฯ และแคนาดา ภายใต้แผนการณ์มาร์แชล (Marshall Plan) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการบูรณะฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจและสังคมของยุโรปซึ่งกำลังประสบความเสียหายอย่างหนักภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 เป็นต้นมา OECD ก็ได้มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในหมู่ประเทศสมาชิก ปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการ ส่งเสริมการค้าเสรี และให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาทั้งในประเทศอุตสาหกรรมและประเทศกำลังพัฒนา นอกจากนี้ โลกยุคโลกาภิวัตยังทำให้ภารกิจของ OECD เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมที่เน้นการตรวจสอบนโยบายในด้านต่าง ๆ ของประเทศสมาชิกไปสู่การวิเคราะห์แนวทางที่นโยบายต่าง ๆ จะสามารถมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกและกับประเทศภายนอกกลุ่มโดยเฉพาะในประเด็นปัญหาข้ามชาติต่าง ๆ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นระหว่างประเทศสมาชิกเกี่ยวกับการจัดการ ปัญหาต่าง ๆ ในยุคโลกาภิวัตบนพื้นฐานของการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบและเป็นกลาง เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปร่วมระดับนโยบายในลักษณะ guidelines for best practices และการปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกับ guidelines เหล่านั้นในที่สุด กระบวนการหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่ประเทศสมาชิก ใช้หลัก peer review/peer pressure ซึ่งเน้นการโน้มน้าวด้วยเหตุผลทางวิชาการ ประกอบกับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เป็นสมาชิกและมิใช่สมาชิก โดยไม่มีบทลงโทษประเทศสมาชิกที่ไม่ปฏิบัติตาม guidelines แต่จะเน้นย้ำว่า การปฏิบัติตาม guidelines จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของสมาชิกเอง OECD มีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการ influence ความคิดเชิงนโยบายของกลุ่มประเทศสมาชิก และโดยที่ OECD เล็งเห็นแนวโน้มพลวัตรและความเสี่ยงต่อความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม (vulnerabilities to systemic risks) ที่เกิดจากปรากฏการณ์โลกาภิวัต จึงจัดกิจกรรมการประชุมและกำหนดหัวข้อการศึกษาวิจัยที่มีความสำคัญตรงประเด็น (relevant) และทันสมัย อาทิ เรื่อง การพลังงาน การต่อต้านทุจริต การเสริมสร้างธรรมาภิบาลทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน การปฏิรูปการจัดเก็บภาษีและการบริหารงบประมาณแผ่นดิน การปฏิรูปการศึกษา รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาประเทศ

นอกจากนี้ OECD ยังตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์ของโลก และพยายามเพิ่มระดับความสัมพันธ์และความร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ กับประเทศที่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม BRIC – Brazil, Russia, India and China และประเทศกำลังพัฒนาระดับสูง (advanced developing countries) ที่มีความโดดเด่น เช่น แอฟริกาใต้ อียิปต์ โมร็อคโค อาร์เจนตินา ชิลี มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และไทย โดยอาจนับได้ว่าแนวปฏิบัติของ OECD (การส่งเสริมการร่วมกิจกรรมและหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น) เป็นช่องทางแผ่ขยายอิทธิพลทางความคิดเพื่อโน้มน้าวการเปลี่ยนแปลงนโยบายของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะจีน ให้อยู่บนพื้นฐานของค่านิยมที่กลุ่มประเทศสมาชิกให้ความสำคัญ เช่น เรื่องสิทธิ (rights) เรื่องความเท่าเทียมกัน (equity) และความยุติธรรม (fairness) ซึ่งแนวปฏิบัติดังกล่าว มีประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับเปลี่ยนนโยบายภายในประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ระหว่างประเทศในภาวะปัจจุบัน ที่กลุ่มประเทศอื่น ๆ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับสภาพเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของตนได้

กลไกการทำงานของ OECD

OECD ใช้ คลังข้อมูลที่มีอยู่ในการช่วยรัฐบาลสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและขจัด ความยากจน โดยคำนึงถึงผลกระทบที่ความเจริญด้านเศรษฐกิจและสังคมมีต่อสิ่งแวดล้อมด้วย กลไกหลักในการทำงานของ OECD คือ การติดตามประเมินสถานการณ์ของทั้งประเทศสมาชิกและประเทศอื่น ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงการประเมินแนวโน้มการพัฒนาทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะกลางอย่างสม่ำเสมอ ฝ่ายเลขานุการ OECD จะรวบรวบและวิเคราะห์ข้อมูล จากนั้นให้คณะกรรมการเป็นผู้คิดแนวนโยบายจากข้อมูลที่ได้รับและให้คณะมนตรีเป็นผู้ตัดสินใจเพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐบาล

คณะกรรมการต่าง ๆ ของ OECD ประกอบด้วย

1.คณะมนตรี (Council) เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในองค์กร ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิก ทั้ง 34 ประเทศ และผู้แทนสหภาพยุโรป โดยผู้แทนถาวรประจำ OECD ของแต่ละประเทศเป็นผู้แทนเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรี OECD เป็นประจำ และคณะมนตรีจะมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีปีละ 1 ครั้ง เพื่อหารือประเด็นสำคัญและกำหนด priorities ขององค์กร ทั้งนี้ คณะมนตรี OECD ใช้กลไกการตัดสินใจโดยฉันทามติ

2.คณะกรรมการ (Committees) มีหน้าที่หารือและติดตามประเมินผลในประเด็นเฉพาะทางต่างๆ เช่น ด้านเศรษฐกิจ การค้า วิทยาศาสตร์ การจ้างงาน การศึกษา ตลาดการเงิน เป็นต้น

 OECD มี คณะกรรมการ คณะทำงาน และคณะผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้นประมาณ 250 คณะ มีเจ้าหน้าที่จากประเทศสมาชิกเข้าประชุมคณะกรรมการต่าง ๆ เหล่านี้ปีละประมาณ 40,000 คน เพื่อเรียกร้อง ติดตาม และร่วมกันพัฒนางานวิจัยและข้อมูลต่าง ๆ ที่เลขานุการ OECD จัดทำขึ้น

       

บทบาทของไทย

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้ดำเนินการจัดตั้ง OECD Depository Library ในไทย และสมัครเข้าเป็นสมาชิก Development Centre ของ OECD รวมถึงขอสถานะผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการต่าง ๆ ของ OECD

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นผู้สังเกตการณ์ในกลุ่มงานด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและการประกอบการทางธุรกิจ (Working Party on SMEs and Entrepreneurship – WPSMEE) ซึ่งอยู่ภายใต้คณะกรรมการว่าด้วยอุตสาหกรรม นวัตกรรม และการประกอบการทางธุรกิจของ OECD (Committee on Industry, Innovation and Entrepreneurship – CIIE) และคณะผู้เชี่ยวชาญจาก OECD ได้ดำเนินการศึกษานโยบายด้าน SME ของไทย ภายใต้โครงการ Thailand’s SME Policy Review เพื่อให้ข้อแนะนำแนวการปรับปรุงนโยบายในด้านดังกล่าวให้ SME ของไทยมีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

กระทรวงอุตสาหกรรม โดยสำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม ดำเนินการเข้าร่วมเป็นภาคีในระบบการยอมรับร่วมในข้อมูลการ ประเมินสารเคมี (Mutual Acceptance of Data: MAD in the Assessment of Chemicals) ของ OECD และ OECD เห็นชอบต่อการเข้าร่วมของไทยแล้ว

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (Ad Hoc Observer) ในคณะทำงานว่าด้วยการให้สินบนในการทำธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศ (Working Group on Bribery and Business Transactions) ซึ่งอยู่ภายใต้ Directorate for Financial and Enterprise Affairs

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแสดงความประสงค์เบื้องต้นในการเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการด้านนโยบายสิ่งแวดล้อม (Committee on Environmental Policy) ภายใต้ Environment Directorate

3. การเข้าเป็นสมาชิก OECD Development Centre

ไทยเข้าเป็น full participant ของ OECD Development Centre เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2548 และผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปารีส เข้าร่วมการประชุมของคณะกรรมการบริหาร (Governing Board) เพื่อร่วมกำหนดแผนการดำเนินการและกิจกรรมต่าง ๆ ของศูนย์การพัฒนาฯ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายของรัฐบาลไทย

 

บทบาทของกรมประมง

เนื่องจากการเสริมสร้างความร่วมมือกับ OECD มีค่าใช้จ่ายที่ไทยต้องรับผิดชอบ ได้แก่ ค่าบำรุงสมาชิก OECD Development Centre จำนวน 31,300 ยูโรต่อปี การเป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะกรรมการด้านการประมง มีค่าใช้จ่าย 10,000  ยูโรต่อปี ทำให้ไทยสามารถร่วมกำหนดแนวทางกิจกรรมเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของไทย เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการเพิ่มพูนประสบการณ์และการเรียนรู้ในการปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการประมงของประเทศ เนื่องจาก OECD มุ่ง เน้นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความคิดเห็นของประเทศสมาชิก

นอกจากนี้ กรมประมงยังให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะทำงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสม่ำเสมอ

 

ที่มา กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

สมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation: IORA)

ที่ตั้งสำนักเลขาธิการ IORA

-ตั้งอยู่ ณ ประเทศมอริเชียส มีหน้าที่ประสานงานกับประเทศสมาชิก และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานต่าง ๆ

ภูมิหลัง

IORA จัดตั้งขึ้นในการประชุม Indian Ocean Rim Initiative ครั้งที่ 1 ที่มอริเชียส เมื่อปี 2540 สมาชิกผู้ก่อตั้งมี 7 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย อินเดีย แอฟริกาใต้ เคนยา สิงคโปร์ โอมาน และมอริเชียส ปัจจุบัน IORA มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 18 ประเทศ จาก 3 ทวีป คือ ออสเตรเลีย อินเดีย แอฟริกาใต้ เคนยา สิงคโปร์ โอมาน มอริเชียส อินโดนีเซีย มาดากัสการ์ มาเลเซีย โมซัมบิก ศรีลังกา แทนซาเนีย เยเมน ไทย บังกลาเทศ อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นอกจากนี้ ยังมีประเทศคู่เจรจา (dialogue partners) ได้แก่ อียิปต์ ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร จีน และ ฝรั่งเศส รวมทั้งมีองค์การการท่องเที่ยวแห่งมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Tourism Organization - IOTO) เป็นผู้สังเกตการณ์

วัตถุประสงค์

-เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียในลักษณะไตรภาคี คือ ตัวแทนจากภาครัฐบาล เอกชน และวิชาการ โดยยอมรับในอำนาจอธิปไตยเขตแดน ไม่แทรกแซง กิจการภายในของกันและกัน การตัดสินใจในทุกระดับจะอาศัยฉันทามติ (consensus) และจะไม่มีการนำปัญหาทวิภาคี รวมทั้งกรณีใดๆ ที่อาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งเข้ามาพิจารณาในกรอบของสมาคม ฯ

 

กลไกการทำงานของ IORA

กิจกรรมส่วนใหญ่ของ IOR-ARC มุ่งเน้นโครงการศึกษาด้านการอำนวยความ สะดวกทางการค้า (trade facilitation) เพื่อส่งเสริมการขยายปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างกัน โดยมีรูปแบบกิจกรรมกำหนดเป็นโครงการศึกษาระหว่างสมาชิกที่มีความสนใจร่วมกัน ภายใต้กลไกคณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน (Working Group on Trade and Investment: WGTI) คณะทำงานด้านธุรกิจ (Indian Ocean Rim Business Forum: IORBF) และคณะทำงานด้านวิชาการ (Indian Ocean Rim Academic Group: IORAG)

สำหรับหลักเกณฑ์การดำเนินโครงการ นั้น แต่ละโครงการจะต้องมีสมาชิกตั้งแต่ 5 ประเทศขึ้นไปที่มีความสนใจและมีความพร้อมเข้าร่วม โดยโครงการต้องได้รับความเห็นชอบกับโครงการโดยฉันทามติจากประเทศสมาชิกอื่นก่อน และจะต้องมีประเทศผู้ประสานงานหลัก (Project Coordinator) ของโครงการ และเปิดโอกาสให้ประเทศสมาชิกอื่นๆ สามารถเข้าร่วมโครงการได้ภายหลังเมื่อมีความพร้อม จากการประชุมสภารัฐมนตรี IOR – ARC ครั้งที่ 5 ที่ประชุมมีมติให้มีการจัดลำดับความสำคัญ โดยพิจารณาเลือกโครงการภายใต้คณะทำงานต่าง ๆ ที่มีความเป็นไปได้ ในสาขาที่เป็นประโยชน์ร่วมกันชัดเจน ประมาณ 2-3 โครงการ อาทิ ด้านประมง การท่องเที่ยว และการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และให้มีการจัดตั้งกองทุนพิเศษ (Special Fund) โดยใช้เงินก่อตั้งจากเงินที่เหลือจากค่าใช้จ่ายในการบริหารของสำนักเลขาธิการ เพื่อนำมาใช้สนับสนุนการดำเนินโครงการ โดยให้สำนักงานเลขาธิการจัดทำเอกสารแนวทางการใช้เงินกองทุนมาพิจารณา และในอนาคตอาจขอให้ประเทศสมาชิกจ่ายเงินสมทบกองทุนโดยสมัครใจ รวมทั้งอาจหาเงินสมทบจากแหล่งเงินทุนภายนอกด้วย

กลไกการทำงาน ได้แก่

1. สภารัฐมนตรี IORA (Council of Ministers – COM) เดิมกำหนดให้ประชุมทุก 2 ปี ต่อมาเมื่อปี 2546 ประเทศสมาชิกเห็นชอบให้มีการประชุมทุกปี ที่ผ่านมามีการประชุมแล้วทั้งหมด 10 ครั้ง  การประชุมครั้งล่าสุดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 5 ส.ค. 2553 ที่กรุงซานา ประเทศเยเมน และอินเดียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งต่อไป

2. คณะกรรมการเจ้าหน้าที่อาวุโส IORA (Committee of Senior Officials – CSO) มีหน้าที่ทบทวนการดำเนินงานตามมติของสภารัฐมนตรีฯ โดยประสานกับคณะทำงานภาควิชาการ ธุรกิจ และการค้าและการลงทุน ของ IORA จัดประชุม ปีละ 2 ครั้ง

3. สำนักเลขาธิการ IORA มีหน้าที่ประสานงานกับประเทศสมาชิก และติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานต่าง ๆ

4. คณะทำงาน 3 ฝ่าย ได้แก่ (1) สภาธุรกิจ IORA (Indian Ocean Rim Business Forum – IORBF) (2) คณะทำงานภาควิชาการ IORA (Indian Ocean Rim Academic Group – IORAG) และ (3) คณะทำงานด้านการค้าและการลงทุน (Working Group on Trade and Investment – WGTI) ซึ่งคณะทำงานทั้งสามจะประสานกับ CSO และสำนักเลขาธิการ ในการพิจารณาดำเนินงานโครงการต่าง ๆ

5. National Focal Points ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศแต่งตั้งหน่วยงานหนึ่งเป็นหน่วยงานประสานงานของ IORA เพื่อประสานงานและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานโครงการต่างๆ

6. คณะทำงานของหัวหน้า สอท. ประเทศสมาชิก IORA (Working Group of Heads of Missions – WGHM) ซึ่งเป็นการประชุมระหว่าง ออท. ของประเทศสมาชิกที่ประจำการอยู่ในแอฟริกาใต้ จัดขึ้นที่กรุงพริทอเรีย ที่ผ่านมามีการประชุมทั้งหมด 13 ครั้ง โดยสาระสำคัญการประชุมเป็นการรายงานและติดตามความคืบหน้าโครงการต่าง ๆ ของ IORA

 

บทบาทของไทย

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2546 ครม. ได้มีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยกรอบสมาคมความร่วมมือแห่งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย (Indian Ocean Rim Association for Regional Cooperation: IOR-ARC) โดยมีอำนาจหน้าที่หลักในการเสนอแนะนโยบาย แนวทาง และท่าทีของไทยในการเข้าร่วมกระบวนการหารือ การที่ไทยมีส่วนร่วมใน IOR-ARC นับว่าเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกที่มีถึง 18 ประเทศ จากหลายภูมิภาครอบมหาสมุทรอินเดีย และเป็นเวทีที่ไทยสามารถแสดงบทบาทในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาได้ดีอีกเวทีหนึ่ง โดยไทยสามารถแบ่งปันประสบการณ์ของไทยในเวทีอื่น ๆ เช่น ASEAN APEC และ BIMSTEC ได้ด้วย

ยุทธศาสตร์ของไทย/ประเด็นที่ไทยผลักดัน

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา IORA ไม่มีความก้าวหน้าเท่าที่ควร เนื่องจากการประสานงานระหว่างกลไกการทำงานระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคเอกชน รวมถึงการประสานงานด้านข้อมูลข่าวสารระหว่าง สำนักงานเลขาธิการกับประเทศสมาชิกยังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ จึงทำให้มีการกำหนดหัวข้อโครงการศึกษาซ้ำซ้อนและไม่เอื้อประโยชน์ต่อกัน ไม่สามารถดำเนินการให้มีผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมได้ รวมทั้งประสบปัญหาด้านเงินทุน กอปรกับอิหร่านยังถูกคว่ำบาตรจากสหประชาชาติ อีกทั้งประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับกรอบความร่วมมือนี้มาก นัก โดยมักจะไม่ส่งผู้แทนระดับสูงเข้าร่วมการประชุมที่สำคัญ ทำให้โครงการความร่วมมือส่วนใหญ่ไม่มีความคืบหน้า และหลายโครงการต้องเลื่อนออกไปเนื่องจากความพร้อมของประเทศเจ้าภาพ หรือการขาดความสนใจของประเทศสมาชิกที่จะเข้าร่วม

บทบาทของกรมประมง

ให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง

แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย - มาเลเซีย – ไทย (Indonesia - Malaysia - Thailand Growth Triangle : IMT - GT)

ภูมิหลัง

แผนงานการพัฒนาเขตเศรษฐกิจสามฝ่าย อินโดนีเซีย - มาเลเซีย - ไทย (IMT - GT) ได้เริ่มต้นขึ้นในช่วงปี 2536 โดยผู้นำทั้ง 3 ประเทศได้เห็นชอบที่จะให้ผลักดันการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในลักษณะไตรภาคี ระหว่างภาคใต้ของไทย ภาคเหนือของมาเลเซีย และพื้นที่บนเกาะสุมาตรา ของอินโดนีเซีย พื้นที่ความร่วมมือประกอบด้วย พื้นที่เกือบทั้งหมดของเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ได้แก่ แคว้นอาเจะห์ จังหวัดสุมาตราเหนือ จังหวัดสุมาตราตะวันตก จังหวัดสุมาตราใต้ จังหวัดบังกูลู จังหวัดเรียวและจังหวัดจัมบี พื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกของมาเลเซีย ได้แก่ เคดาห์ เปรัก ปีนัง เปอร์ลิส เซลังงอร์ และกลันตัน และพื้นที่ 8 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ได้แก่ สงขลา ปัตตานี นราธิวาส ยะลา สตูล ตรัง พัทลุง และนครศรีธรรมราช

 

วัตถุประสงค์

1) ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศ ให้มีการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้น ความร่วมมือด้านการผลิต การส่งเสริมการลงทุน

2) การถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ ในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ

3) การพัฒนาการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายคมนาคม ขนส่งและระบบสาธารณูปโภคระหว่างประเทศ

โดยธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้และกำหนดแนวทางการดำเนินงานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่าง 3 ประเทศ ให้มีการใช้ทรัพยากรทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นความร่วมมือด้านการผลิต การส่งเสริมการลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของพื้นที่ IMT - GT นอกจากนั้น ยังมุ่งเน้นให้มีการพัฒนาการเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงข่ายคมนาคมขนส่งและระบบสาธารณูปโภคระหว่างประเทศ

 

กลไกการทำงานของ IMT - GT

มีกลไกการดำเนินงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน กล่าวคือ

1. การประชุมไตรภาคีระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี ซึ่งจัดขึ้นทุกปี เพื่อพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของโครงการความร่วมมือต่างๆ ตลอดจนสนับสนุนการดำเนินงานของภาคเอกชน มีสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นหน่วยประสานงานกลางของไทยและมีกระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งหน่วยงานอื่นๆ ร่วมสนับสนุน

2. การประชุมสภาธุรกิจร่วมสามฝ่าย เป็นการประชุมของภาคเอกชนทั้ง 3 ประเทศ โดยจะจัดการประชุมก่อนการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสและระดับรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแผนงานโครงการความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน มีสภาธุรกิจชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นผู้ประสานงานกลาง

ที่ผ่านมา IMT-GT ได้มีการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของกรอบความร่วมมือให้กระชับและเน้นไปสู่การปฏิบัติได้จริง โดยเน้นการพัฒนาพื้นที่ในรูปแบบของแนวพื้นที่สะพานเศรษฐกิจ สงขลา-ปีนัง-เมดาน (Seamless Songkhla-Penang-Medan Economic Development Corridor) ภายใต้การกำหนดประเด็นความร่วมมือบนพื้นฐานของการเชื่อมโยงศักยภาพการพัฒนาของพื้นที่สะพานเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ เพื่อให้เป็นฐานเศรษฐกิจหลักที่สนันสนุนและกระจายการพัฒนาไปสู่พื้นที่ต่อเนื่องใน IMT-GT ต่อไป โดยในปัจจุบันแนวทางดำเนินการแผนงาน ได้เน้นความร่วมมือตามแผนงานและโครงการที่ภาคเอกชนสนใจอย่างแท้จริงและเป็นโครงการที่ปฏิบัติได้โดยไม่ขัดผลประโยชน์แห่งชาติสมาชิก ซึ่งมีกรอบการพิจารณาแผนงาน/โครงการร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเสนอขอรับการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกและปรับกฎระเบียบโดยภาครัฐ ซึ่งสาระสำคัญของการพัฒนาความร่วมมือได้แบ่งเป็น 6 ด้าน ดังนี้

1. การค้าและการลงทุน

2. การเกษตร อุตสาหกรรมการเกษตรและสิ่งแวดล้อม

3. การท่องเที่ยว

4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคม

5. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

6. ผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาล

แบ่งเป็นการดำเนินการ 6 ระดับ ได้แก่

1.การประชุมระดับสุดยอดผู้นำ IMT-GT (Leaders' Summit) เป็นองค์กรสูงสุดในระบบการตัดสินใจของกรอบ IMT-GTกำหนดเป้าหมายหลักและทิศทางความร่วมมือตามกรอบ IMT-GT

2.ที่ประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministers' Meeting: MM) เป็นหน่วยประสานงานที่มีความสำคัญลำดับที่สองในด้านการกำหนดทิศทาง และการเป็นองค์กรการตัดสินใจของกรอบ IMT-GT โดยเป็นผู้รายงานต่อที่ประชุมระดับสุดยอดผู้นำ IMT-GT

3.ที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials' Meeting: SOM) เป็นองค์กรประสานงานของแผนงาน IMT-GT ในทุกภารกิจ โดยรายงานต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรี จัดเตรียมและนำเสนอรายงานความก้าวหน้าการดำเนินการตาม IMT-GT Roadmap ต่อที่ประชุมระดับรัฐมนตรี

4.คณะทำงาน (Working Groups) ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินงานมาตรการความร่วมมือต่างๆ ในแต่ละสาขาความร่วมมือ และเป็นผู้จัดการประชุมระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการตัดสินใจในการนำมาตรการต่างๆไปปฏิบัติ จัดเตรียมแผนดำเนินงานเพื่อการผลักดันยุทธศาสตร์ภายใต้ Roadmap และทบทวนมาตรการดำเนินงานของ IMT-GT เป็นระยะ เพื่อความชัดเจนในด้านความสอดคล้องกับแนวยุทธศาสตร์ตาม Roadmap

5.ศูนย์การประสานงานและติดตามผล (Coordination and Monitoring Center: CMC) จัดทำรายงานเสนอที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส และเป็นหน่วยงานกลางในการติดตามผลและประสานงานในกิจกรรมของภาครัฐในกรอบ IMT-GT

6.ฝ่ายเลขานุการระดับชาติ (National Secretariats) เป็นผู้ร่วมดำเนินงานในระดับชาติกับศูนย์การประสานงานและติดตามผล หรือ CMC โดยทำหน้าที่ประสานงานภายในประเทศกับภาคเอกชนในกิจกรรม IMT-GT

 

บทบาทของไทย

-การตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ IMT-GT ของไทย มีเป้าหมายหลักเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นานาชาติซึ่งในเบื้องต้นหมายรวมถึง 5 จังหวัด คือ สงขลา สตูล ปัตตานียะลา และนราธิวาส เพื่อเพิ่มการค้าการลงทุน เพิ่มการจ้างงานในท้องถิ่น และสามารถให้แรงงานเข้าไปทำงานในมาเลเซียได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้ก็เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้น

กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีหน้าที่รับผิดชอบในสาขาการค้าและการลงทุนของไทยได้มีการดำเนินงาน ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กรมศุลกากร เพื่อผลักดันโครงการต่าง ๆ ของประเทศไทยในสาขาการค้าและการลงทุน

 

บทบาทของกรมประมง

-ให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผูแทนเข้าร่วมประชุมทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง

 

ที่มา

สำนักความร่วมมือการค้าและการลงทุน กรมการค้าต่างประเทศ

สำนักความร่วมมือด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ

โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-region : GMS)

ภูมิหลัง

โครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Greater Mekong Sub-region (GMS) เป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 โดยมีธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB: Asian Development Bank) เป็นผู้ให้การสนับสนุนหลั กลุ่มประเทศ GMS มีพื้นที่รวมกันประมาณ 2 ล้าน 3 แสน ตารางกิโลเมตร มีประชากรรวมกันประมาณ 250 ล้านคน และอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ อีกทั้งยังเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมโยงติดต่อระหว่างภูมิภาคเอเชียใต้ เอเชียตะวันออก และ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

วัตถุประสงค์

-เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการค้า การลงทุนอุตสาหกรรม การเกษตร และบริการ สนับสนุนการจ้างงานและยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ให้ดีขึ้น ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน ตลอดจนการใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถรวมทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจในเวทีการค้าโลก สนับสนุนให้มีการติดต่อและการแข่งขันระหว่างกัน นอกจากนั้น ผู้นำประเทศ GMS ได้แสดงเจตนารมณ์ให้มีการลงนามในภาคผนวกและพิธีสารแนบท้ายของความตกลงขนส่งข้ามพรมแดน (GMS Cross-Border Transport Agreement) และเห็นชอบกับความริเริ่มในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพโดยให้การคุ้มครองระบบนิเวศของพื้นที่ป่าไม้และต้นน้ำในอนุภูมิภาค ภายใต้โครงการ GMS Bio-diversity Corridor ทั้งนี้ได้มีการลงนามข้อตกลงในเรื่องการขนส่ง การค้าพลังงาน การควบคุมโรคติดต่อในสัตว์ และ การสื่อสารโทรคมนาคม

 

กลไกการทำงานของ GMS

-สาขาความร่วมมือของ GMS มี 9 สาขา ได้แก่ คมนาคมขนส่ง โทรคมนาคม พลังงาน การค้า การลงทุน เกษตร สิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

แผนงานลำดับความสำคัญสูง (Flagship Programs) จำนวน 11 แผนงาน ได้แก่

1) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor)

2) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor)

3) แผนงานพัฒนาแนวพื้นที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor)

4) แผนงานพัฒนาเครือข่ายโทรคมนาคม (Telecommunications Backbone)

5) แผนงานซื้อ-ขายไฟฟ้าและการเชื่อมโยงเครือข่ายสายส่งไฟฟ้า (Regional Power

Interconnection and Trading Arrangements)

6) แผนงานการอำนวยความสะดวกการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน (Facilitating Cross-Border Trade and Investment)

7) แผนงานเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน (Enhancing Private Sector Participation and Competitiveness)

8) แผนงานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะความชำนาญ (Developing Human Resources and Skills Competencies)

9) กรอบยุทธศาสตร์การพัฒนาสิ่งแวดล้อม (Strategic Environment Framework)

10) แผนงานการป้องกันน้ำท่วมและการจัดการทรัพยากรน้ำ (Flood Control and Water Resource Management)

11) แผนงานการพัฒนาการท่องเที่ยว (GMS Tourism Development)

แบ่งเป็นการดำเนินการ 4 ระดับ ได้แก่

1.การประชุมระดับคณะทำงาน ของแต่ละสาขาความร่วมมือเพื่อประสานงานความคืบหน้าของกิจกรรมต่าง ๆ

2.การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ซึ่งจัดปีละ 1-2 ครั้ง

3.การประชุมระดับรัฐมนตรี ซึ่งจัดปีละ 1 ครั้ง

4.การประชุมระดับผู้นำ ซึ่งจัดทุก 3 ปี

บทบาทของไทย

รัฐบาลไทย ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำแผนงานการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 19-20 ธันวาคม 2557 ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ ได้ประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง ในการเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติระดับสุดยอดผู้นำ ครั้งแรกของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ภายใต้หัวข้อการประชุม คือ "ความมุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง" โดยในการจัดประชุมครั้งนี้ รัฐบาลไทยได้รับเกียรติอย่างสูงจากผู้นำทุกประเทศ GMS ที่เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ประมาณกว่า 700 คน

บทบาทของกรมประมง

-ให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมประจำปี คณะทำงานด้านประมง และการประชุมทางวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

สหภาพยุโรป (อียู)  (European Unions: EU)

ที่ตั้งสำนักงานอียู

ตั้งอยู่ ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

ภูมิหลัง

สหภาพยุโรปประกอบไปด้วยรัฐอิสระ 28 ประเทศ เป็นที่รู้จักกันในสถานะรัฐสมาชิก: ออสเตรีย เบลเยียม บัลแกเรีย โครเอเชีย ไซปรัส สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอร์แลนด์ อิตาลี ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก มอลตา เนเธอร์แลนด์ โปแลนด์ โปรตุเกส โรมาเนีย สโลวาเกีย สโลวีเนีย สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร ปัจจุบันมีประเทศสมัครเข้าเป็นสมาชิก 2 ประเทศ คือ มาซิโดเนียและตุรกี ส่วนประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่านตะวันตกเช่น แอลเบเนีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา มอนเตเนโกรและเซอร์เบีย ถูกจัดให้เป็นประเทศที่สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกได้ โคโซโวเองก็ได้สถานะนี้เช่นเดียวกัน

2000 ได้มีการจัดทำสนธิสัญญานีซ (Treaty of Nice) และประเทศสมาชิกได้ให้สัตยาบันในสนธิสัญญาดังกล่าว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2001 เน้น "เสาหลัก" 3 ประการ (the three pillars of the European Union) คือ

1. เสาหลักที่หนึ่ง การรวมตัวด้านเศรษฐกิจ (Economic Integration) ยุโรปตลาดเดียว (Single Market) ให้มีการเคลื่อนที่ปัจจัย 4 ประการ โดยเสรี (free movement) คือ (1) บุคคล (2) สินค้า (3) การบริการ (4) ทุน การมีนโยบายร่วม (Community or Common Policies) ในด้านการค้า การเกษตร (CAP) พลังงาน สิ่งแวดล้อม ประมง และด้านสังคม เป็นต้น

2. เสาหลักที่สอง นโยบายร่วมด้านการต่างประเทศ และความมั่นคง (CFSP) และนโยบายด้านความมั่นคงและการป้องกันประเทศ (Common Security and Defense Policy)

3. เสาหลักที่สาม ความร่วมมือด้านกระบวนการยุติธรรมและกิจการภายใน (มหาดไทย) รวมทั้งการตรวจคนเข้าเมือง การปราบปรามอาชญากรรมและยาเสพติด การจัดตั้งกองตำรวจร่วม (Europol) และการดำเนินการร่วมด้านความมั่นคงภายใน ฯลฯ

ในภาพรวม สหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างกระแสและทิศทาง การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคมระดับโลก ในด้านเศรษฐกิจ สหภาพยุโรปเป็น 1 ใน 3 ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก เป็น“Economic Heavyweight” ที่มี GDP ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นตลาดสินค้าและบริการ ตลาดการเงิน และแหล่งที่มาของการลงทุนที่สำคัญที่สุด และเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือแก่ต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุด รวมทั้งมีบรรษัทข้ามชาติระดับโลกเป็นจำนวนมากที่สุด

พื้นที่  4.325 ล้าน ตารางกิโลเมตร (8.4 เท่าของไทย)

ประชากร 513,949,445 คน (พ.ศ. 2558)

ภาษา ภาษาทางการ 24 ภาษา

สกุลเงิน  ยูโร (เขตยูโร หรือ Eurozone คือ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ใช้เงินสกุลยูโร 

ที่มา

http://www.dnp.go.th/pkeu/EU/eu.htm

https://www.cia.gov/library/publications/the-world-factbook/geos/ee.html

http://europa.eu/about-eu/basic-information/eu-presidents/index_en.htm

 

กลไกการทำงานของอียู

มีคณะกรรมาธิการอียู เป็นผู้รับผิดชอบงานประจำส่วนใหญ่ของสหภาพยุโรป ร่างข้อเสนอกฎหมายใหม่ ๆ เพื่อให้สภายุโรปและคณะมนตรีแห่งสหภาพยุโรปให้ความเห็นชอบ นอกจากนี้ ยังคอยควบคุมให้มีการปฏิบัติตามข้อตกลงต่าง ๆ อย่างเหมาะสม รวมทั้งการใช้งบประมาณของสหภาพยุโรป และคอยสอดส่อง ให้มีการปฏิบัติตามสนธิสัญญาและกฎหมายของสหภาพยุโรป ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปจะทำงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลของประเทศสมาชิก โดยมีสำนักงานอยู่ที่ คณะกรรมาธิการยุโรปประกอบด้วยประธานและกรรมาธิการยุโรป รวม 25 คน โดยประธานคณะกรรมาธิการยุโรปได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลของประเทศสมาชิก และได้รับการอนุมัติเห็นชอบโดยสภายุโรป ส่วนกรรมาธิการยุโรปคนอื่น ๆ ได้รับการเสนอชื่อจากรัฐบาลประเทศสมาชิกหลังจากที่ได้มีการหารือกับผู้ที่จะมาเป็นประธาน ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภายุโรปเช่นกัน คณะกรรมาธิการยุโรป มีวาระการทำงาน 5 ปี แต่สามารถถูกถอดถอนได้โดยสภายุโรปความสัมพันธ์ไทย-ยุโรป

บทบาทของไทย

ไทยกับสหภาพยุโรปมีความสัมพันธ์ที่ดี ไทยมองว่าสหภาพยุโรปเป็นหนึ่งใน player ที่สำคัญมากในเวทีระหว่างประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการสร้างกระแสและทิศทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมระดับโลก เป็น 1 ใน 3 ศูนย์กลางเศรษฐกิจโลก เป็นตลาดสินค้าและบริการที่มีศักยภาพในการซื้อสูงที่สุดของโลกตลาดหนึ่ง มี GDP ใหญ่ที่สุดในโลก และมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง สหภาพยุโรปย้ำเสมอว่า ไทยคือหุ้นส่วนที่สำคัญของสหภาพยุโรปในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในมิติการเมืองและความมั่นคง โดยไทยมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงสหภาพยุโรปกับประเทศอาเซียนอื่น ๆ และในกรอบ ARF (ASEAN Regional Forum)

สหภาพยุโรปมองว่า ไทยคือหุ้นส่วนที่สำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในมิติการเมืองและความมั่นคงซึ่งไทยมีบทบาทสำคัญในภูมิภาคเอเชียมาโดยตลอด อีกทั้งยังเป็นตัวกลางสำคัญในการเชื่อมโยงสหภาพยุโรปกับประเทศอาเซียนอื่น ๆ และในกรอบ ARF (ASEAN Regional Forum)

ไทยเห็นว่า สหภาพยุโรปเป็นภูมิภาคที่สำคัญและมีบทบาทอย่างมากในประชาคมโลก โดยเฉพาะบทบาทในแง่มุมของการพัฒนาระบบการเมืองระหว่างประเทศไปสู่ระบบหลายขั้ว (multipolar world) ไทยและสหภาพยุโรปได้มีความร่วมมือด้านความมั่นคงในหลายๆ มิติ เช่น การต่อต้าน การก่อการร้าย การค้ายาเสพติด การลักลอบค้ามนุษย์

ที่ผ่านมา ไทยได้พยายามปรับบทบาทและกลยุทธ์ให้มีความสอดคล้องและเสริมสร้างความใกล้ชิดกับสหภาพยุโรป โดยมีเป้าหมาย ดังนี้

1. การเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของสหภาพยุโรปในภูมิภาคเอเชีย

2. การเป็นศูนย์กลางของสหภาพยุโรปในภูมิภาคเอเชียในด้านที่สำคัญ เช่น การผลิต ทางอุตสาหกรรม การค้า สาธารณสุข เทคโนโลยีชีวภาพ SMEs การวิจัยและ การพัฒนา และการลงทุนของสหภาพยุโรป

3. การลดปัญหาและอุปสรรคทางเศรษฐกิจและการค้าของไทยในตลาดสหภาพยุโรปและขยายส่วนแบ่งการตลาดของสินค้าส่งออกของไทยในสหภาพยุโรป

4. การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนต่อประชาชน และความสัมพันธ์ระหว่าง ประชาสังคม รวมทั้งสื่อมวลชน วงการวิชาการ และความร่วมมือระดับท้องถิ่นกับ ท้องถิ่น

5. ความร่วมมือกับสหภาพยุโรปในการพัฒนาและปฏิรูปเวทีและองค์การระหว่าง ประเทศ รวมทั้งการมีท่าทีร่วมในประเด็นระหว่างประเทศ

6. การมีภาพลักษณ์ที่ดีของไทย และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับประเทศไทย

ที่มา thaieurope.net

การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโส ไทย-ประชาคมยุโรป (Thailand-EC Senior Official Meeting – Thai-EC SOM) : จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยประธานของแต่ละฝ่ายเป็นระดับปลัดกระทรวง ประกอบด้วยการประชุมคณะทำงาน (Working Group) 3 คณะ ได้แก่ คณะทำงานด้านการค้า และการลงทุน (Working Group on Trade and Investment-related Issues) คณะทำงานด้านความปลอดภัยอาหารและสิ่งแวดล้อม (Working Group on Food Safety and Environment-related Issues) และคณะทำงานด้านความร่วมมือ (Working Group on Cooperation) ทั้งนี้ การประชุม Thai-EC SOM ครั้งล่าสุด (ครั้งที่ 9) จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 16-17 ธ.ค. 2547 การจัดทำกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือระหว่างไทยกับประชาคมยุโรป (Framework Agreement on Partnership and Cooperation between the Kingdom of Thailand and the European Community) : เป็นความตกลงที่มีเนื้อหาครอบคลุมทุกมิติของความสัมพันธ์ อาทิ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การค้าการลงทุน การศึกษาและวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พลังงาน การต่อต้านยาเสพติด และการต่อต้านการฟอกเงิน เป็นต้น โดยขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาในขั้นสุดท้าย

บทบาทของกรมประมง

-ให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมประจำปี คณะทำงานด้านประมง และการประชุมทางวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ความริเริ่มแห่งอ่าวเบงกอลสำหรับความร่วมมือหลากหลายสาขาทางวิชาการและเศรษฐกิจ (Bay of Bengal Initiative for Multi-Sectoral Technical and Economic Cooperation: BIMSTEC)

ที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการ BIMSTEC

ตั้งอยู่ ณ กรุงธากา ประเทศบังกลาเทศ ทำหน้าที่รับผิดชอบงานด้านบริหารของกรอบความร่วมมือ BIMSTEC

 

ภูมิหลัง

BIMSTEC เป็นกรอบความร่วมมือทางวิชาการและเศรษฐกิจระหว่าง 7 ประเทศในภูมิภาคอ่าวเบงกอล ประกอบด้วย บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย เกิดขึ้นจากการริเริ่มของไทย เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2540

วัตถุประสงค์

BIMSTEC เป็นกรอบความร่วมมือเดียวที่เชื่อมเอเชียใต้เข้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยที่ไทยและ เมียนมาเป็นประเทศอาเซียน 2 ประเทศที่เป็นสมาชิก BIMSTEC ทำให้ไทยอยู่ในสถานะเป็นสะพานเชื่อมโยงอนุภูมิภาคทั้งสองและเป็นกลไกหนึ่งที่ไทยสามารถขยายความสัมพันธ์กับประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้โดยเฉพาะอย่างยิ่งอินเดีย โดยเอเชียใต้เป็นตลาดขนาดใหญ่ มีแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรที่สำคัญต่างๆ อยู่มาก อาทิ ก๊าซธรรมชาติ และศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และอินเดียจะเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจประเทศหนึ่งในอนาคต

BIMSTEC มีสาขาความร่วมมือ 14 สาขา ประกอบด้วย

1. สาขาการค้าและการลงทุน (บังกลาเทศเป็นประเทศนำ)

2. สาขาการคมนาคมและการสื่อสาร (อินเดียเป็นประเทศนำ)

3. สาขาพลังงาน (พม่าเป็นประเทศนำ)

4. สาขาการท่องเที่ยว (อินเดียเป็นประเทศนำ)

5. สาขาเทคโนโลยี (ศรีลังกาเป็นประเทศนำ)

6. สาขาประมง (ไทยเป็นประเทศนำ)

7. สาขาเกษตร (พม่าเป็นประเทศนำ)

8. สาขาสาธารณสุข (ไทยเป็นประเทศนำ)

9. สาขาการลดความยากจน (เนปาลเป็นประเทศนำ)

10. สาขาการต่อต้านการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ (อินเดียเป็นประเทศนำ)

11. สาขาการจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ (อินเดียเป็นประเทศนำ)

12. สาขาวัฒนธรรม (ภูฏานเป็นประเทศนำ)

13. สาขาปฏิสัมพันธ์ในระดับประชาชน (ไทยเป็นประเทศนำ)

14. สาขาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (บังกลาเทศเป็นประเทศนำ)

กลไกการทำงานของ BIMSTEC

กลุ่ม BIMSTEC ถือได้ว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพ โดยมีประชากรรวมถึง 1,300 ล้านคน แต่ปัจจุบันยังมีการค้า การลงทุน และการเดินทางติดต่อระหว่างกันค่อนข้างน้อย ทำให้ยังมีโอกาสและลู่ทางในการที่จะส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการค้าการลงทุนนั้น ประเทศสมาชิกได้ลงนามในกรอบความตกลงเขตการค้าเสรี BIMSTEC แล้ว และทุกประเทศได้เสร็จสิ้นกระบวนการภายในประเทศสำหรับการให้สัตยาบันแล้วเช่นกัน

การประชุม BIMSTEC มีความร่วมมือระหว่างรัฐสมาชิก 5 ระดับ คือ

1.การประชุมสุดยอด (BIMSTEC Summit)

2.การประชุมระดับรัฐมนตรี (Ministerial Meeting)

4.การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส ซึ่งมี 2 ด้าน คือ ด้านการค้าและเศรษฐกิจ (Senior Trade/Economic Official Meeting: STEOM) และด้านต่างประเทศ (Senior Official Meeting: SOM)

5.การประชุมคณะทำงาน Bangkok Working Group: BWG และการประชุมรายสาขาและสาขาย่อยประเทศนำ (Lead Country)

นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับภาคเอกชน ผ่านการจัดประชุม Business Forum ปีละ 1 ครั้ง และการประชุมระหว่างรัฐบาลกับภาคเอกชนในกรอบ Economic Forum

บทบาทของไทย

BIMSTEC ประสานนโยบาย Look West ของไทยเข้ากับนโยบาย Look East ของอินเดีย และช่วยเน้นจุดยืนนโยบายต่างประเทศแบบ Forward Engagement ของรัฐบาลปัจจุบันที่มุ่งเน้นกระชับความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรเดิม และบุกเบิกความสัมพันธ์กับพันธมิตรใหม่ๆ นอกจากนี้ ความร่วมมือที่ประสานจุดแข็งของแต่ละประเทศเข้าด้วยกันใน BIMSTEC ก็เป็นการส่งเสริมความริเริ่มของไทยที่นำมาใช้ได้ผลเป็นที่ยอมรับในหลายเวที ทั้ง ACD และ ACMECS ซึ่งความสำเร็จในเวทีนี้ ก็จะเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา (south-south cooperation) ที่จะทำให้ไทยมีบทบาทสร้างสรรค์ในเวทีระหว่างประเทศต่อไป ไทยสนับสนุนความร่วมมือในกรอบ BIMSTEC ซึ่งไทยเป็นประเทศนำในสาขาประมง สาธารณสุข และการปฏิสัมพันธ์ในระดับประชาชน ทั้งนี้ กรอบความร่วมมือ BIMSTEC เป็นการเชื่อมสานนโยบาย Look East ของกลุ่มประเทศในเอเชียใต้ กับนโยบาย Look West ของไทย และเป็นกรอบความร่วมมือที่ไทยมีบทบาทในฐานะประเทศ ASEAN เป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างอนุภูมิภาคทั้งสองภูมิภาค

ที่มา กรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา

บทบาทของกรมประมง

ที่ผ่านมาไทยได้ดำเนินโครงการความร่วมมืออย่างสม่ำเสมอ อาทิ

-โครงการ BIMSTEC Workshop on Fisheries Cooperation ที่ภูเก็ต ๘-๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๐

-โครงการสำรวจทรัพยากรใต้ทะเลอ่าวเบงกอล (Ecosystem-Based Fishery Management in the Bay of Bengal) ๑๒ ธันวาคม ๒๕๕๐

-โครงการ BIMSTEC Fisheries Meeting on Sustainable Fisheries in the Bay of Bengal ระหว่าง ๒๐-๒๒ มกราคม ๒๕๕๒ ที่กรุงเทพฯ

-โครงการฝึกอบรม BIMSTEC International Training Program on Ornamental Aquatic Plants Propagation ระหว่าง ๑-๒๘ สิงหาคม๒๕๕๓

-โครงการฝึกอบรม BIMSTEC International Training Program on Aquatic Plants Tissue Culture ระหว่าง ๒๙ สิงหาคม-๒๗ กันยายน ๒๕๕๔

-โครงการฝึกอบรม BIMSTEC International Training Program on Aquatic Plants Soilless Culture and Post-Harvest Technology หลักสูตรเทคโนโลยีการผลิตพรรณไม้น้ำ ปีที่ ๒ ระหว่างวันที่ ๓๐ กรกฎาคม - ๒๘ สิงหาคม ๒๕๕๕

-โครงการฝึกอบรม BIMSTEC International Training Program on Advance Aquatic Plants Tissue Culture หลักสูตรเทคโนโลยีการผลิตพรรณไม้น้ำ ปีที่ ๓ ในระหว่างวันที่ ๑๕ ตุลาคม – ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖

กองส่งเสริมเศรษฐสัมพันธ์และความร่วมมือ กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

มกราคม ๒๕๕๗

สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) (Association of Southeast Asian Nations: ASEAN)

ที่ตั้ง สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat)

ตั้งอยู่ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เป็นหน่วยประสานงานและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามนโยบายของผู้นำอาเซียนในด้านต่าง ๆ อำนวยความสะดวกในการประชุมของอาเซียนทุกระดับ โดยมีเลขาธิการอาเซียนเป็นหัวหน้าผู้บริหารสำนักงาน เลขาธิการอาเซียนจะได้รับการเสนอชื่อและแต่งตั้งโดยประเทศสมาชิก (ตามลำดับอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศสมาชิก) และมีรองเลขาธิการอาเซียน 2 คน มาจากประเทศสมาชิกอาเซียน (ตามลำดับอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศสมาชิก) และมีหน่วยงานเฉพาะด้านที่ดำเนินความร่วมมือในด้านต่างๆ ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม

ภูมิหลัง

อาเซียน (ASEAN) เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นตามปฏิญญากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2510 มีประเทศสมาชิกรวม 10 ประเทศ แบ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศคือ บรูไนดารุสซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย และประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ 4 ประเทศคือ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม หรือเรียกสั้นๆ ว่า กลุ่ม CLMV (Cambodia, Laos, Myanmar, Vietnam)

วัตถุประสงค์

-เพื่อสร้างสันติภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันนำมาซึ่งเสถียรภาพทางการเมือง และความความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และเมื่อการค้าระหว่างประเทศในโลกมีแนวโน้มกีดกันการค้ารุนแรงขึ้น ทำให้อาเซียนได้หันมามุ่งเน้นกระชับและขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ก็ยังคงไว้ซึ่งวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการที่กำหนดไว้ใน ปฏิญญาอาเซียน (The ASEAN Declaration) ดังนี้

1. ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในภูมิภาค

2. รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงในภูมิภาค

3. ใช้เป็นเวทีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาค

ในการดำเนินการเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ ประเทศสมาชิกจะร่วมมือกันส่งเสริมพื้นฐานและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยยึดหลักยุติธรรมและกฎเกณฑ์ของกฎบัติสหประชาชาติ ส่งเสริมความร่วมมือและความช่วยเหลือกันในด้านต่าง ๆ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และบริหารช่วยเหลือซึ่งกันและกันในรูปของการฝึกอบรม วิจัย ในด้านการศึกษา วิชาชีพ เทคนิค และการบริหารร่วมมือกันอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การขยายการค้า การศึกษา ปัญหาการค้าโภคภัณฑ์ระหว่างประเทศ การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก การขนส่งและคมนาคม และการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการศึกษาของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รักษาความร่วมมือที่ใกล้ชิดและเป็นประโยชน์กับองค์การระหว่างประเทศและภูมิภาคที่มีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน และหาแนวทางความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างกันมากขึ้น

ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา การดำเนินงานความร่วมมือด้านเศรษฐกิจของอาเซียนมีความคืบหน้าตาม ลำดับ ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเขตการค้าเสรีอาเซียนซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2535 การเจรจาเพื่อเปิดตลาดการค้าบริการและการลงทุนในภูมิภาค จนถึงปัจจุบันผู้นำอาเซียนได้มุ่งให้ความสำคัญกับการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน ปี พ.ศ. 2546 ผู้นำอาเซียนได้เห็นพ้องต้องกันที่จะจัดตั้ง ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community: AC) ที่ประกอบด้วย 3 เสาหลัก ภายในปี พ.ศ. 2563 ซึ่ง 3 เสาหลัก ประกอบด้วย

1.ประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Political-Security Community -ASC)

2.ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community -AEC)

3.ประชาคมสังคม-วัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community -ASCC)

กลไกลการทำงานของอาเซียน

องค์กรสูงสุดของอาเซียนคือ ที่ประชุมสุดยอดอาเซียน เป็นที่ประชุมของประมุขหรือหัวหน้ารัฐบาลของประเทศสมาชิกอาเซียน (ASEAN Summit) โดยจะมีที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ (ASEAN Ministerial Meeting) และที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers' Meeting) เป็นองค์กรระดับรอง และอาจมีที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือระดับปลัดกระทรวง (Senior Officials' Meeting -SOM) ทำหน้าที่กำหนดนโยบายและเร่งรัดการดำเนินการตามนโยบายของที่ประชุมระดับผู้นำและระดับรัฐมนตรี ส่วนที่ประชุมคณะกรรมการประจำอาเซียน (ASEAN Standing Committee- ASC) ซึ่งประกอบด้วยอธิบดีกรมอาเซียนของประเทศสมาชิก จะทำหน้าที่กำหนดแนวทาง และเร่งรัดการดำเนินการตามมติที่ประชุมสุดยอดอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ตลอดจนรับทราบผลการดำเนินงานของสำนักเลขาธิการอาเซียน ทั้งนี้อาเซียนจะตัดสินใจในเรื่องใด ๆ โดยใช้ฉันทามติ

การประชุมที่สำคัญประกอบด้วย

1.AEM: ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Ministers' Meeting)

2.AMM: ที่ประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศ (ASEAN Ministerial Meeting)

3.AFMM: ที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง (ASEAN Finance Ministers Meeting)

4.SEOM: ที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือระดับปลัดกระทรวงเศรษฐกิจอาเซียน (Senior Economic Officials Meeting)

5.ASC: ที่ประชุมคณะกรรมการประจำอาเซียน (ASEAN Standing Committee- ASC)

6.SOM: ที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือระดับปลัดกระทรวง (Senior Officials' Meeting -SOM)

7.ASFOM: ที่ประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส หรือระดับปลัดกระทรวงการคลัง (ASEAN Senior Finance Officials Meeting)

นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สาม (ASEAN Committee in Third Countries) ซึ่งประกอบ ด้วยเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกอาเซียนในประเทศคู่เจรจาทั้ง 10 ประเทศ และในประเทศอื่นๆ ที่อาเซียนเห็นสมควรให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการอาเซียนในประเทศที่สาม ซึ่งจะทำหน้าที่ให้ข้อมูลและวิเคราะห์ท่าทีของประเทศที่คณะกรรมการอาเซียนตั้งอยู่

กลไกการทำงานของฝ่ายไทย

กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นสำนักเลขาธิการแห่งชาติ มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินกิจกรรมความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ นโยบายหลักในการดำเนินงานอาเซียนเป็นผลมาจากการประชุมหารือในระดับหัวหน้ารัฐบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีเศรษฐกิจ และรัฐมนตรีในสาขาความร่วมมือต่างๆ ของประเทศสมาชิก

บทบาทของกรมประมง

ให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมประจำปี คณะทำงานด้านประมง ASEAN Sectoral Working Group, ASWGFi) และการประชุมทางวิชาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

 

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเซีย-แปซิฟิค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC)

ที่ตั้งสำนักเลขาธิการเอเปค (APEC Secretariat)

ตั้งอยู่ ณ ประเทศสิงคโปร์ ทำหน้าที่ประสานงาน และให้ข้อมูลแก่องค์กรภายในของเอเปค รวมทั้งให้บริการแก่สาธารณชนเกี่ยวกับข้อมูลเอเปค นอกจากนี้ สำนัก เลขาธิการฯ ยังมีหน้าที่ประสานและจัดสรรงบประมาณสำหรับการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ของเอเปคด้วย

ภูมิหลัง

เอเปค (APEC)  เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างเขตเศรษฐกิจ (economy) ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2532 โดยประเทศไทยเป็นสมาชิกแรกเริ่มของเอเปคตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ปัจจุบันมีสมาชิกเอเปค รวมทั้งสิ้น 21 สมาชิก ได้แก่ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์  สิงคโปร์ ไทย สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน เขตบริหารพิเศษฮ่องกง จีนไทเป เม็กซิโก ปาปัวนิวกินี ชิลี เปรู เวียดนาม และรัสเซีย เป็นกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีพลังและพลวัตรของการเจริญเติบโตสูงสุดของโลก กลุ่มสมาชิกเอเปคมีผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) รวมกันกว่า 19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของ โลก มีสัดส่วนการค้ากว่าร้อยละ 41 ของมูลค่าการค้าโลก และสัดส่วนการค้าระหว่างไทยกับสมาชิกเอเปคสูงถึงร้อยละ 70 ของมูลค่าการค้าระหว่างประเทศของไทยทั้งหมด

 

วัตถุประสงค์

-ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เห็นความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือและพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาที่ยั่นยืนของภูมิภาคและของโลก และเพื่อให้ประเทศในภูมิภาคนี้มีสิทธิมีเสียงมากขึ้นในการเจรจาการค้าพหุภาคี ผู้นำเอเปคได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุน โดยพิจารณาจากความแตกต่างของระดับการพัฒนาของสมาชิก ตั้งแต่สมาชิกที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น สมาชิกที่มีศักยภาพเศรษฐกิจปานกลาง เช่น สาธารณรัฐเกาหลี จีน จีนไทเป และสมาชิกกำลังพัฒนาเช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย ฯลฯ เป้าหมายของเอเปคคือ เป้าหมายโบกอร์ ที่สมาชิกเอเปคเห็นชอบในระหว่างการประชุมผู้นำฯ ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อปี 2537 ที่จะให้มีการเปิดเสรีด้านการค้าและการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย - แปซิฟิก โดยเริ่มจากสมาชิกที่พัฒนาแล้วภายในปี 2553 (ค.ศ. 2010) และสมาชิกกำลังพัฒนาที่เหลือภายในปี 2563 (ค.ศ. 2020) เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกกำลังพัฒนาได้มีระยะเวลาเพียงพอ ในการเตรียมความพร้อมและสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและทรัพยากรภายในของตน เพื่อรองรับการเปิดเสรี

**ในบริบทของเอเปคจะใช้คำว่า “เขตเศรษฐกิจ (economy)” แทนคำว่า “ประเทศ” เนื่อง จากสมาชิกของเอเปคสองราย คือ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง และจีนไทเป มิได้มีสถานะเป็นประเทศ แต่ได้รับการยอมรับให้เข้าเป็นสมาชิกในฐานะที่เป็นเขตเศรษฐกิจที่มีความ สำคัญในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก

กลไกการทำงานของเอเปค

สมาชิกเอเปคทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจ จะผลัดกันเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค รวมทั้งดำรงตำแหน่งประธานการประชุม (APEC Chair) ในแต่ละปี เขตเศรษฐกิจใดที่ได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมจะดำรงตำแหน่งประธานการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders Meeting – ALEM) การประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting - AMM) การประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสเอเปค (Senior Officials Meeting - SOM) และการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council - ABAC) ที่จะมีขึ้นในระหว่างปีนั้นด้วย

แบ่งการดำเนินงานออกเป็นสองระดับได้แก่ 1) ระดับนโยบาย และ 2) ระดับปฏิบัติ

1. ระดับนโยบาย

1.1. การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders Meeting – ALEM) สมาชิกเขตเศรษฐกิจเอเปคซึ่งเป็นเจ้าภาพจะจัดการประชุมดังกล่าวปีละ 1 ครั้ง โดยจะมีการประกาศนโยบายและเป้าหมายการดำเนินงานของเอเปคในปีต่อไปในรูปของปฎิญญาผู้นำเศรษฐกิจเอเปค (APEC Economic Leaders Declaration)

1.2. การประชุมรัฐมนตรีเอเปค (APEC Ministerial Meeting - AMM) รัฐมนตรีต่างประเทศ และรัฐมนตรีพาณิชย์หรือรัฐมนตรีเศรษฐกิจของเขตเศรษฐกิจสมาชิกจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้นก่อนการประชุมผู้นำเศรษฐกิจเอเปค ที่ประชุมจะทบทวนกิจกรรมของเอเปคตลอดปีที่ผ่านมา และประมวลข้อเสนอแนะ เพื่อเสนอแนะให้ที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

1.3. การประชุมรัฐมนตรีสาขาต่างๆ (Sectoral Ministerial Meeting) จะกำกับดูแลความร่วมมือด้านการศึกษา พลังงาน สิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน การคลัง สาธารณสุข การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ความร่วมมือทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โทรคมนาคม และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ การท่องเที่ยว การค้า คมนาคม กิจการสตรี ฯลฯ

1.4. คณะกรรมการที่ปรึกษาทางธุรกิจเอเปค (APEC Business Advisory Council - ABAC) เอเปคซึ่งจะประกอบด้วยตัวแทนนักธุรกิจจากเขตเศรษฐกิจสมาชิกเอเปคจำนวนเขตเศรษฐกิจละ 3 คน ทำหน้าที่เสนอมุมมอง และข้อคิดเห็นของภาคธุรกิจเอเปคต่อที่ประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจ ในรูปแบบของรายงานปีละ 1 ครั้ง โดยเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการทำธุรกิจและการลงทุนในภูมิภาค ABAC จะจัดการประชุมภายในกันปีละ 4 ครั้ง

2. ระดับปฎิบัติ

2.1. การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส (Senior Officials Meeting - SOM) ทำหน้าที่ดำเนินการตามบัญชาของรัฐมนตรี โดยเจ้าหน้าที่อาวุโสจะให้แนวทางแก่คณะกรรมการ คณะทำงานและกลุ่มทำงานต่างๆของเอเปค และรวบรวมข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีและผู้นำเขตเศรษฐกิจ เจ้าหน้าที่อาวุโสจะประชุมกันปีละ 3-4 ครั้ง โดยประธานจะมาจากเขตเศรษฐกิจสมาชิกซึ่งเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในปีนั้น

2.2. คณะกรรมการว่าด้วยการค้าและการลงทุน (Committee on Trade and Investment - CTI) ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือเอเปคด้านการเปิดเสรี และอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน CTI จะดำเนินการเพื่อนำไปสู่การลดอุปสรรคทางการค้า

2.3. คณะกรรมการด้านงบประมาณและการบริหาร (Budget and Management Committee - BMC) ให้คำปรึกษาแก่เจ้าหน้าที่อาวุโสด้านงบประมาณ การบริหารและการจัดการ และทำหน้าที่ติดตามและประเมินการดำเนินงานของโครงการต่างๆ ของคณะกรรมการ คณะทำงาน และกลุ่มทำงานต่างๆ ซึ่งได้รับอนุมัติงบประมาณของเอเปค ตลอดจนให้ข้อเสนอแนะแก่เจ้าหน้าที่อาวุโสในเรื่องการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานของเอเปค

2.4. คณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ (Economic Committee - EC) ทำหน้าที่ศึกษา วิจัย หารือ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางและประเด็นทางเศรษฐกิจในภูมิภาคที่อยู่ในความสนใจ รวมทั้งด้านการปรับโครงสร้างภายใน ซึ่งเรียกว่าประเด็นหลังพรมแดน (behind border issues) และยุทธศาสตร์ด้านการเจริญเติบโต โดยมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านนโยบายด้านการแข่งขันและกฎหมาย

2.5. คณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการ (Steering Committee on Economic and Technical Cooperation - SCE) ทำหน้าที่กำหนดเป้าหมายและจัดลำดับของกิจกรรมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการของเอเปค ตลอดจนสนับสนุนการริเริ่มกิจกรรมเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เพื่อให้กิจกรรมเหล่านั้นบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ ตามนโยบายที่กำหนดโดยรัฐมนตรีและผู้นำ  ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็นสามกลุ่มดังต่อไปนี้

ระดับคณะทำงาน (Working Groups) ดำเนินงานในสาขาของตนตามที่ได้รับบัญชาจากผู้นำเขตเศรษฐกิจ รัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่อาวุโส เอเปค ซึ่งมีทั้งหมด 12 คณะทำงาน ได้แก่

• คณะทำงานด้านความร่วมมือวิชาการการเกษตร (Agricultural Technical Cooperation )

• คณะทำงานด้านการต่อต้านการทุจริตและความโปร่งใส (Anti – Corruption and Transparency)

• คณะทำงานด้านการต่อต้านการก่อการร้าย (Counter Terrorism)

• คณะทำงานด้านการเตรียมการด้านภัยพิบัติ (Emergency Preparedness)

• คณะทำงานด้านพลังงาน (Energy)กลุ่มผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการต่อต้านการค้าไม้ผิดกฎหมายและการค้าอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง (Experts Group on Illegal Logging and Associated Trade)คณะทำงานด้านสุขภาพ (Health Working Group)

• คณะทำงานด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Human Resources Development)

• คณะทำงานด้านมหาสมุทรและการประมง (Oceans and Fisheries)

• คณะทำงานด้านวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises)

• คณะทำงานด้านโทรคมนาคมและสารสนเทศ (Telecommunications and Information)

• คณะทำงานด้านการท่องเที่ยว (Tourism)

• คณะทำงานด้านการคมนาคม (Transportation)

• ระดับกลุ่มทำงานพิเศษ ได้แก่ กลุ่มทำงานพิเศษด้านเหมืองแร่ (Special Task Group on Mining)

• ระดับหุ้นส่วนเชิงนโยบายภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนใน 3 สาขา ได้แก่

• หุ้นส่วนเชิงนโยบายภาครัฐและภาคเอกชนด้านการมีส่วนร่วมของสตรีในระบบเศรษฐกิจ (Women and the Economy)

• หุ้นส่วนเชิงนโยบายภาครัฐและภาคเอกชนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (Science Technology and Innovation)

• หุ้นส่วนเชิงนโยบายภาครัฐและภาคเอกชนด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)

 2.6. กลุ่มความร่วมมือและความริเริ่มอื่นๆ มีบทบาทในการสนับสนุนเป้าหมายของเอเปค ซึ่งมีทั้งที่อยู่นอกเหนือโครงสร้างของคณะกรรมการและคณะทำงานของเอเปคอื่นๆ ได้แก่กระบวนการหารือรัฐมนตรีคลัง (Finance Ministers’ Process) ความร่วมมือระหว่างศูนย์ศึกษาเอเปค (APEC Study Centers Consortium) การหารือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Business Government Dialogues) และการหารือระดับอุตสาหกรรมที่อยู่ภายใต้ดังกล่าวข้างต้น

บทบาทของไทยในเอเปค

ในช่วงระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ไทยได้รับประโยชน์อย่างยิ่งในจากการเป็นสมาชิกเอเปค โดยได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมทุกระดับ ตั้งแต่ระดับผู้นำ รัฐมนตรี เจ้าหน้าที่อาวุโส ตลอดจนการประชุมระหว่างผู้เชี่ยวชาญในกรอบความร่วมมือสาขาต่าง ๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสให้ไทยเข้าไปผลักดันและร่วมกำหนดทิศทางความร่วมมือ ของเอเปคให้สอดคล้องกับนโยบายของไทย นอกจากนี้ ไทยยังได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากเอเปคในการนำไปจัดทำโครงการความร่วมมือต่าง ๆ ซึ่งนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อไทยแล้ว ยังเป็นประโยชน์ต่อภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิกโดยรวมอีกด้วย ที่ผ่านมา ไทยได้รับการสนับสนุนเงินทุนในการจัดทำโครงการในลักษณะดังกล่าวจากเอเปค เฉลี่ยปีละประมาณ 300,000.- ดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะที่ไทยต้องเสียค่าสมาชิกให้เอเปค ปีละ 75,000  ดอลลาร์สหรัฐฯ

บทบาทของกรมประมง

ให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ และส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมประจำปี คณะทำงานด้านการประมง (Fisheries Working Group) ซึ่งมีบทบาทในการศึกษา วิจัยอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล และการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภูมิภาคเอเปค

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ระหว่างกัมพูชา ไทย เมียนมาร์ ลาวและเวียดนาม (Ayeyawady-Chao Phraya-Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMES)

ภูมิหลัง

- ACMECS เน้นความร่วมมือที่ปฏิบัติได้จริงและก่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยอาศัยความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของแต่ละประเทศสมาชิก มีความเป็นไปได้และเป็นที่ยอมรับโดยทุกประเทศที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ การดำเนินการจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสมัครใจ ยึดหลักฉันทามติ และการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เท่าเทียมกัน

            ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง

ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ อิรวดี-เจ้าพระยา-แม่โขง ระหว่างกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ ไทย และเวียดนาม (Ayeyawady - Chao Phraya - Mekong Economic Cooperation Strategy: ACMECS) เป็นกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับอนุภูมิภาคที่จัดตั้งขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งและความหลากหลายของทั้งห้าประเทศสมาชิกเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างสมดุล

วัตถุประสงค์

-เพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ส่งเสริมความเจริญอย่างยั่งยืนในอนุภูมิภาค บนพื้นฐานของการช่วยเหลือตนเองและการเล็งเห็นถึงผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเน้นการทำงานที่ส่งเสริมและต่อยอดโครงการความร่วมมือที่มีอยู่แล้ว เพื่อส่งเสริมให้พื้นที่ชายแดนของประเทศสมาชิกเป็นพื้นที่แห่งการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ และความเจริญก้าวหน้าทางสังคมวัฒนธรรม พร้อมทั้งเป็นการผสานผลประโยชน์ทั้งในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และระดับภูมิภาคให้เป็นผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อสร้างความเจริญ ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ความสงบสุข ความมั่นคง และความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีระหว่างประเทศสมาชิก

กลไกการทำงาน

1. การประชุมระดับผู้นำทุก 2 ปี

2. การประชุมระดับรัฐมนตรีปีละครั้ง

3. การประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโสทุก 6 เดือน

4. การประชุมคณะทำงานเพื่อการประสานงานระหว่างสถานเอกอัครราชทูตของประเทศสมาชิกที่กรุงเทพฯ ทุก 2 เดือน

5. การประชุมระดับคณะทำงานรายสาขา

กลไกการทำงาน ACMECS ของฝ่ายไทย

-   คณะกรรมการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (กพบ.) พิจารณากลั่นกรอง เสนอแนะนโยบาย แผนงานและโครงการความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดช่องว่างทางเศรษฐกิจ

-   กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) โดยกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เป็นหน่วยงานหลักในการประสาน การดำเนินการความร่วมมือ ตลอดจนการจัดการประชุมระดับเจ้าหน้าที่อาวุโส รัฐมนตรี และผู้นำ ACMECS โดยมีสำนักงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ (สพร.) เป็นหน่วยงานให้ความช่วยเหลือทางวิชาการตามโครงการต่างๆ ในกรอบ ACMECS แก่ประเทศสมาชิก

-   สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) ให้การช่วยเหลือทางการเงินและทางวิชาการในการให้ความร่วมมือด้านการพัฒนาเศรษฐกิจแก่ประเทศเพื่อนบ้าน

-   กรมประมง ให้ความร่วมมือภายใต้กรอบ ACMECS โดยเสนอโครงการวิจัยร่วมโครงการ และจัดส่งนักวิชาการประมงเข้าร่วมประชุม โดยการประสานงานของกองประมงต่างประเทศ

ความร่วมมือด้านการประมงระดับทวิภาคี ไทย – เมียนมา

1. ข้อมูลประเทศ
    สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา (The Republic of the Union of Myanmar) เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังคลาเทศ จีน ลาว และไทย ทิศใต้ติดกับทะเลอันดามันและอ่าวเบงกอล เป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประชากร 53 ล้านคน โดยเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรหมแดนติดกับไทยยาวที่สุด 2,401 กิโลเมตร 
    เมียนมาเป็นประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรสัตว์น้ำที่อุดมสมบูรณ์กว่าไทย โดยมีการนำเข้า - ส่งออกสินค้าประมงระหว่างไทยและเมียนมา ดังนี้ 
การนำเข้า – ส่งออก สินค้าประมง
ปี 2561 สินค้าประมงที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา รวมปริมาณทั้งสิ้น 663,631 ตัน มูลค่า 12,445 ล้านบาท โดยสินค้าประมงที่ไทยนำเข้ามากที่สุด คือปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง(รวมตับและไข่) ปริมาณ 347,266 ตัน มูลค่า 5,298 ล้านบาท ไทยส่งออกไปยังเมียนมา รวมปริมาณทั้งสิ้น 82,734 ตัน มูลค่า 3,852 ล้านบาท โดยสินค้าประมงที่ไทยส่งออกมากที่สุดคือ กุ้งสดแช่เย็นแข็ง ปริมาณ 13,468 ตัน มูลค่า 737 ล้านบาท
ปี 2562 สินค้าประมงที่ไทยนำเข้าจากเมียนมา รวมปริมาณทั้งสิ้น331,990 ตัน มูลค่า 64,340 ล้านบาท โดยสินค้าประมงที่ไทยนำเข้ามากที่สุด คือปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง(รวมตับและไข่) ปริมาณ 172,186 ตัน มูลค่า 2,632 ล้านบาท ไทยส่งออกไปยังเมียนมา รวมปริมาณทั้งสิ้น 45,201 ตัน มูลค่า 2,135 ล้านบาท โดยสินค้าประมงที่ไทยส่งออกมากที่สุด คือคือ กุ้งสดแช่เย็นแข็ง ปริมาณ 4,417ตัน มูลค่า 468 ล้านบาท


2.กรอบความร่วมมือด้านประมง
2.1 กรอบความร่วมมือด้านประมงภายใต้ MOU ระหว่างกรมประมง 2 ประเทศ
กรมประมงของไทยและกรมประมงของเมียนมา ได้ลงนามใน MOU ด้านการประมง
เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2560 โดย MOU โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินความร่วมมือด้านการประมงในการป้องกัน ยับยั้งและขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และการค้าสัตว์น้ำผิดกฎหมาย ตลอดจนเพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนความร่วมมือทางด้านวิชาการประมง การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการส่งเสริมการค้าในสาขาประมง โดยมีการจัดประชุมคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านประมง ไทย - เมียนมา ทั้งหมด 3 ครั้ง ครั้งที่ 1 จัดระหว่างวันที่ 5-9 มิถุนายน 2560 ณ โรงแรม ดิ เอ็มเมอรัล กรุงเทพฯ
ครั้งที่ 2 ณ มัณฑเลย์ สาธารณรัฐแห่งสภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 1 – 4 สิงหาคม 2561 และครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 23 – 24 มกราคม 2563 ณ โรงแรม พีช บลอสซั่ม รีสอร์ท จังหวัดภูเก็ต

2.2.กรอบความร่วมมือไตรภาคี ไทย - ญี่ปุ่น – เมียนมา
        กรมประมงของไทยได้จัดโครงการฝึกอบรมให้ความรู้ด้านการเพาะเลียงสัตว์น้ำกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายเมียนมา ภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคี ไทย – ญี่ปุ่น – เมียนมา ซึ่งกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA)และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JICA) เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณในการฝึกอบรม


3.สถานะความร่วมมือด้านประมง
    จากการทำเริ่ม MOU ระหว่างไทยและเมียนมาในปี 2560 โดยมีการประชุมระหว่างกัน มาแล้ว
3 ครั้ง มีโครงการความร่วมมือด้านประมง ดังนี้
1.โครงการความร่วมมือด้านการเพาะเลี้ยง จำนวน 4 โครงการ ได้แก่ 1.) โครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลาตะลุมพุก (Hilsa spp.) 2) โครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลา Giant Butter Catfish (Tenualosa ilisha) 3.) โครงการควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ และ4.) โครงการปรับปรุงศูนย์สาธิตการเพาะเลี้ยงกุ้งและห้องปฏิบัติการ รัฐยะไข่ โดยโครงการทั้งหมดได้บรรจุอยู่ในร่างแผนงานความร่วมมือด้านการเกษตรเพื่อการพัฒนาระหว่างไทยกับเมียนมา ระยะ 3 ปี ของกรมความร่วมมือระหว่างประเทศซึ่งเป็นหน่วยงานที่สนับสนุนงบประมาณ ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ
2.การเชิญชวนให้เมียนมาจัดตั้งเครือข่ายต่อต้านการทำการประมงผิดกฎหมายในอาเซียน
(ASEAN Network for Combating IUU Fishing: AN-IUU) โดยเมียนมาเห็นชอบในหลักการแล้ว


                                 
มีนาคม 2563
 

ความร่วมมือด้านประมงระหว่างกรมประมงกับหน่วยงานของสาธารณรัฐประชาชนจีน


1. การค้าไทย - สาธารณรัฐประชาชนจีน
    สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นคู่ค้าที่สำคัญของไทยมาโดยตลอด โดยในปี 2562 จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทย 
โดยตลาดส่งออกสินค้าประมง อันดับ 3 รองจากญี่ปุ่น และอเมริกา และเป็นแหล่งนำเข้าอันดับที่ 1 ของไทย ในขณะที่ไทยเป็นคู่ค้าที่ลำดับ 11 ของจีน โดยสินค้าประมงนำเข้าและส่งออกที่สำคัญดังนี้
สินค้านำเข้า (2562)
1. หมึก 51,766 ตัน มูลค่า 4,718 ล้านบาท
2. ทูน่า 47,895 ตัน มูลค่า 4,460 ล้านบาท
3. ปลา 97,553 ตัน มูลค่า 3,604 ล้านบาท
สินค้าส่งออก (2562
1. กุ้ง 39,472 ตัน มูลค่า 10,192 ล้านบาท 
2. ปลาป่น 55,415 มูลค่า 1,835 ล้านบาท
3. ปลา 22,813 ตัน มูลค่า 1,683 ล้านบาท
ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับประเทศจีนมาโดยตลอด โดยในปี 2561 ไทยขาดดุลการค้าสินค้าประมงกับจีน มูลค่า 840.44 ล้านบาท แต่ในปี 2562 ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า มูลค่า 2,021.31 ล้านบาท


2. กรอบความร่วมมือทวิภาคีที่ประสานอยู่ในปัจจุบัน
    1. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางเทคโนโลยี ระหว่างกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย กับสถาบันเครื่องจักรกล และอุปกรณ์การประมง สถาบันวิทยาศาสตร์การประมงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ลงนามเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2562
    2. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการด้านประมงระหว่างกรมประมงแห่งราชอาณาจักรไทย 
กับมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้โอเชี่ยนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ลงนามเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2561
    3. ข้อตกลงว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ลงนามเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศเป็นผู้ลงนาม (คณะกรรมการร่วมระดับรัฐมนตรีว่าด้วยความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการ: คกร. ไทย-จีน)
    4. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย ลงนามเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2540 (Sino-Thai)
    5. บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย กับกระทรวงควบคุมและกักกันโรคแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ลงนามเมื่อวันที่ 12 เมษายน 2547


3. สถานะความร่วมมือแต่ละกรอบ
    1. ความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับสถาบันวิจัยเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การประมง (Fishery Machinery and Instrument Research Institute)
        1.1 กรมประมงได้มอบหมาย นายพิสิฐ วงศ์สง่าศรี นักวิชาการผลิตภัณฑ์อาหารชำนาญการพิเศษ และนายสยาม เสริมทรัพย์ วิศวกรเครื่องกลชำนาญการ กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ เดินทางไปเข้าร่วมประชุมหารือและวางแผนการพัฒนาระบบเครื่องจักรแปรรูปอาหาร ร่วมกับสถาบันเครื่องจักรกลและอุปกรณ์การประมง ระหว่างวันที่ 9 – 22 กันยายน 2561
     1.2 กรมประมงได้มอบหมายนายจิระยุทธ รื่นศิริกุล นักวิชาการประมงชำนาญการพิเศษ และนายไวทัศน์ 
หนูกล่ำ นักวิชาการประมงชำนาญการ กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เดินทางไปเข้าร่วมการประชุมหารือและวางแผนการพัฒนาระบบน้ำหมุนเวียนเพื่อการเพาะเลี้ยง ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 16 – 29 ธันวาคม 2561
    1.3 กรมประมงได้หารือความร่วมมือที่จะดำเนินการร่วมกันภายใต้กรอบความร่วมมือทางเทคโนโลยี ดังนี้
         1.3.1 โครงการวิจัยปรับปรุงระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหมุนเวียนเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Research on construction of seawater recirculating aquaculture system) ปัจจุบันได้นำเสนอโครงการความร่วมมือฯ ภายใต้กรอบวิชาการเกษตรไทย - จีน (Sino – Thai) และจัดหางบประมาณสำหรับดำเนินการ
         1.3.2 โครงการปรับปรุงระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบหมุนเวียนเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
แบบครบวงจร ประกอบด้วย 1) ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เขต 1 Site B (เชียงใหม่) 2) โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ตามรอยพระราชดำริ ดอยดำ 3) โครงการพัฒนาพื้นที่ห้วยลาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอโครงการ ทั้งนี้ สถาบันวิจัยฯ ขอให้ฝ่ายไทยจัดทำแบบพิมพ์เขียวในรูปแบบไฟล์ Auto CAD 
เพื่อทางสถาบันวิจัยฯ จะได้ดำเนินออกแบบปรับปรุงระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งฝ่ายไทยได้จัดส่งแบบพิมพ์เขียวไปยังสถาบันวิจัยฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยปัจจุบันสถาบันวิจัยฯ อยู่ระหว่างพิจารณาออกแบบ แก้ไขและตรวจสอบ
ร่างพิมพ์เขียวศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด เขต 1 (เชียงใหม่) Site B ก่อนนำส่งให้กรมประมงพิจารณาต่อไป
         1.3.3 โครงการปรับปรุงเรือประมงไทยเพื่อลดแรงงานการกู้อ้วน โดยผู้ประกอบการได้ให้ความสนใจในอุปกรณ์ดังนี้ 1) Power Block (อุปกรณ์ฉุดเนื้ออวน) 2) เครื่องทำน้ำแข็งบนเรือ Seawater Flake และ 3) เครื่องปั๊มดูดสัตว์น้ำ ซึ่งฝ่ายไทยขอให้ฝ่ายสาธารณรัฐประชาชนจีน ติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องมือประมงเพื่อเป็นต้นแบบจำนวน 1 – 2 ลำ พร้อมทั้งขอให้พิจารณาเสนอราคาย่อมเยาให้กับฝ่ายไทย โดยบริษัท JESSN ขอให้กรมประมงจัดทำวีดีโอคลิปสาธิตขั้นตอนการจับสัตว์น้ำ อวนล้อมปลากระตัก รวมถึงเครื่องมือ และอุปกรณ์การประมงระหว่างการใช้งาน เพื่อนำข้อมูลไปออกแบบและปรับปรุงให้สามารถนำมาใช้ได้กับสภาพของเรือประมงของไทยมากที่สุด ซึ่งกรมประมงได้จัดส่งวีดีโอสาธิตขั้นตอนการจับสัตว์น้ำไปยังสถาบันเครื่องจักรกลฯ แล้ว ทั้งนี้ บริษัท Jessn ได้ออกแบบและปรับปรุงอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะเดินทางมาสาธิตอุปกรณ์การประมงให้กับเจ้าหน้าที่กรมประมงและผู้ประกอบการ ในวันที่ 10 – 14 กุมภาพันธ์ 2563 แต่เนื่องจากสถานการณ์โคโรน่าไวรัสระบาดทำให้เลื่อนการเดินทางออกไปอย่างไม่มีกำหนด

2. ความร่วมมือทางวิชาการด้านประมงกับมหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้โอเชี่ยน (Shanghai Ocean University)
        2.1 กรมประมงได้ประชุมคณะทำงานความร่วมมือทางวิชาการด้านประมง ครั้งที่ 1 และหารือความร่วมมือ
ที่จะดำเนินการร่วมกัน ดังนี้ 
        2.1 โครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านลดกลิ่นโคลน (off-flavor) ในปลาน้ำจืดกลุ่ม Catfish (Exchange of Technical cooperation on reduction off-flavor in Catfish culture system and practices)
        2.2 โครงการความร่วมมือทางวิชาการด้านการเพาะเลี้ยงหอยมุกน้ำจืดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์มุกน้ำจืด (Exchange of Technical cooperation on Fresh water pearl culture and production)
         2.3 โครงการ Collagen 3D matrices and bone tissue engineering during 2019 - 2024ประกอบด้วย 3 โครงการวิจัยย่อย คือ
               2.3.1 Molecular difference of collagen form different marine resources
               2.3.2 Biochemical characterization and functional properties of collagen
               2.3.3 Biological effect of marine collagen
         2.4 โครงการวิจัยร่วมด้านการละลายทูน่าน้ำแข็งโดยใช้คลื่นวิทยุ
ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องร่วมกันที่จะเสนอโครงการข้างต้นภายใต้กรอบความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และวิชาการระหว่างกระทรวงการต่างประเทศแห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงวิทยาศาตร์และเทคโนโลยีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 
        2.2 มหาวิทยาลัยฯ สนับสนุนทุนการศึกษาให้กับเจ้าหน้าที่กรมประมง ดังต่อไปนี้
    2.2.1 ทุนการศึกษาปริญญาโท/เอก โดยสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้แก่ผู้รับทุนการศึกษาเต็มจำนวนตลอดหลักสูตร จำนวน 2 ทุน และทุนที่ยกเว้นค่าหน่วยกิจและประกันสุขภาพจำนวน 2 ทุน โดยมีข้าราชการกรมประมงสมัครทุนการศึกษาปริญญาโท 1 ราย และปริญญาเอก 1 ราย ปัจจุบันอยู่ระหว่างรวบรวมเอกสารประกอบการสมัครขอรับทุนเพื่อจัดส่งไปยังมหาวิทยาลัยฯ เพื่อพิจารณาต่อไป
    2.2.2 ทุนฝึกอบรมหลักสูตร International Fisheries Science Program จำนวน 5 ทุน เป็นระยะเวลา 1 เดือน โดยจะสนับสนุนค่าใช้จ่าย ได้แก่ ค่าเล่าเรียน ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าประกันชีวิต แต่สำหรับค่าบัตรโดยสารเครื่องบินและค่าใช้จ่ายส่วนตัวอื่น ๆ ผู้ฝึกอบรมจะเป็นผู้รับผิดชอบ โดยมีข้าราชการกรมประมงขอสมัครรับทุนจำนวน 4 ราย และมหาวิทยาลัยฯ ได้ตอบรับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เนื่องจากสถานการณ์โคโรนาไวรัส มหาวิทยาลัยฯ จึงขอเลื่อนการฝึกอบรมออกไปเป็นเดือนตุลาคม 2563
    3. คกร. ไทย-จีน
        3.1 กรมประมงได้จัดส่งข้อเสนอโครงการไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เพื่อพิจารณาเสนอโครงการ
ความร่วมมือด้านประมงไปยังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อบรรจุเป็นโครงการภายใต้ คกร. ไทย - จีน สมัยที่ 23 ประกอบด้วย 1) Project proposal under MOU on Technical Cooperation in Fisheries Cooperation between the Department of Fisheries of the kingdom of Thailand and Shanghai Ocean University of China, the People’s Republic of China: กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด 2) The Research on Collagen 3D Matrices and Bone Tissue Engineering: กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ 
3) Study visit on the Analysis of Biochemical and Functional Properties of Collagen Extracted from Marine Animals and Technical Method to Construct the Biomedical Scaffolds for Tissue Engineering: กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ โดยมีโครงการของกรมประมงที่อยู่ระหว่างรอผลการการพิจารณาเพื่อบรรจุในการประชุม คกร. ไทย –จีน จำนวน 2 โครงการ ประกอบด้วย
    3.1.1 Project proposal under MOU on Technical Cooperation in Fisheries Cooperation between the Department of Fisheries of the kingdom of Thailand and Shanghai Ocean University of China, the People’s Republic of China: กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด 
    3.1.2 Study visit on the Analysis of Biochemical and Functional Properties of Collagen Extracted from Marine Animals and Technical Method to Construct the Biomedical Scaffolds for Tissue Engineering: กองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ
ทั้งนี้ การประชุม คกร. ไทย - จีน อยู่ระหว่างการประสานงานกับฝ่ายจีนเพื่อกำหนดวันประชุมต่อไป
    4. ความร่วมมือด้านการเกษตร (Sino-Thai)
        กรมประได้ส่งข้อเสนอโครงการวิจัยปรับปรุงระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหมุนเวียนเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ(Research on construction of seawater recirculating aquaculture system) ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างกระทรวงเกษตรและกิจการชนบนแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แห่งราชอาณาจักรไทย โดยการประชุม Sino-Thai อยู่ระหว่างการประสานกับฝ่ายจีนเพื่อกำหนดวันประชุมต่อไป
    5. ความร่วมมือกับสถาบันวิจัยประมงทะเลตะวันออกจีน (EAST CHINA SEA FISHERY RESEARCH INSTITUTE: ECSFRI)
       สถาบันวิจัยฯ ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญเดินทางมายังประเทศไทยเพื่ออบรมหลักสูตร risk assessment in fishery products, principles and methodology และบรรยายเรื่องการเพาะเลี้ยงปูดำให้กับเจ้าหน้าที่กรมประมง ระหว่างวันที่ 8 – 14 ตุลาคม 2562 ทั้งนี้ สถาบันวิจัยฯ ประสงค์จัดทำ MoU ด้านประมงร่วมกับกรมประมง ซึ่งปัจจุบันสถาบันวิจัยฯ อยู่ระหว่างพิจารณาจัดทำร่าง MoU 

มีนาคม 2563

ความร่วมมือด้านประมงระหว่าง    ไทย – สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชนลาว

1. การค้าสินค้าประมงด่านตรวจสัตว์น้ำชายแดนระหว่างไทย – สปป.ลาว 
•    ปี พ.ศ. 2560 – 2563 สินค้าประมงที่ประเทศไทยส่งออกไปยัง สปป. ลาว ได้แก่ 
-    ปลากะตัก 3,335.99 ตัน มูลค่า     79.88 ล้านบาท
-    ปลานิล 2,222.86 ตัน มูลค่า 110.22 ล้านบาท
-    ปลาหางแข็ง 1,883.32 ตัน มูลค่า 51.28 ล้านบาท
•    ปี พ.ศ. 2560 – 2563 สินค้าประมงที่ประเทศไทยนำเข้าจาก สปป. ลาว ได้แก่
-    หอยเชอรี่ 11.05 ตัน มูลค่า 0.16 ล้านบาท
-    อึ่งปากขวด 8.30 ตัน มูลค่า 1.26 ล้านบาท 
-    อึ่งอ่างก้นขีด 5.00 ตัน มูลค่า 0.60 ล้านบาท


2. กรอบความร่วมมือด้านประมงระหว่างไทย และ สปป. ลาว 
2.1    MOU ด้านการเกษตรไทย – สปป. ลาว 
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและป่าไม่แห่ง สปป. ลาว ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2550 เพื่อสนับสนุนให้มีความร่วมมือด้านการเกษตรระหว่างสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
2.2    MOU ด้านประมง ระหว่างไทย และสปป. ลาว 
กรมประมงและกรมปศุสัตว์และการประมงแห่งสปป. ลาว ลงนาม MOU ว่าด้วยความร่วมมือ
ด้านประมง เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2560 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างและสนับสนุนความร่วมมือด้านประมงที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนข่าวสาร การค้า การฝึกอบรม วิทยาศาสตร์และวิชาการ และการบังคับใช้กฎหมายระหว่างคู่ภาคี
2.3 การจัดทำแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย – สปป. ลาว ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565)
สืบเนื่องจากการประชุมความร่วมมือทางวิชาการไทย – สปป. ลาว กระทรวงการต่างประเทศ
ได้จัดทำร่างแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย – สปป. ลาว ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2562) โดยแบ่ง
ความร่วมมือเป็น 6 สาขา ได้แก่ สาขาเกษตร สาขาการศึกษาและกีฬา สาขาสาธารณสุข สาขาการค้า อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยง สาขาสิ่งแวดล้อม และสาขาอื่น ๆ โดยเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลและข้อคิดเห็นต่อร่างแผนความร่วมมือฯ ดังกล่าว เพื่อผลักดันให้เกิดความร่วมมือร่วมกับฝ่าย สปป. ลาว


3. สถานะความร่วมมือฯ
3.1 การจัดการศึกษาดูงานด้าน Smart Farmer ให้กับเจ้าหน้ากรมปศุสัตว์และการประมง
แห่งสาธารณรัฐประชาชนลาว ระหว่างวันที่ 4 – 10 มีนาคม 2562 ณ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดร้อยเอ็ด และจังหวัดอุดรธานี โดยมีการเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานด้านการเพาะลี้ยงสัตว์น้ำ ชมการเพาะพันธุ์ไรแดง การเพาะพันธุ์ปลานิล การเพาะพันธุ์ปลาเกล็ดเงิน การทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง และห้องปฏิบัติการด้านอาหารปลอดภัย 
3.2 การประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตรไทย – สปป. ลาว ครั้งที่ 4 ระหว่างวันที่ 4 – 5 กันยายน 2562 ณ แขวงจำปาสัก สปป. ลาว กรมประมงไม่มีผู้แทนเข้าร่วมฯ ทั้งนี้ ในการประชุมเตรียมการฝ่ายไทยฯ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2562 ที่ประชุมเห็นชอบให้กรมประมงดำเนินความร่วมมือภายใต้กรอบ MOU ด้านประมง โดยเสนอโครงการความร่วมมือฯ เข้าพิจารณาในร่างแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาไทย – สปป. ลาว ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565)
3.3 การประชุมคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านประมง ระหว่าง ไทย – สปป. ลาว ครั้งที่ 2 ระหว่างวันที่ 11 - 12 กรกฎาคม 2562 ณ สะหวันนะเขต สปป. ลาว โดยกรมปศุสัตว์และประมง กระทรวงกสิกรรมและป่าไม่แห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม ซึ่งในที่ประชุมทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการดำเนินความร่วมมือด้านประมงร่วมกันในด้านต่าง ๆ ได้แก่การพัฒนาศักยภาพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ประกอบด้วย การจัดฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเกี่ยวกับการใช้และการบำรุงรักษาเครื่องมือและอุปกรณ์ในห้องปฏิบัติการ การจัดทำกฎระเบียบในการควบคุมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
3.3 การประชุมความร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทย – สปป. ลาว ระยะ 3 ปี (พ.ศ. 2563 – 2565) ระหว่างวันที่ 23 – 27 กันยายน 2562 ณ นครเวียงจัทร์ สปป. ลาว กรมประมงไม่มีผู้แทนเข้าร่วมการประชุมฯ ดังกล่าว แต่ได้เสนอโครงการความร่วมมือด้านประมง เพื่อพิจารณาบรรจุในแผนความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ไทย – สปป. ลาว ระยะ 3 ปี (2563 – 2565) ในสาขาด้านการเกษตร โดยประกอบด้วยกิจกรรมพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ 
1.) Training course on management of fish seed production station Lao – Thai cooperation.
2.) Training course on technology of Tilapia sex – reversal Lao – Thai cooperation.

 

 

 มีนาคม 2563


 

ข้อมูลความร่วมมือด้านการประมงระดับทวิภาคี ไทย - เวียดนาม


๑. การค้าไทย - เวียดนาม
การส่งออกสินค้าประมงของไทยไปยังเวียดนามปี ๒๕๕๘ มีการส่งออกมูลค่า 5,965.87 ล้านบาท ซึ่งในปี ๒๕๕๙ มูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นเป็น 8,469.16 ล้านบาท แต่หลังจาก ปี ๒๕๕๙ เป็นต้นไปมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๖๐ - ๒๕๖๒ โดยมีมูลค่าการส่งออกปีละ 7,826.13 ล้านบาท 5,109.14 ล้านบาท และ 2,598.32 ล้านบาทตามลำดับ ในขณะที่การนำเข้าสินค้าจากเวียดนามในปี ๒๕๕๘ มีมูลค่า 8,060.82 ล้านบาท ซึ่งตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ - ๒๕๖๒ มีแนวโน้มมูลค่าการนำเข้าคงที่ เฉลี่ยประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี โดยมีการนำเข้าสินค้าประมงปี ๒๕๕๙ - ๒๕๖๒ มูลค่า 10,621.01 ล้านบาท 9,879.16 ล้านบาท 10,576.77 ล้านบาท และ 9,766.32 ล้านบาท ตามลำดับ โดยจะเห็นได้ว่าไทยเป็นฝ่าย
เสียดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่อง
๑.๑ ปี ๒๕๖๒ สินค้าประมงนำเข้าที่สำคัญ ๓ อันดับ ได้แก่
    ๑.๑.๑ เนื้อปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง ปริมาณ 68,861.37 ตัน มูลค่า 4,549.90 ล้านบาท
    ๑.๑.๒ อาหารทะเลกระป๋อง (ไม่รวมกุ้ง) ปริมาณ 18,274.04 ตัน มูลค่า 1,537.48 ล้านบาท
    ๑.๑.๓ หมึกแห้ง ปริมาณ 6,183.62 ตัน มูลค่า 1,499.31 ล้านบาท
    ๑.๒ ปี ๒๕๖๒ สินค้าประมงส่งออกที่สำคัญ ๓ อันดับ ได้แก่
        ๑.๒.๑ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ปริมาณ 1,282.70 ตัน มูลค่า 545.32 ล้านบาท
    ๑.๒.๒ ปลาสดแช่เย็นแช่แข็ง(รวมตับและไข่) ปริมาณ 7,022.94 ตัน มูลค่า 540.17 ล้านบาท
    ๑.๒.๓ ปลาป่น ที่มีโปรตีนตั้งแต่ร้อยละ 60 ปริมาณ 12,599.20 ตัน มูลค่า 462.55 ล้านบาท


๒. กรอบความร่วมมือ
    ๒.๑ บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการเกษตร ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
แห่งราชอาณาจักรไทย และกระทรวงเกษตรและพัฒนาชนบทแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ลงนามเมื่อวันที่
21 กรกฎาคม 2546 โดยมีการจัดประชุมครั้งล่าสุด ครั้งที่ ๗ เมื่อปี ๒๕๖๑ ซึ่งภายใต้ MoU ด้านการเกษตร
มีกรอบการประชุมคณะทำงานร่วมกลุ่มย่อยด้านการประมงระหว่างกรมประมงไทยและกรมประมงเวียดนาม โดยมีการจัดประชุมครั้งล่าสุด ครั้งที่ ๖ เมื่อปี ๒๕๖๒
๒.๒ ด้านการเมืองและความมั่นคง มีกรอบการประชุมคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง (Joint Working Group on Political and Security Cooperation : JWG on PSC) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหน่วยประสานงานหลัก
๒.๓ ด้านการค้า มีกรอบการประชุมคณะอนุกรรมการการค้าร่วม (Joint Trade Commission : JTC) จัดตั้งเมื่อปี 2538 มีอธิบดีกรมเศรษฐกิจการพาณิชย์ เป็นประธานร่วมฝ่ายไทย


๓. สถานะความร่วมมือ
๓.๑ การประชุมคณะทำงานร่วมด้านการเกษตร ล่าสุดเวียดนามเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ ครั้งที่ ๗ เมื่อเดือนกรกฎาคมปี ๒๕๖๑ ซึ่งการประชุมนี้จะเป็นการรายงานความคืบหน้าของโครงการที่ได้หารือในการประชุมคณะทำงานร่วมกลุ่มย่อยด้านประมง และโครงการอื่น ๆ ในด้านการเกษตร
๓.๒ การประชุมคณะทำงานร่วมกลุ่มย่อยด้านการประมง ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมฯ ครั้งที่ ๖ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี ๒๕๖๒ และศึกษาดูงาน ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า - ออก เรือประมง เขต ๓ จังหวัดภูเก็ต ที่ประชุมได้มีการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การนำเสนอนโยบายในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของแต่ละฝ่ายและหารือโครงการความร่วมมือตามมติการประชุมคณะทำงานร่วมฯ ครั้งที่ ๕ เช่น โครงการจัดสร้างปะการังเทียม และโครงการเพาะเลี้ยงปูทะเลซึ่งฝ่ายเวียดนามแจ้งว่ายินดีจัดการศึกษาดูงานการเพาะเลี้ยงและการอนุบาลปูทะเล ทั้งนี้ ฝ่ายเวียดนามได้ขอชะลอโครงการด้านอาหารสัตว์น้ำเนื่องจากอยู่ระหว่างการปรับปรุงกฎระเบียบฉบับใหม่ และแจ้งว่าไม่มีองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชุมชนตามที่ฝ่ายไทยเสนอขอความร่วมมือ ฝ่ายเวียดนามยินดีจะจัดการสัมมนาเพื่อหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลมาตรฐาน GAPs และระบบตรวจสอบย้อนกลับในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ฝ่ายไทยขอความอนุเคราะห์ฝ่ายเวียดนามในการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการรับรองการจับสัตว์น้ำ และทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่างความตกลงในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้าน IUUF ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะนำกลับไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
๓.๓ การประชุมคณะทำงานร่วมเพื่อแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหัวหน้าคณะฝ่ายไทย พร้อมด้วยผู้แทนจาก สตช. ทร. ศรชล. กต. สมช. พม. รง. จท. สกต. โดยประชุมร่วมกับคณะทำงาน ๖๘๙ ของเวียดนาม
ซึ่งล่าสุดกรมประมงเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมระหว่างคณะทำงานร่วมฝ่ายไทยเพื่อแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายและคณะทำงานกลุ่ม 689 ของฝ่ายเวียดนาม ครั้งที่ ๓ เมื่อวันที่ ๓ ธ.ค. ๖๒ ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และนำเสนอมาตรการในการควบคุม ป้องกันไม่ให้เรือประมงรุกล้ำน่านน้ำประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่ง ศรชล. ได้มีการนำเสนอภารกิจหน้าที่ภายหลังจากที่ได้มีการยกระดับเป็นศูนย์อำนวยการให้ฝ่ายเวียดนามรับทราบ ฝ่ายไทยนำเสนอความคืบหน้าโครงการจัดสร้างปะการังเทียม ฝ่ายไทยได้เสนอให้มีความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเรือประมงที่มีความเสี่ยงว่าอาจเป็นเรือประมงผิดกฎหมายที่จะนำสัตว์น้ำมาขึ้นท่า และทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันพิจารณาร่างความตกลง
ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการต่อต้าน IUUF ซึ่งได้เห็นชอบร่วมกันในเบื้องต้นแล้ว ซึ่งกรมประมงได้เสนอขอความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาขออนุมัติการลงนาม ล่าสุด กรมประมงได้รับข้อคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรมสนธิสัญญาและกฎหมายแล้ว ซึ่ได้ปรับแก้ไขและส่งให้ฝ่ายเวียดนามพิจารณาก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติการลงนาม โดยกระทรวงการต่างประเทศมีท่าทีอยากให้เกิดการลงนามในการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมไทย - เวียดนามอย่างไม่เป็นทางการครั้งที่ ๔ ในวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๕๖๓ ที่เวียดนาม
๓.๔ กรมประมงเวียดนามขอเข้าพบหารือเพื่อขอรับทราบประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม ระหว่างวันที่ ๒๘ - ๒๙ พฤษภาคม ๒๕๖๒ เพื่อขอรับทราบประสบการณ์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา IUUF และปลดสถานะใบเหลืองจากสหภาพยุโรป โดยได้มีการหารือการออกกฎหมายหรือกฎระเบียบข้อบังคับในการควบคุมการทำการประมง การจัดตั้งศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้าออกเรือประมงในจังหวัดที่มีเขตติดต่อกับชายฝั่งทะเล การแลกเปลี่ยนข้อมูลเรือประมง IUU และได้เยี่ยมชมการปฏิบัติงานของศูนย์ Fisheries Monitoring Center:FMC และศูนย์ควบคุมการการแจ้งเข้า - ออก เรือประมง เขต 1 จังหวัดสมุทรสาคร และท่าเรือ จังหวัดสมุทรปราการ 
๓.๕ กรมประมงมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับระบบติดตามเรือประมง (Vessel Monitoring Systen:VMS) เดินทางไปเวียดนามเพื่อให้ความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ในการทำงานแก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายเวียดนามฯ ในการวางแผนการดำเนินงานด้านระบบ VMS และการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติงานของกรมประมงเวียดนาม ซึ่งกรมประมงได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังเวียดนามเมื่อวันที่ ๕ - ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๒
๓.๖ คณะผู้แทนจากกรมประมงสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Department of Fisheries Resources surveillance) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน ๑๒ ราย เข้าศึกษาดูงานศูนย์ Fisheries Monitoring Center ณ กรมประมง และศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า - ออกเรือประมง เขต ๑ จังหวัดสมุทรสาคร ระหว่างวันที่ ๒ - ๓ มีนาคม ๒๕๖๓ เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหา IUUF ของประเทศไทยในการปลดสถานะใบเหลืองจากสหภาพยุโรป โดยเฉพาะการปฏิบัติงานของศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า - ออกเรือประมง
๓.๗ การประชุมคณะทำงานร่วมว่าด้วยความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคงระหว่างไทยกับเวียดนาม ครั้งที่ ๑๑ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๓๐ - ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๒ ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยฝ่ายไทยมีพลเอก วัลลภ รักเสนาะ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นหัวหน้าคณะ และฝ่ายเวียดนามมีพลตำรวจโทอาวุโส บุ่ย วัน นัม (Bui Van Nam) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นหัวหน้าคณะ โดยที่ประชุมได้หารือกรอบความร่วมมือด้านการเมือง ด้านความมั่นคงและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวกรอง ด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ได้แก่ การต่อต้านการค้ายาเสพติดการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายและค้ามนุษย์ และการก่อการร้าย ด้านกิจการยุติธรรมและกฎหมาย และความร่วมมือในด้านอื่น ๆ ได้แก่ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ซึ่งฝ่ายเวียดนามแสดงความยินดีกับฝ่ายไทยที่ปลดสถานะใบเหลืองจากสหภาพยุโรปได้สำเร็จโดยปัจจุบันเวียดนามยังคงติดสถานะใบเหลือง ซึ่งเวียดนามได้มีมาตรการแก้ไขปัญหาการประมง IUUF โดยการออกกฎหมายฉบับใหม่ การควบคุมใบอนุญาตการทำประมง การติดตั้งระบบติดตามเรือประมงในเรือที่มีความยาว ๑๕ เมตรขึ้นไป และเข้าร่วมเป็นสมาชิกรัฐเจ้าของท่า ซึ่งเรือประมงเวียดนามไม่มีการรุกล้ำน่านน้ำแปซิฟิกแล้วแต่ยังคงพบการรุกล้ำน่านน้ำไทย โดยฝ่ายเวียดนามขอให้ฝ่ายไทยดำเนินการกับชาวประมงที่กระทำผิดกฎหมายตามหลักมนุษยธรรมและไม่ใช้กำลังเกินกว่าเหตุ และอำนวยความสะดวกในการส่งชาวประมงเวียดนามที่ถูกจับกุมเดินทางกลับประเทศ
๓.๘ โครงการให้ความช่วยเหลือจัดสร้างปะการังเทียมในบริเวณจังหวัดก่าเมา ซึ่งเป็นโครงการที่กระทรวงการต่างประเทศโดยกรมความร่วมมือระหว่างประเทศร่วมกับกรมประมง ดำเนินโครงการจัดสร้างปะการังเทียมบริเวณพื้นที่จังหวัดก่าเมาของเวียดนาม เพื่อลดปัญหาการรุกล้ำน่านน้ำโดยการเพิ่มทรัพยากรสัตว์น้ำให้แก่เวียดนาม ซึ่งกรมประมงมอบหมายข้าราชการกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล จำนวน ๒ ราย และสำนักงานเลขานุการกรมกลุ่มวิศวกรรมประมง จำนวน ๒ ราย เดินทางไปหารือการจัดทำ TOR โครงการจัดสร้างปะการังเทียมฯ ณ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ระหว่างวันที่ ๑๘ - ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๒ (รวมวันเดินทาง) ซึ่งได้ทำ TOR เสร็จสิ้นแล้ว ล่าสุด กพท. และ สลก. อยู่ระหว่างจัดทำแผนงานในการเดินทางไปให้คำแนะนำและตรวจสอบกระบวนการจัดสร้างเพื่อส่งให้กรมความร่วมมือระหว่างประเทศพิจารณาจัดสรรงบประมาณในการเดินทางกลุ่มความร่วมมือทวิภาคี กองประมงต่างประเทศ

 

มีนาคม ๒๕๖๓
 

  •  บทความ
  •  Hit 20 อันดับ
  • >> กลุ่มความร่วมมือพหุภาคีและองค์กรระหว่างประเทศ.. (2,996)  >> กลุ่มวิเทศสัมพันธ์.. (2,476) >> กลุ่มความร่วมมือทวิภาคี.. (2,443) >> ประวัติองค์กร.. (2,374) >> ฝ่ายบริหารทั่วไป.. (1,776) พิธีเปิดศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเล สเตล่า มาริส แสมสาร  ณ บริเวณที่ว่าการตำบลแสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี.. (952) ประกาศการรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการทั่วไป.. (901) คณะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงประมงและปศุสัตว์สาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศเยี่ยมชมฟาร์มเพาะเลี้ยงปลานิลและปลาช่อนของชาวบ้านในจังหวัดอ่างทอง.. (761) โครงการสัมมนาเรื่องการจัดทำความร่วมมือกับต่างประเทศด้านการประมง.. (725) การฝึกอบรมภาษาอังกฤษ หลักสูตร การสื่อสารภาษาอังกฤษ (ขั้นต้น) ณ กองประมงต่างประเทศ.. (661) The 1st Meeting of ASEAN Network of Aquatic Animal Health Centres (ANAAHC) ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ในระหว่างวันที่ 20 - 21 มิถุนายน 2560.. (612) การฝึกอบรมหลักสูตรพัฒนาบุคคลากรกองประมงต่างประเทศ .. (604) กองประมงต่างประเทศประกาศเจตนารมณ์ การป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ.. (599) ประกาศกองประมงต่างประเทศ เรื่อง รายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการประเมินความรู้ความสามารถ ทักษะ และสมรรถนะ กำหนดวัน เวลา สถานที่สอบและระเบียบเกี่ยวกับการสอบ.. (594) ขั้นตอนการดำเนินการขออนุมัติตัวบุคคลไปต่างประเทศชั่วคราว.. (580) The 1st Meeting of Thailand and Myanmar Joint Working Group on Fisheries Cooperation .. (575) การฝึกอบรมระหว่างประเทศหลักสูตร International Training Workshop on Inland Aquaculture and Small-scale Inland Aquaculture Promotion for Fisheries Offic.. (563) กรมประมงร่วมกับสถานทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐอเมริกา ได้จัดการสัมมนาหัวข้อ Thailand's path to sustainable fisheries ในงานแสดงสินค้า North Ame.. (558) ผู้บริหาร JSMEA เข้าเยี่ยมคารวะอธิบดีกรมประมง.. (546) การประชุมหารือกับผู้อำนวยการบริหารสถาบันภาคพื้นมหาสมุทรแห่งมหาวิทยาลัยฮาวายแปซิฟิกในประเด็นความร่วมมือด้านการประมง.. (523)