ประวัติกรมประมง 


ประวัติกรมประมง

การบริหารกิจการประมงของประเทศไทย ได้เริ่มจัดระเบียบขึ้นในปีพุทธศักราช 2444 (ร.ศ.120) โดยรัฐบาลมุ่งหวังประโยชน์ 3 ประการคือ 1. การเก็บภาษีอากร 2. ให้มีสัตว์น้ำเพียงพอสำหรับเป็นอาหารของประชาชน และ 3. ให้มีสัตว์น้ำเป็นสินค้าแก่บ้านเมือง แต่ในทางปฏิบัติการบริหารการประมงในช่วงปี พ.ศ. 2444-2464 นั้น มุ่งประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีอากรมากกว่าการเอาใจใส่ในการบำรุงรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำให้มีปริมาณมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ ดังนั้น เมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2464 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ได้มีประกาศกระแสพระบรมราชโองการจัดแบ่งหน้าที่ราชการกระทรวงพระคลังมหาสมบัติกับกระทรวงเกษตราธิการ โดยกำหนดให้กระทรวงพระคลังฯ มีหน้าที่ปกครองที่จับสัตว์น้ำ เก็บเงินอากรในที่จับสัตว์น้ำ และการเก็บค่าอากรน้ำ ส่วนกระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งมีเจ้าพระยาพลเทพ ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดี มีหน้าที่เพาะเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์น้ำ แนะนำฤดูงดจับสัตว์น้ำ กำหนดขนาดตาอวนและขนาดเครื่องมือ ห้ามการใช้เครื่องมือบางอย่าง และห้ามทำอันตรายสัตว์น้ำ เช่น วางยาเบื่อยาเมา ใช้ของระเบิด เป็นต้น ซึ่งเป็นการป้องกันพืชพันธุ์สัตว์น้ำ จึงนับได้ว่าการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำของประเทศไทยได้เริ่มต้นดำเนินการตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

แต่ด้วยสมัยนั้นประเทศไทยยังขาดผู้มีความรู้ในการบำรุงรักษาสัตว์น้ำ ประกอบกับการที่จะบำรุงรักษาพืชพันธุ์สัตว์น้ำให้มีปริมาณมากยิ่งขึ้นนั้น ต้องอาศัยบุคคลที่มีความรู้พิเศษเฉพาะทาง รัฐบาลจึงได้ติดต่อกับอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ให้ช่วยจัดหาผู้ชำนาญการในเรื่องปลามาเป็นที่ปรึกษาและปฏิบัติงาน พระยาเมธาธิบดีผู้ดูแลนักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกาจึงได้ทาบทาม ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท (Dr.Huge M. smith, MD.,LL.D) ผู้เคยเป็นCommissioner of fisheries U.S.A ให้เข้ามาช่วยในเรื่องดังกล่าว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงโปรดเกล้าให้เข้ามารับราชการในฐานะ Adviser in fisheries
to His Siamese Majesty's Government สังกัดกระทรวงเกษตราธิการ เมื่อปี พ.ศ. 2466 โดยจัดสำนักงานให้ตั้งอยู่ที่วังสุริยง (นางเลิ้ง) โดยงานในขั้นแรกคือการสำรวจ ศึกษาพันธุ์สัตว์น้ำจืดและทะเลของประเทศไทยว่ามีมากน้อยเท่าใด เพื่อนำมาประกอบการเพาะพันธุ์ การบำรุงพันธุ์พันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งผลในการสำรวจจะจำแนกในทางชีววิทยา
โดยมีภาพประกอบและจัดรวบรวมไว้เป็นหมวดหมู่ และได้เขียนข้อวิจารณ์ถึงทรัพยากรในน้ำและการประมงของประเทศไทยรวมทั้งผังงานและข้อแนะนำในการบริหาร การสงวน และการพัฒนา ในหนังสือชื่อ A Review of the Aquatic Resources and Fisheries of Siam, with Plans and Recommendation for the Administration, Conservation and Development เสนอต่อกระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งภายหลังได้มีการแปลเป็นภาษาไทย เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่ให้ผู้เกี่ยวข้องได้ศึกษากันอย่างแพร่หลาย

และเมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2469 ได้มีพระบรมราชโองการตั้งกรมรักาสัตว์น้ำขึ้น สังกัดอยู่ในกระทรวงเกษตราธิการโดยกำหนดให้มีหน้าที่ดูแลแนะนำการขยายการจับสัตว์น้ำเพื่อเป็นอาหารและสินค้าภายในภายนอกประเทศ กำหนดเขต และฤดูที่อนุญาตให้จับสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติอากรค่าน้ำ ร.ศ.120 และนับถัดมาอีก 6 วัน ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท เป็นเจ้ากรมรักษาสัตว์น้ำ

ระหว่างที่กระทรวงเกษตราธิการกำลังเริ่มงานบำรุงรักษาสัตว์น้ำเป็นช่วงระยะเวลาที่ต้องการผู้มีความรู้ในวิชาเกี่ยวกับการเพาะพันธุ์และดูแลรักษาสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณที่ สมเด็จพระราชบิดา เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร ทรงมีประสงค์อันแรงกล้าในการที่จะสนับสนุนการพัฒนาการประมงของไทยให้ก้าวหน้า โดยได้ประทานทรัพย์ส่วนพระองค์เป็นทุนให้กระทรวงเกษตราธิการจัดส่งข้าราชการหรือนักเรียนไปศึกษาวิชาเพาะพันธุ์ปลาในต่างประเทศ ปรากฏว่าผู้ได้รับการคัดเลือกจำนวน 2 ท่าน คือ หลวงจุลชีพพิชชาธร และ ศาสตราจารย์บุญ อินทรัมพรรย์ ซึ่งถือเป็นนักเรียนทุนมหิดลชุดแรกที่ได้เดินทางไปสึกษา ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้มีการเปิดสอบชิงทุนเพิ่มอีก 1 ทุน ซึ่งผู้ที่สอบตัดเลือกได้คือ ศาสตราจารย์โชติ สุวัตถิ

ระยะเวลาผ่านไปครบกำหนด 6 ปี ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2471 หลวงจุลชีพพิชชาธรได้สำเร็จการศึกษา จึงเดินทางกลับมาประเทศไทย กระทรวงเกษตราธิการจึงมีคำสั่งบรรจุเข้ารับราชการ ในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้ากรมรักษาสัตว์น้ำเป็นเวลา 2 ปี และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมรักษาสัตว์น้ำ แทน ดร.ฮิว แมคคอร์มิค สมิท ซึ่งขอลาออกจากราชการ แต่ยังคงทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาต่อไป ต่อมาในปี พ.ศ. 2473 ศาสตราจารย์บุญ อินทรัมพรรย์ สำเร็จการศึกษากลับมา ได้มีคำสั่งบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกรมชั้น 2 กรมรักษาสัตว์น้ำ

ในปี พ.ศ. 2475 มีการย้ายกรมรักษาสัตว์น้ำจากวังสุริยง (นางเลิ้ง) ไปตั้งอยู่ภายในอาคารที่เคยเป็นกรมเพาะปลุก บริเวณกระทรวงเกษตราธิการ กระทั่งปี พ.ศ. 2479 จึงได้ย้ายที่ทำการไปอยู่ที่วังพระองค์เจ้าทสสุริวงศ์ หลังอาคารพิพิธภัณฑ์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (กรมโยธาธิการเดิม) ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทการบินไทย หลานหลวงในปัจจุบัน

จากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ได้มีประกาศพระบรมราชโองการ ลงวันที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ให้รวมกระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม เป็นกระทรวงเดียวกัน เรียกว่า “กระทรวงเกษตรพาณิชยการ” และเปลี่ยนเป็นชื่อ “กระทรวงเศรษฐการ” ในปีพ.ศ. 2476เนื่องจากมีพระราชบัญญัติจัดตั้งกระทรวงและกรมขึ้น มีกรมการประมงรวมอยู่ในกระทรวงเศรษฐการด้วย โดยมีหลวงจุลชีพพิชชาธร เป็นอธิบดีกรมการประมง

จวบจนปี พ.ศ. 2496 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2497 โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้เปลี่ยนนามกรมการประมง เป็น “กรมประมง” จนถึงปัจจุบัน