กรมประมง…เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน แนะวางแผนการเลี้ยง หมั่นตรวจคุณภาพน้ำ ช่วยลดความสูญเสียได้

 สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก


กรมประมง…เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน แนะวางแผนการเลี้ยง หมั่นตรวจคุณภาพน้ำ ช่วยลดความสูญเสียได้ 

ข่าวประชาสัมพันธ์


กรมประมง…เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน แนะวางแผนการเลี้ยง หมั่นตรวจคุณภาพน้ำ ช่วยลดความสูญเสียได้

     ดร. ถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยว่า ด้วยขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยเริ่มมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสเกิดฝนตกเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

     เกือบทุกพื้นที่ จึงอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง กรมประมงจึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เฝ้าระวัง และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

1. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับสัตว์น้ำได้ก่อน

ฤดูน้ำหลาก โดยเลือกซื้อลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่แข็งแรงและทนต่อโรคจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยง

ในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมหรือน้อยกว่าปกติ และควรทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อช่วยลดปริมาณสัตว์น้ำที่อาจสูญเสียได้

2. ปรับปรุงและเสริมคันบ่อ ขุดร่องระบายน้ำและลอกตะกอนดิน เพื่อให้น้ำไหลเข้าออกอย่างสะดวก พร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแรงของกระชังอยู่เสมอ และจัดวางกระชังให้มีระยะห่างกัน เพื่อให้น้ำหมุนเวียนถ่ายเทได้สะดวก

3. เลือกใช้อาหารคุณภาพดี มีเลขทะเบียนรับรอง และให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม เสริมสารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เช่น โปรไบโอติก วิตามินซี วิตามินรวม แร่ธาตุ เป็นต้น

4. วางแผนจัดการคุณภาพน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควบคุมปริมาณและคุณภาพน้ำให้เหมาะสม

ได้แก่ การรักษาปริมาณน้ำให้พอเหมาะ หรือปริมาณ 2 ใน 3 ส่วนของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ หากสภาพอากาศปิด มีฝนตก ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างฉับพลัน เกษตรกรควรเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยการเปิดเครื่องตีน้ำหรือใช้เครื่องสูบน้ำในบ่อพ่นให้สัมผัสอากาศ

    ส่วนกรณีที่ฝนตกหนัก ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีค่าลดลง ควรโรยปูนขาวหรือ

ปูนมาร์ล เพื่อควบคุมค่า pH และเติมเกลือแกงเพื่อลดความเครียดของสัตว์น้ำในอัตราที่เหมาะสม

5. ระหว่างเลี้ยงควรทำสะอาดพื้นบ่อหรือกระชังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ เศษอาหาร มูลของเสีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปรสิต รวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ

6. หมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ กรณีมีสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา ไม่ควรทิ้งซากสัตว์น้ำที่ป่วยบริเวณบ่อหรือกระชังที่เลี้ยง เนื่องจากจะเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรค

ทั้งนี้ ในพื้นที่ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องอาจทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ส่งผลให้สัตว์น้ำ

ทั้งในบ่อดินและกระชังปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดโรคหรือตายอย่างฉับพลันได้ เกษตรกรควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของสัตว์น้ำ เช่น การกินอาหาร การว่ายน้ำ ลักษณะอาการภายนอก หากพบความผิดปกติให้รีบหาสาเหตุและแก้ไข หากไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง ให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านโรคและด้านการจัดการคุณภาพสัตว์น้ำ ซึ่งสิ่งที่เกษตรกรควรเฝ้าระวังในช่วงฤดูฝน คือ

      1. โรคที่เกิดจากปรสิตในปลา เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส เห็บปลา สังเกตุได้จากปลาจะมีอาการซึม ผอม

ไม่ค่อยกินอาหาร ว่ายน้ำผิดปกติ ขับเมือกออกมามาก มีแผลเลือดออกที่ลำตัว เกษตรกรสามารถกำจัดปรสิตภายนอกได้โดยการใช้ฟอร์มาลีนในปริมาณ 25 - 50 มิลลิลิตร (ซีซี) ต่อน้ำ 1 ตัน (1,000 ลิตร) หรือใช้ด่างทับทิม 1 - 2 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน (1,000 ลิตร) แช่ทิ้งไว้นาน 1 วัน จากนั้นให้ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่ผสมฟอร์มาลีน หรือด่างทับทิมโดยทำซ้ำอีก 2 - 3 ครั้ง

      2. โรคที่เกิดจากแบคทีเรียในปลา เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อแอโรโมแนสในปลานิล เป็นต้น สังเกตุได้โดยปลาจะมีแผลตกเลือดตามลำตัวและครีบ ท้องบวม ควรนำปลามาตรวจวินิจฉัยชนิดของแบคทีเรียและทดสอบความ

ไวต่อยาต้านจุลชีพต่อแบคทีเรียที่จะใช้ในการรักษา

       3. โรคไวรัสในปลา เช่น โรค TiLV เป็นต้น สังเกตุได้จากปลามีการจะว่ายน้ำผิดปกติ มีแผลที่ลำตัว อัตราการตายสูง ทั้งนี้ ไม่มีการรักษาโรคไวรัสชนิดนี้ แต่ป้องกันได้โดยให้ควบคุมคุณภาพน้ำและการให้อาหารที่เหมาะสม

       4. คุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เช่น อุณหภูมิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ตะกอนในน้ำมากขึ้น หรือตะกอนแขวนลอยในน้ำสูง ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนของเหงือกลดลง ปลาจะมีพฤติกรรมลอยหัว เปิด - ปิดกระพุ้งแก้มเร็ว

       นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝน เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมักประสบปัญหาความเค็มและอุณหภูมิของน้ำที่แปรปรวน

       อาจทำให้เกิดโรคในกุ้ง เช่น ตัวแดงดวงขาว ทอร่า และโรคอื่น ๆ โดยปัญหาที่มักเกิดกับผู้เลี้ยงกุ้ง คือ 1. กุ้งกินอาหารน้อยลง มีผลกับการเจริญเติบโตของกุ้ง และหากอาหารเหลือตกค้างที่บ่อ จะทำให้ปริมาณออกซิเจนในบ่อลดลง เกิดปัญหาต่อสุขภาพกุ้งได้ 2. แพลงก์ตอนบางส่วนตายเนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในบ่อ ทำให้น้ำเกิดตะกอนขุ่น ส่งผลให้เกิดการอุดตันในเหงือกกุ้ง ทำให้เหงือกกุ้งมีสีเข้มขึ้นและติดเชื้อแบคทีเรีย สังเกตได้จากกุ้งมีพฤติกรรมว่ายเกาะตามขอบบ่อ 3. ในกรณีที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้น้ำมีอุณหภูมิต่ำ ภูมิคุ้มกันของกุ้งจะลดลง มักพบกุ้งป่วยเป็นโรคไวรัสตัวแดงดวงขาวระบาดอย่างรุนแรง

      รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า แนะนำให้เกษตรกรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศ

จากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากประสบปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถขอรับคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงอำเภอ/จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด/ชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด/ทะเล ทุกแห่งทั่วประเทศ และกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2561 5412 เว็บไซต์ https://www4.fisheries.go.th/.../index.../main/personel/1272 หรือ Line ID : 443kvkee

 Tags

  •  บทความหน้าหลัก Hits 10 อันดับ (6 เดือน)
  • ยังไม่มีการจัดลำดับบทความรอบ 6 เดือน!
  •  กิจกรรม Hits 10 อันดับ (6 เดือน)
  •  พิธีรับมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2565 รางวัลบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวั...  307   “พิษปลาปักเป้า” หากบริโภคเสี่ยงอันตรายถึงตายได้   168  กลุ่มแม่บ้านมุสลิม จังหวัดสุราษฎร์ธานี ศึกษาดูงานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านวังดอกไม้...  144  ของดีต้องบอกต่อ อร่อย จริงไหม ต้องลอง !!!ร้านผู้ใหญ่แต๋ว ปลาส้ม ปลาร้า ปลาแดดเดี...  114  เกษตรกรบ้านนาด้านประมง ว้าว !! สมุนไพร(ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้) ใช้ในการรักษาโ...  111  กำหนดห้วงเวลาให้ผู้ประสงค์ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่จับสัตว์น้ำซึ่งเป็นสาธารณส...  83  วันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2565   77  นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง พร้อมคณะ ลงพื้นที่เข้าติดตาม พร้อมให้คำแ...  65  ราคากุ้งขาวแวนนาไม ณ ปากบ่อ ประจำเดือนธันวาคม 2565   63  โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน (ขยายผล) ประจำปีงบประมาณ 2565    54


    สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2566 สำนักงานประมงจังหวัดนครนายก

     ศาลากลางจังหวัดนครนายก ชั้น 5 ถนนสุวรรณศร ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก 26000 สแกน QR Code เพื่อให้ Google Map นำทางไปได้ง่ายๆ หรือ กดตรงนี้ การเดินทางมายังสำนักงานประมงจังหวัดนครนายก (กรณีรถโดยสารสาธารณะ) 1.รถตู้สาย 58-967 กรุงเทพฯ-นครนายก-เขื่อนขุนด่าน จากอนุสาวรีย์ชัยฯ 6.00-18.00 น. / จากฟิวเจอร์ฯ 6.00-20.00 น.จากเขื่อนขุนด่าน 6.00-17.30 น. / จากนครนายก 4.30-17.30 น. (รถออกทุก 20 นาที) 2.บริษัท ขนส่ง จำกัด บริการรถโดยสารประจำทางทั้งรถธรรมดาและรถปรับอากาศ ออกจากสถานีขนส่งหมอชิต 2 ถนนกำแพงเพชร 2 ทุกวันวันละหลายเที่ยว มีเส้นทาง คือกรุงเทพฯ – หินกอง – นครนายกกรุงเทพฯ – รังสิต – องครักษ์ – นครนายกกรุงเทพฯ – นครนายก – อรัญประเทศกรุงเทพฯ – องครักษ์ – โรงเรียนนายร้อย จปร. โดยต้องต่อรถเข้าเมืองอีก 7 กิโลเมตร 3.รถตู้ สายกรุงเทพฯ – นครนายก มีจุดขึ้นรถได้แก่จากกรุงเทพ ขึ้นรถที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ บริเวณใต้ทางด่วน ฝั่งแฟชั่นมอลล์ รถออกทุก 40 นาทีจากนครนายก ขึ้นรถที่ รพ.นครนายก และบริเวณสี่แยกไฟแดงนครนายก รถออกทุก 40 นาที การเดินทางมายังสำนักงานประมงจังหวัดนครนายก (กรณีรถยนต์ส่วนบุคคล) 1.ตามทางหลวงหมายเลข 305 เลียบคลองรังสิต ผ่านอำเภอองครักษ์ ระยะทางประมาณ 107 กิโลเมตร 2.ไปตามทางหลวงหมายเลข 1 เลี้ยวขวาที่แยกหินกอง ไปตามถนนสุวรรณศรเส้นทางหลวงหมายเลข 33 จนถึงจังหวัดนครนายก ระยะทางประมาณ 137 กิโลเมตร เบอร์โทรศัพท์ 088-278-6208    fpo-nakhonnayok@dof.in.th   037-311024   037-311024   แฟนเพจ