มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ปี 2563

มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ ในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ปี 2563 

 เผยเเพร่: 2020-05-26  |  อ่าน: 323 ครั้ง

 

ปัจจุบันวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน สภาพแวดล้อม สภาวะทรัพยากรและเหตุปัจจัยอื่นๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น การศึกษาข้อมูลทางวิชาการของปริมาณน้ำฝน และ ปริมาณน้ำท่า (น้ำที่ปล่อยจากเขื่อน) ที่ไหลจากเหนือลงใต้ ย้อนหลังไป 30 ปีจนถึงปัจจุบัน พบว่า เราสามารถกำหนดช่วงเวลาฤดูน้ำแดง (ช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำลำคลองหลายแห่งเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดการสะสมเป็นปริมาณน้ำท่าประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาชะล้างหน้าดินและพัดเอาตะกอนธาตุอาหารลงสู่แม่น้ำลำคลองจนน้ำกลายเป็นสีแดงซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เป็นปัจจัยไปกระตุ้นให้ปลาน้ำจืดผสมพันธุ์วางไข่) นั้น ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับชีววิทยาการสืบพันธุ์ของปลาน้ำจืด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการวางไข่อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน ประกอบกับได้มีการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนชาวประมงทั่วประเทศถึงความเหมาะสมต่อการกำหนดพื้นที่และห้วงเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

ในมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ (ฤดูน้ำแดง) ประจำปี 2563 กรมประมงได้ออกประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัววัยอ่อน และกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมง ให้สอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ รักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศไว้อย่างยั่งยืน

ห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ในห้วงเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้

วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 : ในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 16 มิถุนายน ถึงวันที่ 15 กันยายน 2563 : ในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 : ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
.
วันที่ 16 กันยายน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 : ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

โดยเครื่องมือ วิธีการทำการประมงที่อนุญาตให้สามารถทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ได้ มีดังนี้ เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวง หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดาตั้งแต่สามเครื่องมือขึ้นไปสุ่ม ฉมวก และส้อมไซ ตุ้ม อีจู้ ลันแหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร)การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย หทดลองทางวิชาการ หรือโครงการที่ดำเนินการของทางราชการ โดยได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมง

หากผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ห้าพันถึงห้าหมื่นบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมงปัจจุบันวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน สภาพแวดล้อม สภาวะทรัพยากรและเหตุปัจจัยอื่นๆ ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ตัวอย่างเช่น การศึกษาข้อมูลทางวิชาการของปริมาณน้ำฝน และ ปริมาณน้ำท่า (น้ำที่ปล่อยจากเขื่อน) ที่ไหลจากเหนือลงใต้ ย้อนหลังไป 30 ปีจนถึงปัจจุบัน พบว่า เราสามารถกำหนดช่วงเวลาฤดูน้ำแดง (ช่วงเวลาที่ปริมาณน้ำในแม่น้ำลำคลองหลายแห่งเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดการสะสมเป็นปริมาณน้ำท่าประกอบกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมาชะล้างหน้าดินและพัดเอาตะกอนธาตุอาหารลงสู่แม่น้ำลำคลองจนน้ำกลายเป็นสีแดงซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เป็นปัจจัยไปกระตุ้นให้ปลาน้ำจืดผสมพันธุ์วางไข่) นั้น ในแต่ละพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับชีววิทยาการสืบพันธุ์ของปลาน้ำจืด ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการวางไข่อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน ประกอบกับได้มีการจัดทำการรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนชาวประมงทั่วประเทศถึงความเหมาะสมต่อการกำหนดพื้นที่และห้วงเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

ในมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ (ฤดูน้ำแดง) ประจำปี 2563 กรมประมงได้ออกประกาศใช้กฎหมายฉบับใหม่ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัววัยอ่อน และกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมง ให้สอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ รักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศไว้อย่างยั่งยืน

ห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ในห้วงเวลาและพื้นที่ ดังต่อไปนี้

วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2563 : ในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก สุโขทัย พิจิตร เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

วันที่ 16 มิถุนายน ถึงวันที่ 15 กันยายน 2563 : ในพื้นที่ 32 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุดรธานี หนองบัวลำภู ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา มหาสารคาม กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด มุกดาหาร ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี สิงห์บุรี ลพบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี สุพรรณบุรี สระบุรี นครปฐม นนทบุรี กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม

วันที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 : ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
.
วันที่ 16 กันยายน ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2563 : ในพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพัทลุง สงขลา ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

โดยเครื่องมือ วิธีการทำการประมงที่อนุญาตให้สามารถทำการประมงในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ได้ มีดังนี้ เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวง หรือการใช้เครื่องมืออื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน 2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดาตั้งแต่สามเครื่องมือขึ้นไปสุ่ม ฉมวก และส้อมไซ ตุ้ม อีจู้ ลันแหที่มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร)การทำการประมงเพื่อการศึกษา วิจัย หทดลองทางวิชาการ หรือโครงการที่ดำเนินการของทางราชการ โดยได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดีกรมประมง

หากผู้ใดฝ่าฝืนตามประกาศฯ มาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับตั้งแต่ห้าพันถึงห้าหมื่นบาท หรือปรับจำนวนห้าเท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง