บทความกองประมงต่างประเทศ

การขอรับการตรวจลงตราวีซ่าออสเตรเลีย

 

1. เมื่อผู้เดินทางได้รับอนุมัติตัวบุคคลฯ และหนังสือนำตรวจลงตรา (VISA) ที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย ท่านสามารถยื่นคำร้องขอรับการตรวจลงตรา (VISA) ได้ ๒ แบบ คือ การยื่นผ่านระบบออนไลน์ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย https://online.immi.gov.au/lusc/login และการยื่นเอกสารผ่านศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) ทั้งนี้ การสมัครวีซ่าทั้ง ๒ แบบ ผู้ขอวีซ่าจะต้องเดินทางไปศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าเพื่อเก็บข้อมูลรูปถ่ายและลายนิ้วมือ (ไบโอเมตริกซ์)

2. เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นขอวีซ่ามีดังนี้ หากเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองจำเป็นต้องสำเนาเอกสารแต่ละฉบับอย่างละ ๑ ชุด

           2.1 หนังสือเดินทาง (Passport) ฉบับจริง และมีอายุการใช้งานเหลืออย่างน้อย ๖ เดือน

2.2 รูปถ่ายสี พื้นหลังขาวเท่านั้น ถ่ายไม่เกิน ๖ เดือน ขนาด กว้าง ๓.๕ ซม. สูง ๔.๕ ซม. จำนวน ๒ รูป

2.3 หลักฐานทางการเงิน แสดงหลักฐานการเงินส่วนบุคคลของผู้เดินทางเป็นภาษาอังกฤษ รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง ๖ เดือนจากธนาคาร ตัวจริงพร้อมสำเนา

2.4 หนังสือรับรองการทำงาน ระบุ ตำแหน่ง เงินเดือน วันที่เริ่มเข้าทำงาน อายุการทำงาน วันที่เริ่มลาหยุดงาน และวันที่จะกลับเข้าทำงาน

2.5 หนังสือเชิญ/หนังสือตอบรับจากองค์กร หรือหน่วยงานของออสเตรเลีย

2.6 เอกสารส่วนบุคคล (ถ้ามี) เช่น ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล, ใบทะเบียนสมรส ต้องแปลเป็น ภาษาอังกฤษ (ต้องแปลทะเบียนบ้าน หากชื่อ/นามสกุล ไม่ตรงตามพาสปอร์ต)

2.7 สำเนาบัตรประชาชน

2.8 สำเนาทะเบียนบ้าน

2.9 ใบยืนยันการจองบัตรโดยสารเครื่องบินและที่พัก

3. หากผู้เดินทางยื่นขอวีซ่าผ่านระบบออนไลน์ เมื่ออัพโหลดเอกสารเข้าสู่ระบบครบถ้วนแล้ว จึงยืนยันการยื่นคำร้องขอวีซ่าเพื่อส่งข้อมูลเข้าสู่ระบบตรวจสอบของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองออสเตรเลีย และเข้าสู่กระบวนการชำระเงิน โดยผู้เดินทางสามารถชำระเงินได้ทั้งผ่านบัตรเครดิต (ทุกประเภท) หรือ บัญชี PayPal โดยมีค่าธรรมเนียมวีซ่า ๑๔๐ ดอลลาร์ออสเตรเลีย และค่าดำเนินการของศูนย์รับยื่นวีซ่า VFS จำนวน ๘๙๖ บาท เมื่อชำระเงินเสร็จสิ้นระบบจะส่งอีเมลยืนยันการยื่นคำร้อง และอีเมลการเรียกขอข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งจะแนบเอกสารให้ผู้เดินทางไปติดต่อกับศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) ออสเตรเลีย (ประจำประเทศไทย) จากนั้นทำการนัดหมายเพื่อเก็บช้อมูลไบโอเมตริกซ์

4. การยื่นขอวีซ่าทั้งแบบออนไลน์และยื่นคำร้องด้วยตนเอง ณ ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่า (VFS) ออสเตรเลีย (ประจำประเทศไทย) ผู้เดินทางต้องทำการนัดหมายผ่านเว็บไซต์ online.vfsglobal.com/GlobalAppointment/Account/RegisteredLogin เมื่อผู้เดินทางสมัครและลงชื่อเข้าใช้เสร็จสิ้น ระบบออนไลน์จะมีเมนูนัดหมายวันและเวลา (Schedule Appointment) เมื่อจองการนัดหมายสำเร็จจะได้รับการยืนยันและจดหมายนัดหมายทางอีเมล เมื่อดำเนินการยืนยันการนัดหมายเสร็จสิ้น ระบบออนไลน์จะส่งใบนัดหมายให้ทางอีเมล ซึ่งใบนัดหมายนี้จำเป็นต้องใช้ในการแสดงคิวกับเจ้าหน้าที่ในวันนัดหมาย

5. สำหรับผู้เดินทางที่ไม่ได้ยื่นคำร้องและเอกสารผ่านระบบออนไลน์ ต้องเตรียมเอกสารทั้งหมดข้างต้น พร้อมค่าธรรมเนียมและเอกสารนัดหมายมายื่นพร้อมกันในวันนัด ณ ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าเพื่อเก็บข้อมูลรูปถ่ายและลายนิ้วมือ (ไบโอเมตริกซ์) ซึ่งมี ๒ แห่ง ดังนี้ กรุงเทพ และเชียงใหม่

5.1 ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลีย กรุงเทพ อาคารเดอะเทรนดี้ ออฟฟิศ ชั้น ๒๘ ซ.สุขุมวิท ๑๓ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ๑๐๑๑๐ (ใกล้รถไฟฟ้าสถานีนานา ทางออกเลข ๓) เวลายื่นใบสมัครและเก็บข้อมูลไบโอเมตทริกซ์ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๕.๐๐ น. วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลารับผลพิจารณา ๑๐.๐๐ - ๑๖.๓๐ น. โทร ๐๒ ๑๑๘ ๗๑๐๐ อีเมล info.dibpth@vfshelpline.com

5.2 ศูนย์ยื่นวีซ่าออสเตรเลีย เชียงใหม่ ๑๙๑ อาคารศิริพานิช ชั้น 6B ถ.ห้วยแก้ว ต.สุเทพ - อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ๕๐๒๐๐ (ตรงข้ามเมญ่า ช็อปปิ้งเซ็นเตอร์) เวลายื่นใบสมัครและเก็บข้อมูลไบโอเมตทริกซ์ เวลา ๐๘.๓๐ - ๑๔.๓๐ น. วันจันทร์ ถึง วันศุกร์ เวลารับผลการพิจารณา ตั้งแต่เวลา ๑๔.๓๐ – ๑๕.๓๐ น. วันจันทร์ ถึง วันศุกร์

6. ระยะเวลาของการยื่นขอวีซ่าออสเตรเลีย หลังจากผู้เดินทางยื่นเอกสารและเก็บข้อมูลไบโอเมตริกซ์เรียบร้อย ทางสถานทูตออสเตรเลียจะใช้เวลาพิจารณา ๑๐ - ๑๕ วันทำการ ซึ่งผู้เดินทางสามารถตรวจสอบสถานะใบสมัครได้ทาง https://www.homeaffairs.gov.au/busi/visas-and-migration/visa-entitlement-verification-online-(vevo) โดยผลการพิจารณาวีซ่าจะถูกส่งทางไปรษณีย์เท่านั้น

หมายเหตุ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID - 19 ณ ปัจจุบันมีเพียงพลเมืองออสเตรเลีย ผู้พำนักถาวร และผู้ที่อยู่ในประเภทที่ได้รับการยกเว้นเท่านั้นที่สามารถเดินทางไปออสเตรเลียได้ โดยก่อนออกเดินทางผู้เดินทางต้องมีการตรวจ COVID – 19 PCR อย่างน้อย ๗๒ ชั่วโมงก่อนเดินทาง และเอกสารด้านสุขภาพผู้เดินทางทุกคนจะต้องทำการกักกันตนเองเป็นเวลา ๑๔ วัน ในสถานที่ที่รัฐกำหนดไว้ให้

 

 

การขอรับการตรวจลงตราวีซ่าอเมริกา

 

 

เมื่อผู้เดินทางได้รับอนุมัติตัวบุคคลฯ และหนังสือนำตรวจลงตรา (VISA) ที่ออกโดยกระทรวงการต่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย ท่านต้องยื่นคำร้องผ่านระบบออนไลน์โดยเข้าไปกรอกแบบฟอร์ม (DS-160) ผ่านเว็บไซต์ของกรมการกงสุลสหรัฐอเมริกาที่ https://ceac.state.gov/genniv/ เมื่อท่านกรอกข้อมูลจนมาถึงหน้า Save Confirmation ข้อมูลจะถูกบันทึกไว้ในฐานข้อมูล ๓๐ วัน หากท่าน ไม่สามารถกรอกข้อมูลให้แล้วเสร็จในคราวเดียว สามารถดึงข้อมูลมาดำเนินการต่อให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน โดยไม่ต้องกรอกข้อมูลใหม่ตั้งแต่ต้น

  • อัพโหลดภาพถ่ายลงในเว็บ โดยรูปถ่ายต้องไม่สวมแว่นตา / ขนาด ๒ นิ้ว x ๒ นิ้ว / เป็นภาพถ่ายสี มีพื้นหลังขาว ไม่มีเงาบดบัง / เห็นหน้าชัดเจน ไม่สวมหมวกหรือผ้าคลุม / รูปถ่ายไว้ไม่เกิน ๖ เดือน
  • เมื่อกรอกแบบฟอร์มเสร็จสมบูรณ์ โดยระบบเข้ามาที่หน้า DS-160 confirmation page มีแถบบาร์โค้ด (มุมขวาบน) มีตัวอักษรและตัวเลข Print Confirmation พิมพ์เฉพาะหน้านี้ออกมา และนำไปยื่นในวันสัมภาษณ์ที่สถานทูตหรือสถานกงสุล
  • สร้างโปรไฟล์ส่วนตัวเพื่อยื่นคำร้องขอวีซ่าอเมริกาจองนัดสัมภาษณ์วีซ่า ระบุรายละเอียดที่อยู่สำหรับส่งคืนพาสปอร์ต และชำระค่าธรรมเนียมขอวีซ่าที่เว็บไซต์ศูนย์บริการข้อมูลวีซ่าสหรัฐอเมริกาสำหรับประเทศไทย www.ustraveldocs.com/th
  • เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว จะได้รับอีเมล์ยืนยันว่าท่านสามารถทำการจองวันนัดสัมภาษณ์ได้ในวันถัดไป ท่านสามารถจองวัน นัดสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ทางออนไลน์ หรือทางเจ้าหน้าที่ Call center โดยใช้เลขที่อ้างอิง Virtual Account ID หรือหมายเลขในใบเสร็จรับเงิน เพื่อทำการนัดหมายสัมภาษณ์ เช็คดูระยะเวลารอคิวสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ที่ เว็บไซต์กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา (http://th.useembassy.gov)
  • ในวันสัมภาษณ์ท่านต้องเดินทางไปด้วยตนเองและโปรดนำเอกสาร DS-160 confirmation page จดหมายนัดสัมภาษณ์ พาสปอร์ต (ใหม่และเก่าทุกเล่ม) รูปถ่ายสีหนึ่งรูปขนาด ๒ x ๒ นิ้ว พื้นขาว (ถ่ายไม่เกิน ๖ เดือน) ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมตัวจริง พร้อมด้วยหนังสือนำตรวจลงตรา (VISA) หนังสือรับรองการทำงานภาษาอังกฤษที่ออกโดยกองประมงต่างประเทศ รวมถึงหนังสือเชิญจากทางองค์กรหรือหน่วยงานที่ท่านจะเดินไปเข้าร่วมประชุมหารือ
  • ทางสถานกงสุลจะส่งคืนหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่าภายในเวลา ๗ วันทำการหลังจากวันสัมภาษณ์

แหล่งที่มา

https://ceac.state.gov/genniv/

www.ustraveldocs.com/th

http://www.thai-canada.com

ด้วยศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยการวิจัยและบัณฑิตศึกษาด้านการเกษตรของซีมีโอ (SEAMEO Regional Center for Graduate Study and Research in Agriculture: SEAMEO SEARCA) สาธารณรัฐฟิลิปปินส์แจ้งว่าจะให้ทุนการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านการเกษตรและสาขาที่เกี่ยวข้อง ประจำปี 2565-2566 แก่ประเทศไทย ซึ่งผู้รับสมัครทุนระดับปริญญาโทต้องมีอายุไม่เกิน 35 ปี และปริญญาเอกอายุไม่เกิน 40 ปี รวมทั้งเป็นบุคลากรจากสถาบันการศึกษา/การวิจัย หรือบุคลากรในหน่วยงานของรัฐบาล โดยได้ขอความร่วมมือจากกระทรวงศึกษาธิการในการพิจารณาเผยแพร่ทุนข้างต้นไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยผู้สนใจสมัครรับทุนสามารถสมัครได้ทางเว็บไซต์ https://ischo.searcaapps.org/ischo/form ตั้งแต่วันที่ 19 เมษายน 2564 เป็นต้นไป และสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ https://www.searca.org/ หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ gsid@searca.org

Download เอกสารเพิ่มเติมได้ที่ https://drive.google.com/file/d/1stQg0KJ05KTURm-tcJvMRarlqvQrN1tC/view

 

 

กรมประมง จับมือ SEAFDEC พัฒนาเรือประมงต้นแบบ

แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

วันอังคารที่ 29 กันยายน 2563 เวลา 09.30 น. ณ ท่าเทียบเรือศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จังหวัดสมุทรปราการ นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง นางมาลินี สมิทธิ์ฤทธี เลขาธิการศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นายชำนาญ พงษ์ศรี ที่ปรึกษาด้านองค์กรระหว่างประเทศ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมประมง และเจ้าหน้าที่SEAFDEC ร่วมให้การต้อนรับเรือ “ปลาลัง” เรือที่จะนำมาปรับปรุงเครื่องมือทำการประมงช่วยลดแรงงาน ลดต้นทุนการประกอบอาชีพ และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะพัฒนาเป็นเรืออวนลากต้นแบบ

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า พิธีรับเรือ “ปลาลัง” ในวันนี้ เป็นความร่วมมือของศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAFDEC) ในการจัดซื้อเรือ “ปลาลัง” เพื่อทดแทนเรือปลาลัง 1 (เดิม) ซึ่งมีอายุการใช้งานมานานกว่า 28 ปี และอยู่ในสภาพทรุดโทรม โดยเรือดังกล่าว SEAFDEC จะนำมาพัฒนาปรับปรุงเป็นเรืออวนลากต้นแบบ ภายในปี 2563 – 2564 ด้วยงบประมาณสนับสนุนจากกรมประมง และรัฐบาลญี่ปุ่น ภายใต้ชื่องบประมาณ Japanese Trust Fund ในหัวข้อโครงการ Responsible Fishing Technology and Practice

สำหรับเรือ “ปลาลัง” ลำดังกล่าว มีขนาด 44.99 ตันกรอส จอดเทียบท่าอยู่ที่จังหวัดปัตตานี เดิมเป็นเรือทำประมงอวนล้อมจับ แต่จะนำมาปรับปรุงใหม่เป็นเรือประมงอวนลาก ให้เป็นตัวอย่างในการพัฒนาปรับปรุงเครื่องมือทำการประมงเพื่อลดต้นทุนในการประกอบอาชีพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมในการใช้พลังงานเชื่อเพลิงอย่างคุ้มค่า ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และลดผลกระทบต่อแหล่งทำการประมงและสิ่งแวดล้อม (Low Impact and Fuel Efficient (LIFE Fishing) ซึ่งการปรับปรุงจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับความเป็นอยู่และสุขอนามัยที่ดีของลูกเรือบนเรือประมง เสริมสร้างความปลอดภัยและการทำงานในทะเล การส่งเสริมและให้ความสำคัญในด้านการเก็บรักษาคุณภาพสัตว์น้ำบนเรือประมง ทั้งแบบสดและแบบมีชีวิต (Fresh & Alive) อย่างถูกสุขลักษณะ เพื่อให้สัตว์น้ำที่จับได้สามารถคงความสด ลดการสูญเสีย และขายได้ราคาดีเป็นที่ต้องการของตลาด ซึ่งถือเป็นการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำที่จับได้อย่างคุ้มค่า และที่สำคัญคือการพัฒนาเครื่องมือให้สามารถลดการใช้แรงงานบนเรือประมงอวนลาก เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการประมงได้....รองอธิบดีกรมประมง กล่าว

นโยบายการประชาสัมพันธ์และส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าเกษตรและอาหารของสหภาพยุโรป ประจำปี 2563

 

ที่มา สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำสหภาพยุโรป

 

องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน

Deutsche Gesellschaft für Internationale Zusammenarbeit (GIZ) GmbH

GIZ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2011 ผ่านการควบรวมกิจการขององค์กรพัฒนาระหว่างประเทศเยอรมันสามแห่ง ได้แก่ Deutscher Entwicklungsdienst (DED), Deutsche Gesellschaft für Technische Zusammenarbeit (GTZ) และ Internationale Weiterbildung und Entwicklung (InWEnt) โดย GIZ เป็นหนึ่งในหน่วยงานพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก กระจายอยู่ในกว่า 120 ประเทศ ให้บริการในด้านความร่วมมือเกี่ยวกับการพัฒนาระหว่างประเทศ ทำงานร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรระดับชาติที่อยู่นอกอำนาจหน้าที่ของรัฐ กิจกรรมของ GIZ พยายามทำให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มีจุดมุ่งหมายในการสร้างความสมดุลให้กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการปกป้องสิ่งแวดล้อม

Green Peace เป็นองค์การสาธารณประโยชน์ (NGO) นานาชาติที่ดำเนินกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมและสันติภาพ ก่อตั้งในประเทศแคนาดาเมื่อ พ.ศ. 2514 ปัจจุบัน กรีนพีซมีสำนักงานประจำประเทศและภูมิภาค อยู่ใน 41 ประเทศทั่วโลก โดยทุกสำนักงานจะทำงานร่วมกับ Greenpeace International ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ชื่อที่ใช้ดำเนินการในประเทศไทยคือ มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว สนใจการทดลองนิวเคลียร์ในชั้นบรรยากาศ และการล่าปลาวาฬในทะเลเปิด ปัจจุบัน Green Peace สากลได้งานรณรงค์ต่าง ๆ ได้แก่ การปกป้องมหาสมุทร การต่อต้านการดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) การหยุดยั้งสารพิษ การยุติพลังงานนิวเคลียร์ การปกป้องป่าโบราณ และการหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ภาวะโลกร้อน) โดยองค์การมีรายได้จากเงินบริจาคจากผู้สนับสนุนทางการเงินรายบุคคลทั่วไป รวมทั้งเงินอุดหนุนจากองค์กรการกุศลต่าง ๆ แต่ไม่รับเงินช่วยเหลือจากธุรกิจหรือรัฐบาลใด

มูลนิธิความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation: EJF)

EJF เป็นองค์กรเอกชน (NGO) มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงลอนดอน ตั้งขึ้นเมื่อปี 2542 มีรายได้หลักมาจากเงินบริจาคและการจัดกิจกรรมระดมทุนจากผู้ประกอบการชั้นนำ และผู้มีชื่อเสียงในสังคม พันธกิจหลักคือการรักษาสิ่งแวดล้อมและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะประเด็นการละเมิดสิทธิแรงงาน การค้ามนุษย์ การทำลายสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรม ตลอดจนการต่อต้านการทำประมง IUU

คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC)

ที่ตั้งสำนักงานเลขาธิการ

ตั้งอยู่ ณ นครหลวงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ภูมิหลัง

เริ่มจัดตั้งครั้งแรกในนาม “คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง” เมื่อปี พ.ศ. 2500 และเปลี่ยนสถานภาพมาเป็น “คณะกรรมการชั่วคราว” ในปี พ.ศ. 2521 เพื่อทำหน้าที่ประสานงานการสำรวจลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง พ.ศ. 2538 โดยทั้งสี่ประเทศซึ่งใช้ประโยชน์ลุ่มน้ำโขงตอนล่างร่วมกัน ได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยการร่วมมือ การพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงแบบยั่งยืน อันเป็นการก่อตั้ง คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission – MRC) คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ซึ่งประกอบด้วย คณะมนตรี คณะกรรมการร่วมจากประเทศสมาชิก และสำนักงานเลขาธิการฯ ได้ก่อตั้งคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติขึ้น เพื่อสนับสนุนภารกิจของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

วัตถุประสงค์

-การจัดตั้ง MRC มีวัตถุประสงค์เพื่อ

(1) การใช้น้ำอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม

(2) การจัดการน้ำที่เกิดประโยชน์สูงสุดและเกิดผลเสียที่เป็นอันตรายน้อยที่สุด และส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมถึงการประสานงานด้านการจัดการและการพัฒนาแหล่งน้ำ และทรัพยากรอันเกี่ยวเนื่องอื่น ๆ แบบยั่งยืน เพื่อผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน โดยการส่งเสริมแผนงานยุทธศาสตร์และกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งจัดหาข้อมูลข่าวสารวิทยาศาสตร์ และให้คำแนะนำด้านนโยบาย

(3) การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องในลุ่มน้ำโขง โดยครอบคลุม 6 สาขาหลัก ที่มีนัยสำคัญต่อการพัฒนาโครงการได้แก่ 1) การชลประทาน   2) การเกษตรและการใช้ที่ดิน 3) การใช้น้ำในครัวเรือนและอุตสาหกรรม 4) การป้องกันอุทกภัย 5) ไฟฟ้าพลังน้ำ และ 6) การคมนาคม

ทั้งนี้ จีนและเมียนมาร์ซึ่งเป็นประเทศที่อยู่ตอนบนของลุ่มน้ำโขงได้เข้าร่วมเป็นประเทศคู่เจรจา (Dialogue Partner) กับ MRC ตั้งแต่ปี 2539

กลไกการทำงานของ MRC

1.คณะมนตรี ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งอยู่ในระดับรัฐมนตรีหนึ่งท่านจากแต่ละประเทศสมาชิก คณะมนตรีมีหนาที่สร้างนโยบาย ตัดสินใจ และจัดหาแนวทางที่จำเป็นซึ่งเกี่ยวข้องกับการส่งเสริม สนับสนุน ร่วมมือ และประสานงานด้านกิจกรรม และแผนงานร่วมกัน เพื่อให้เป็นไปตามข้อตกลง ปี พ.ศ. 2538

2.คณะกรรมการร่วม ประกอบด้วยสมาชิกซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าระดับอธิบดีกรม จากประเทศสมาชิกละหนึ่งท่าน คณะกรรมการร่วมปฏิบัติตามนโยบาย และข้อตกลงของคณะมนตรี รวมทั้งดูแลกิจกรรมต่าง ๆ ของสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

3.สำนักงานเลขาธิการ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ให้บริการด้านวิชาการและการบริหารแก่คณะมนตรีและคณะกรรมการร่วม ภายใต้การดูแลของ คณะกรรมการร่วม ประธานอำนวยการของสำนักเลขาธิการ ฯ มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการปฏิบัติงานประจำของเจ้าหน้าที่และพนักงานทั่วไปกว่า 100 คน หน่วยงานหลักที่ให้ความร่วมมือในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในประเทศสมาชิกทั้งสี่ คือ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติ

4.คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติ สนองตอบความต้องการของสมาชิกของคณะมนตรีแห่งชาติและคณะกรรมการร่วมของแต่ละประเทศ โดยมีเป้าหมายร่วม เพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการร่วมมือโดยการสนับสนุน ความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงและรัฐบาลแห่งชาติ โดยการประสานงานในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงในระดับชาติที่มีโครงสร้างและองค์ประกอบของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงของแต่ละประเทศ ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเลขาธิการ ฯ

5.กองเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติ กองเลขาธิการ ฯ สนับสนุนคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงแห่งชาติ โดยให้ความช่วยเหลือในการกำหนดและประสานแผนงานต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง อีกทั้งให้ความช่วยเหลือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตระเตรียมกิจกรรมในระดับสากลรวมถึงการประชุมต่าง ๆ ของคณะกรรมการร่วม และคณะมนตรี

บทบาทของไทย

รับผิดชอบโดยสำนักบริหารจัดการลุ่มน้ำโขง กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะหน่วยงานกลางประสานความร่วมมือภายใต้กรอบคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงจัดโครงการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กิจกรรมภายใต้การดำเนินงานของ MRC มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมชลประทาน กรมประมง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมทรัพยากรน้ำ เป็นต้น

บทบาทของกรมประมง

กรมประมงให้ความร่วมมือในการประสานข้อมูล ความคิดเห็นด้านการประมงระดับประเทศทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ตลอดจนส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมคณะทำงานทางวิชาการที่เกี่ยวข้องสม่ำเสมอ

องค์การข่ายงานศูนย์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแห่งเอเชียและแปซิฟิก

(Network of Aquaculture Centres in Asia-Pacific: NACA)

ที่ตั้งสำนักงาน

สำนักงานใหญ่ NACA ตั้งอยู่ ณ กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย

ภูมิหลัง

NACA เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2523 และมีการลงนามข้อตกลงจัดตั้งสำนักงานใหญ่เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2537 โดยประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกของ NACA ซึ่ง NACA มีสมาชิกทั้งสิ้น 15 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย บังกลาเทศ กัมพูชา สาธารณรัฐประชาชนจีน ฮ่องกง อินเดีย เกาหลี มาเลเซีย สหภาพพม่า เนปาล ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา ไทย เวียดนาม และประเทศที่เข้าร่วมแต่ไม่ได้เป็นสมาชิก 4 ประเทศ คือ อินโดนีเซีย อิหร่าน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สิงคโปร์

 

วัตถุประสงค์

เป็น Regional Lead Center (RLC) ที่มีหน้าที่หลักในการเชื่อมโยงเครือข่าย แลกเปลี่ยนข้อมูล และฝึกอบรมวิชาการของประเทศสมาชิกในด้านพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภูมิภาค

กลไกการทำงานของNACA

หลักการดำเนินงานของ NACA คือ ประเทศที่พัฒนาแล้วต้องให้ความช่วยเหลือประเทศที่พัฒนาน้อยกว่า เช่น การให้ทุนการพัฒนาโครงการพื้นฐาน การเสริมสร้างศักยภาพ การเพิ่มทักษะความชำนาญ และการช่วยเหลือในรูปแบบอื่น

การประชุมที่สำคัญ ได้แก่ การประชุมคณะมนตรี หรือ Governing Council ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของกรมประมงหรือผู้แทนรัฐบาลที่รับผิดชอบงานด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศสมาชิกจะเข้าร่วมประชุม Governing Council เป็นประจำทุกปี โดย Governing Council จะเป็นผู้กำหนดนโยบายของ NACA และตั้งเป็นโครงการต่าง ๆ ให้ประเทศ

สมาชิกเข้าร่วมโครงการและปฏิบัติตามนโยบายที่กำหนดขึ้น

บทบาทของไทย

ประเทศไทยจะได้ประโยชน์ในการเพิ่มโอกาสทางการค้า การร่วมทุน และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดย NACA ได้จัดการประชุม สัมมนา ฝึกอบรมและดูงานให้ประเทศสมาชิกขึ้นในประเทศไทย ทำให้เป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักวิจัยของไทยในการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ ทั้งทางด้านวิชาการและภาษาสากล อันเป็นการช่วยพัฒนาบุคลากรทางหนึ่ง

บทบาทของกรมประมง

NACA เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมาก จึงขอให้กรมประมงพิจารณาให้หน่วยงานและนักวิชาการในกรมประมงทำหน้าที่เป็น Resources person ในหลักสูตรการดูงานและฝึกอบรมต่าง ๆ นอกจากนี้ NACA ได้เปิดให้บริการให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สมาคมผู้ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและนักวิชาการหรือผู้สนใจทั่วไป โดยไม่คิดมูลค่า โดยจัดให้มีการประชุม สัมมนา ฝึกอบรม และดูงานในประเทศต่าง ๆ โดยพร้อมสนับสนุนงบประมาณให้กับนักวิชาการของไทยเข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ

กรมประมงได้ให้บริการในการขยายเวลาพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นประจำทุกปี

  •  บทความ
  •  Hits 10 อันดับ