กรมประมง” เตือน “เกษตรกร” เฝ้าระวังโรคระบาดปลาจากสภาพอากาศ ในช่วงฤดูหนาว

 กลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง


กรมประมง” เตือน “เกษตรกร” เฝ้าระวังโรคระบาดปลาจากสภาพอากาศ ในช่วงฤดูหนาว 



 เรื่อง “การเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำช่วงหน้าหนาว”

จัดเตรียมข้อมูลโดยกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง

          ด้วยสภาพอากาศของประเทศไทยขณะนี้เข้าสู่ช่วงพลัดเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว ซึ่งส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีอุณหภูมิลดต่ำลง โดยเฉพาะในพื้นภาคเหนือและภาคอีสาน แต่ในบางพื้นที่ยังมีฝนตกสลับกับอากาศร้อน ทำให้อุณภูมิของน้ำเกิดการเปลี่ยนอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์น้ำ เนื่องจากสัตว์น้ำเป็นประเภทสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิของร่างกายจะเปลี่ยนแปลงไปตามอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมเสมอ ทำให้สัตว์น้ำทั้งที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติและที่เกษตรกรเลี้ยงไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการเลี้ยงในกระชัง หรือในบ่อดินปรับตัวไม่ทัน เกิดความเครียด อ่อนแอ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ง่าย โดยในช่วงฤดูหนาวมีเชื้อโรคบางชนิดสามารถเจริญเติบโตและแพร่กระจายได้ดี ร่วมกับสัตว์น้ำมีความอ่อนแอ อาจโน้มนำให้เกิดการติดเชื้อและเกิดการตายอย่างฉับพลันได้ โดยเชื้อที่อาจก่อโรคในสัตว์น้ำได้แก่

1. เชื้อราสกุลอะฟลาโนมัยซิส (Aphanomyces invadans)

    เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหรือโรคอียูเอส (EUS : Epizootic Ulcerative Syndrome) ซึ่งเป็นโรคที่อยู่ภายใต้ระบบการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำของประเทศไทยโดยทั่วไปการเกิดโรคแผลเน่าเปื่อยมีปัจจัยโน้มนำมาจากสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิของน้ำที่ต่ำลง หรือสภาพน้ำเป็นกรดมากไป หรือมาจากการจัดการการเลี้ยง เช่น ปล่อยปลาเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นมากเกินไปซึ่งลักษณะอาการปลาที่ป่วย จะมีแผลถลอก เลือดออกตามซอกเกล็ด และเกิดแผลเน่าเปื่อยลึกตามตัว สามารถพบโรคนี้ได้ในปลาหลายชนิดทั้งที่อาศัยในแหล่งน้ำธรรมชาติและบ่อเลี้ยงเช่น ปลาช่อน ปลาตะเพียน ปลาสร้อย ปลากระสูบ ปลาแรด และปลาสลิด เป็นต้นซึ่งปัจจุบันยังไม่มียาหรือสารเคมีที่จะใช้ในการรักษาโรคนี้ได้ หากสภาพอากาศและน้ำในบ่อเลี้ยงมีอุณหภูมิสูงขึ้น เชื้อราดังกล่าวจะเจริญและแพร่กระจายได้น้อยลง ในขณะเดียวกันปลาที่กำลังป่วยจะมีภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น ช่วยให้ปลาหายป่วยเองได้ในเวลาต่อมา

2. เชื้อแบคทีเรียสกุลฟลาโวแบคทีเรียม (Flavobacterium sp.)

    เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคตัวด่าง มักพบในปลาหลังจากการย้ายบ่อ หรือการขนส่งโดยลักษณะอาการปลาที่ป่วยจะมีแผลด่างขาวตามลำตัวหากติดเชื้อรุนแรงปลาจะตายเป็นจำนวนมากในระยะเวลาสั้น พบโรคนี้ได้ในปลาสวยงาม ปลากะพงขาว ปลาดุกปลาช่อน และปลาบู่ วิธีการป้องโรคที่ดี คือ ลดอัตราความหนาแน่นปลา ลดหรืองดอาหาร ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม หลังการเคลื่อนย้ายหรือขนส่งปลาให้ใช้เกลือแกง 1 กิโลกรัมต่อปริมาตรน้ำ 1 ตัน (0.1 %) เพื่อช่วยลดความเครียด

3. เชื้อไวรัสคอยเฮอบี (Koi herpesvirus)

    เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคไวรัสเคเอชวี (KHVD : Koi Herpesvirus Disease) พบในปลาตระกูลคาร์พและไน ลักษณะอาการปลาที่ป่วย จะรวมกลุ่มอยู่ตามผิวน้ำและขอบบ่อ ซึม ว่ายน้ำเสียการทรงตัว ลำตัวมีเมือกมาก มีแผลเลือดออกตามลำตัว ในปลาที่มีอาการติดเชื้อรุนแรงจะพบอาการเหงือกเน่าปลาอ่อนแอ กินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร ทยอยตายพบมีอัตราการตายสูงถึง 50 – 100 % โดยทั่วไปการเกิดโรคไวรัสเคเอชวีมีปัจจัยโน้มนำมาจากอุณหภูมิน้ำต่ำและความเครียดต่าง ๆ เช่น การขนส่ง การติดเชื้อปรสิตหรือเชื้อแบคทีเรีย และคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสมจะช่วยเสริมให้เกิดโรค และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น โรคนี้ไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้สารเคมี วิธีการป้องโรคที่ดี คือ ลดความหนาแน่นปลา ลดอาหาร ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม และรักษาตามสาเหตุแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่นการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อราปรสิต เป็นต้น

4. ปรสิตหลายชนิด เช่น อิ๊ก เห็บปลา หมัดปลา เหาปลา เป็นต้น

    เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดแผลเลือดออกในบริเวณเหงือกและผิวหนังส่งผลให้การหายใจบกพร่อง เนื่องจากประสิทธิภาพการนำออกซิเจนไปใช้ในร่างกายน้อยลง ภูมิคุ้มกันทางธรรมชาติด่านแรก (Innate immunity) ลดลงโรคที่เกิดปรสิตดังกล่าว พบได้ในปลาหลายชนิดทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย โดยลักษณะอาการปลาที่ป่วย จะรวมกลุ่มอยู่ตามผิวน้ำและขอบบ่อ ซึม ว่ายน้ำเสียการทรงตัว ลำตัวมีเมือกมาก มีแผลเลือดออกตามลำตัว ในปลาที่มีอาการติดเชื้อรุนแรงจะพบอาการเหงือกเน่าปลาอ่อนแอ กินอาหารน้อยลงหรือไม่กินอาหาร อัตราการตายขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของปลา อายุและขนาดของปลา (ปลาวัยอ่อน จะมีอัตราการตายสูง) ชนิดและปริมาณปรสิตที่พบ อวัยวะที่พบปรสิต (หากพบในสมอง ระบบประสาท เลือด จะมีอัตราการตายสูง) คุณภาพน้ำ สารอินทรีย์ (หากในบ่อมีมาก ส่งผลต่อสุขภาพทางอ้อม ให้ปลาอ่อนแอได้) โรคจากปรสิตสามารถควบคุมได้โดยการตัดวงจรชีวิตของปรสิต (รักษาความสะอาด กำจัดตะกอน เศษอาหาร) ควบคู่กับการควบคุมคุณภาพน้ำและการใช้สารเคมี (ขึ้นอยู่กับชนิดและลักษณะการก่อให้เกิดโรคของปรสิต)

         อนึ่ง แม้โรคดังกล่าวจะพบในปลาหลายชนิด และไม่พบในกุ้งก็ตาม แต่เนื่องด้วยสภาพอากาศที่เย็นลง จะทำให้การกินอาหารของกุ้งให้กินอาหารน้อยลง โดยอาหารเหลือจะทำให้ในบ่อเลี้ยงมีปริมาณสารอินทรีย์เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำและการเพิ่มปริมาณของเชื้อจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถส่งผลต่อสุขภาพของกุ้งได้เช่นกัน เมื่อกินอาหารน้อยลง กุ้งอ่อนแอ จึงมีความเสี่ยงที่จะยอมรับเชื้อโรคไม่ว่าจะเป็นแบคทีเรีย (แบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ) หรือไวรัส (ไวรัสตัวแดงดวงขาว) ได้ง่ายการสังเกตอาการสัตว์น้ำป่วยสามารถสังเกตได้จากลักษณะอาการภายนอกและพฤติกรรมของสัตว์น้ำดังนี้

       - อาการผิดปกติของร่างกาย เช่น ผิวหนังมีแผลเลือดออก ผิวหนังมีเมือกมาก จุดแดง จุดขาวตามเหงือก เหงือกเน่าเหงือกดำเป็นต้น

       - พฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ว่ายน้ำช้า หายใจถี่ รวมกลุ่มตามขอบบ่อ ลอยบริเวณผิวน้ำ การกินอาหารลดน้อยลงเป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีวิธีการป้องโรคสัตว์น้ำและมีประสิทธิภาพดีใช้หลักการป้องกันโรคทางชีวภาพที่ดี (Biosecurity) และการจัดการสุขภาพสัตว์น้ำที่ดี(Health Management Practice) เช่น มีการเตรียมบ่อเลี้ยงและน้ำที่ดี ใช้ลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่แข็งแรง ปราศจากการปนเปื้อนของเชื้อโรค จากแหล่งเพาะพันธุ์ที่น่าเชื่อถือ รักษาความสะอาดในบ่อเลี้ยง/สถานที่เลี้ยงสัตว์น้ำอยู่เสมอ ลดความหนาแน่นของสัตว์น้ำ ลดปริมาณอาหารลง 20-30% ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม (ควบคุมอุณหภูมิน้ำที่ 29-30 องศาเซลเซียสและให้คงที่อุณภูมิน้ำเช้า บ่าย ไม่ควรแตกต่างกันมาก)มีระบบการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำด้วยตนเอง หมั่นดูแลสุขภาพสัตว์น้ำและสังเกตพฤติกรรมของสัตว์น้ำที่เลี้ยงอยู่เสมอ เป็นต้น

 

          เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรมีการเตรียมการเฝ้าระวังเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงเป็นการควบคุมโรคสัตว์น้ำ โดยให้ปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้

  1. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับจำหน่ายได้ก่อนช่วงรอยต่อระหว่างฤดูฝนถึงฤดูหนาว หรือฤดูน้ำหลาก
  2. ควรคัดเลือกลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้
  3. ควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมหรือน้อยกว่าปกติ เพื่อลดความสูญเสียจากคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
  4. เลือกใช้อาหารที่มีคุณภาพดี และให้อาหารสัตว์น้ำในปริมาณที่เหมาะสม เสริมสารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของสัตว์น้ำ เช่น โปรไบโอติก วิตามินซี วิตามินรวม เป็นต้น
  5. วางแผนจัดการคุณภาพน้ำที่ดี ให้เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำหากสภาพอากาศปิด มีฝนตก ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างฉับพลัน เกษตรกรสามารถป้องกันการตายของสัตว์น้ำได้ โดยการเปิดเครื่องตีน้ำหรือสูบน้ำในบ่อให้สัมผัสอากาศจะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำได้ ส่วนกรณีที่ฝนตกหนัก ค่าความเป็นกรด-ด่าง (พีเฮช, pH) ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีค่าลดลง ควรโรยปูนขาวหรือปูนมาร์ล เพื่อควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง และเติมเกลือแกง เพื่อลดความเครียดของสัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อนอกจากนี้ ควรควบคุมการใช้น้ำ และรักษาปริมาณน้ำในที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้มีปริมาณพอเหมาะ หรือ มีปริมาณ 2 ใน 3 ส่วนของน้ำที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
  6. ระหว่างเลี้ยง ควรทำความสะอาดพื้นบ่อ กรณีที่เลี้ยงในกระชังให้ทำความสะอาดกระชังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ เศษอาหาร มูลของเสีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปรสิตรวมถึงเชื้อโรคต่างๆ
  7. ปรับปรุงบ่อ, เสริมคันบ่อหรือทำผนังบ่อให้สูงพอกับปริมาณน้ำที่เคยท่วมในปีที่ผ่านๆ มาพร้อมจัดทำร่องระบายน้ำ และขุดลอกตะกอนดินที่จะทำให้ร่องระบายน้ำตื้นเขินออกไป
  8. ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ กรณีมีสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา
    ไม่ควรทิ้งสัตว์น้ำป่วยไว้ในบริเวณบ่อหรือกระชังที่เลี้ยง เพราะจะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้การระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว
  9. กรณีเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง ควรหมั่นตรวจสอบดูแลความคงทนแข็งแรงของกระชังให้มีระยะห่างกันพอสมควร เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนถ่ายเทได้สะดวก
     

          กรณีที่พบสัตว์น้ำมีอาการผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้สัตว์น้ำ อ่อนแอ ป่วยและตาย และให้รีบแก้ไขตามสาเหตุ หากไม่ทราบหรือไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง ให้รีบปรึกษาผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญและผู้มีประสบการณ์ด้านโรคและการจัดด้านสุขภาพสัตว์น้ำ

          หากเกษตรกร พบปัญหาด้านโรคสัตว์น้ำ เกษตรกรสามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัด หรือหน่วยงานอื่น ๆ ของกรมประมงทุกแห่งทั่วประเทศและหากต้องการส่งสัตว์น้ำป่วยเพื่อตรวจวินิจฉัยโรค หรือขอคำแนะนำด้านโรคสัตว์น้ำ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมงหมายเลขโทรศัพท์ 0-2561-3372 หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำสงขลา หมายเลขโทรศัพท์ 0-7433-5244-5

ดาวน์โหลดเอกสาร : หนังสือกรมประมง ที่ กษ 0506.4/ว 1542 ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2564

 

 

 Tags

  •  บทความหน้าหลัก Hits 10 อันดับ (6 เดือน)
  • ยังไม่มีการจัดลำดับบทความรอบ 6 เดือน!
  •  กิจกรรม Hits 10 อันดับ (6 เดือน)
  •  แผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยด้านการเกษตร ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2564/65   387   กรมประมง แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในการเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำช่วงฤดูแล...  252  แผนเตรียมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2565 (ด้านประมง)   190  วันที่ 24 - 25 ก.พ. 65 ตรวจสอบเอกสารหลักฐานในการขอรับการสนับสนุนเงินทดรองราชการฯ...  168  วันที่ 21 - 23 ก.พ. 65 ตรวจสอบเอกสารหลักฐานในการขอรับการสนับสนุนเงินทดรองราชการฯ...  158  !!เตือนเกษตรกรเฝ้าระวัง เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในช่วงฤดูแล้ง   120  ประชุมคณะกรรมการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนาระเบียบกรมประมงว่าด้วยการจ่ายเงินช่วยเหลื...  120  แผนเตรียมรับสถานการณ์ภัยพิบัติ ปี 2565 ด้านประมง   112  แจ้งการอนุมัติโอนงบประมาณฯ เพื่อช่วยเหลือชาวประมงที่เรือประมงประสบภัยธรรมชาติ คร...  102  ขอให้ดำเนินการตามประกาศกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ฉบับที่ 3/2565   95


    สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2565 กลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง

     กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ ชั้น2  อาคารเชิดชาย อมาตยกุล  กรมประมง   เกษตรกลาง  แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพ  10900    dof.disastermc@hotmail.com   0 2558 0218   0 2561 4740