บทความสำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร

ประกาศจังหวัดพิจิตร

รายชื่อผู้สมัครเข้ารับการประเมินสมรรถนะ ส่วนที่ 1 สอบข้อเขียน

เพื่อเป็นพนักงานราชการเฉพาะกิจ ตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน (คลิกดูรายชื่อ)

กรมประมง เปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการเฉพาะกิจ

ตำแหน่งเปิดรับสมัคร

ตำแหน่ง : เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน (สำนักงานประมงจังหวัด) 

เงินเดือน : 18,000 บาท 

จำนวน : 406 ตำแหน่ง 

ระดับการศึกษา : ผู้สมัครต้องเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทุกสาขา 

สมัครทางเว็บไซต์ : https://opsmoac.thaijobjob.com/ 

วันที่เปิดรับสมัคร : วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2564 ถึง วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ.2564

ประกาศกรมประมง เรื่อง รับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการเฉพาะกิจ

              วันที่ 22 มิถุนายน 2564 จังหวัดพิจิตร โดยสำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร  ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพิจิตร อำเภอสามง่าม อำเภอวชิรบารมี เทศบาลตำบลเนินปอ องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านนา และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหลุม ได้ร่วมกันจัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 43 พรรษา  3 มิถุนายน 2564 ณ บึงพนมบอบ หมู่ที่ 7 ตำบลเนินปอ อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร  โดยมีนายรังสรรค์ ตันเจริญ  ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร และนายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร ประมงจังหวัดพิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพิจิตร หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำชุมชน และประชาชน  ร่วมปล่อยสัตว์น้ำเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติ  และถวายเป็นพระราชกุศล  รวมทั้งเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรประมงและเพิ่มพูนปริมาณสัตว์น้ำ ในแหล่งน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น การจัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำรวมจำนวน 3 แห่ง แห่งแรกคือที่บึงพนมบอบ หมู่ 7 ต.เนินปอ อ.สามง่าม , แห่งที่ 2 วัดหนองสะเดา หมู่ 4 ต.บ้านนา อ.วชิรบารมี , แห่งที่ 3 หนองสกัด หมู่ 8 ต.หนองหลุม อ.วชิรบารมี จ.พิจิตร สำหรับพันธุ์ปลาที่ปล่อยในแหล่งน้ำวันนี้ทั้ง 3 แห่ง รวมจำนวน 600,000 ตัว และแหล่งน้ำอื่นๆของจังหวัดพิจิตรจำนวน 200,000 ตัว รวมทั้งสิ้นจำนวน 800,000 ตัว ได้รับการสนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำจากศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพิจิตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดสุโขทัย และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดกำแพงเพชร ประกอบด้วยพันธุ์ปลาตะเพียนขาว ปลานวลจันทร์ และปลายี่สก 

ประกาศกรมประมง   

เรื่อง ข้อกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงจระเข้ซึ่งเป็นกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมภายในเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามมาตรา 77 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ต้องแจ้ง
การประกอบกิจการ พ.ศ. 2563
(รายละเอียดประกาศ)

ผู้ทำการเพาะเลี้ยงจระเข้ ในเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร ก่อนประกาศกรมประมง

ต้องแจ้งการประกอบกิจการ ภายในวันที่ 19 พฤษภาคม  -17 กรกฎาคม 2564)

เอกสารที่ใช้ประกอบการยื่น   ณ สำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร

แบบแจ้งการประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทกิจการการเพาะเลี้ยงจระเข้ (จสค.1)

(1) กรณีบุคคลธรรมดา

(ก) แสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกอบกิจการ

(ข) กรณีเป็นผู้ประกอบกิจการก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้แสดงหลักฐานการได้มาซึ่งจระเข้

ที่ประสงค์จะประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงจระเข้ เช่น ใบอนุญาตนำเข้า หนังสือกำกับการซื้อขายจระเข้ (ถ้ามี)

(ค) กรณีมอบอำนาจ ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจจากผู้ประกอบกิจการ ให้เป็นผู้ยื่นแจ้ง

การประกอบกิจการและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ประกอบกิจการที่รับรองสำเนาโดยผู้ประกอบกิจการพร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ

(2) กรณีนิติบุคคล

(ก) แสดงหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคลของผู้ประกอบกิจการ

(ข) แสดงบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล

(ค) กรณีเป็นผู้ประกอบกิจการก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้แสดงหลักฐานการได้มาซึ่ง

จระเข้ที่ประสงค์จะประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงจระเข้ เช่น ใบอนุญาตนำเข้า หนังสือกำกับการซื้อขาย

จระเข้ (ถ้ามี)

(ง) กรณีมอบอำนาจ ต้องแนบหนังสือมอบอำนาจจากผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล

ให้เป็นผู้ยื่นแจ้งการประกอบกิจการและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน

นิติบุคคล ที่รับรองสำเนาโดยผู้มีอำนาจลงนามผูกพันนิติบุคคล พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชน

ของผู้รับมอบอำนาจ

กรมประมงเตือน...!! เกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน

             นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ด้วยขณะนี้ สภาพอากาศของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน โดยในหลายพื้นที่เริ่มมีฝนตกชุกอย่างต่อเนื่องทำให้สภาวะอากาศ อุณหภูมิและออกซิเจนในน้ำมีการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน ส่งผลให้สัตว์น้ำทั้งที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติและที่เกษตรกรเลี้ยงไว้ในบ่อหรือในกระชังอาจจะปรับตัวไม่ทัน เกิดความเครียด อ่อนแอ เสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ง่าย และอาจตายได้อย่างฉับพลัน ทั้งนี้ กรมประมงได้มีการจัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยด้านประมง ประจำปี 2564 เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้กับเกษตรกร
ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไว้ 3 ระยะ คือ 1.การดำเนินการก่อนการเกิดภัย 2.การดำเนินการขณะเกิดภัย และ 3. การดำเนินการหลังการเกิดภัย

                  กรมประมง  จึงขอให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเตรียมการเฝ้าระวัง ป้องกัน และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้

1. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับได้ก่อนฤดูน้ำหลาก

2. ทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อเป็นการลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อ เพื่อลดความสูญเสียให้มากที่สุด

3. ปรับปรุงคันบ่อและเสริมคันบ่อให้สูงพอกับปริมาณน้ำที่เคยท่วมในปีที่ผ่าน ๆ มา

4. จัดทำร่องระบายน้ำ และขุดลอกตะกอนดินที่จะทำร่องระบายน้ำตื้นเขินออกไปเพื่อให้น้ำไหลเข้าออกได้อย่างสะดวก

5. ควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำในที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้มีปริมาณพอเหมาะหรือ มีปริมาณ 2 ใน 3 ส่วนของน้ำที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

6. จัดเตรียมปูนขาวไว้สำหรับพื้นที่ดินกรด ดินเปรี้ยว เพื่อปรับสภาพน้ำในบ่อหลังน้ำท่วมประมาณ 5060 กิโลกรัมต่อไร่

7. จัดเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น อวน เครื่องสูบน้ำ เครื่องเพิ่มออกซิเจน ยาปฏิชีวนะ สารเคมี ไว้ให้พร้อม

8. ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ หากพบสิ่งผิดปกติให้รีบหาสาเหตุพร้อมดำเนินการแก้ไขทันที

9. กรณีการเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง ควรหมั่นตรวจสอบดูแลความคงทนแข็งแรงของกระชังอยู่เสมอและควรจัดวางกระชังให้มีระยะห่างกันพอสมควร เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนถ่ายเทสะดวก

                   อธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโรคสัตว์น้ำที่พบได้บ่อยในช่วงฤดูฝน และเกษตรกรควรเฝ้าระวัง สำหรับโรคที่เกิดในปลา และโรคที่เกิดในกุ้ง ได้แก่

1. โรคที่เกิดจากปรสิต ที่พบได้ในปลา เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส และหมัดปลา ซึ่งจะทำให้ปลามีอาการผิดปกติ เช่น ซึม ว่ายน้ำทุรนทุราย ลอยตัวที่ผิวน้ำ กระพุ้งแก้มเปิดปิดเร็วกว่าปกติ กินอาหารน้อยลง ผอม ขับเมือกออกมามาก มีแผลเลือดออกที่ลำตัว เป็นต้น ซึ่งสามารถกำจัดปรสิตในปลาได้ โดยใช้ฟอร์มาลีน 2550 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ตัน แช่ตลอด เปลี่ยนถ่ายน้ำและทำซ้ำ 23 ครั้ง หรือใช้ด่างทับทิม 12 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน

2. โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ได้แก่ โรคแผลตามลำตัว โรคตัวด่าง พบได้ในปลาและเกิดจากแบคทีเรียกลุ่ม แอโรโมแนส, วิบริโอ, เอ็ดเวิร์ดเซลลาร์ , ฟลาโวแบคทีเรียม เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ปลามีอาการ ซึม มีแผลที่ลำตัว ไม่กินอาหาร ตกเลือดที่ลำตัวและครีบ ตัวด่างขาวที่ลำตัว สีซีดหรือเข้มผิดปกติ และทยอยตาย ถ้าปลาขนาดเล็กอาจมีอัตราการตายสูงมาก หากพบปลามีอาการดังกล่าว ควรนำมาตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อตรวจสอบหาชนิดของแบคทีเรีย และผลการทดสอบความไวต่อยาต้านจุลชีพที่จะให้ ให้เหมาะสมกับชนิดของแบคทีเรียก่อนการนำยาไปใช้เพื่อยับยั้งการเกิดโรค

3. โรคไวรัส เช่น โรค ทีไอแอลวี พบเกิดขึ้นในปลาจากเชื้อไวรัสชื่อ ทิลาเบียเลคไวรัส (ทีไอแอลวี) จะทำให้ปลามีอาการผิดปกติ เช่น สีตัวเข้มหรือซีดผิดปกติ ว่ายน้ำผิดปกติ มีแผลที่ลำตัว และมีอัตราการตายสูง เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีไวรัสอีกหลายชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคในกุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม โดยสัตว์น้ำที่ได้รับเชื้อไวรัสจะมีอาการแตกต่างกันออกไปตามชนิดของเชื้อ แต่อาการโดยรวม คือไม่กินอาหาร อัตราการตายสูง การป่วยด้วยเชื้อไวรัสในปัจจุบันยังไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและสารเคมี เกษตรกรจึงควรป้องกันและให้ความสำคัญในการบริหารจัดการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีและมีความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อลดอัตราความเสี่ยงและช่องทางในการรับเชื้อ

4. โรคน๊อคน้ำ ส่วนใหญ่พบเกิดขึ้นในปลา เนื่องจากคุณภาพของน้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เช่น อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว ออกซิเจนต่ำ ความเป็นกรด ด่าง ต่ำ เกิดจากฝนตกชะล้างความเป็นกรดจากดินสู่น้ำ และความขุ่นในน้ำมากขึ้นหรือมีตะกอนแขวนลอยในน้ำสูง เป็นต้น ทำให้ปลามีอาการลอยหัว เปิด - ปิด กระพุ้งแก้มเร็ว เนื่องจากภาวะออกซิเจนหรือตะกอนในน้ำไปทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนของเหงือกลดลง จึงทำให้ปลาตายอย่างกะทันหัน โรคนี้ไม่มีทางรักษาแต่เกษตรกรสามารถเฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายได้

                   โดยสำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร ขอประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่จังหวัดพิจิตร ควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรคสัตว์น้ำที่พบ สามารถขอคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร สำนักงานประมงอำเภอในท้องที่ หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดพิจิตร

เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้าจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน

และกำหนดเครื่องมือ วิธีการท้าการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมง พ.ศ. 2564 (คลิก

****************************

               ฤดูปลามีไข่ในน่านน้ำจืด จังหวัดพิจิตร  ตามประกาศกรมประมง ลงวันที่  30 เมษายน 2564  เรื่อง กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้าจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนและกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมง พ.ศ. 2564 โดยกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อนและกำหนดเครื่องมือ วิธีทำการประมง อธิบดีกรมประมงเห็นสมควรกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน และกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมงให้สอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน เพื่อบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติ รักษาทรัพยากรสัตว์น้ำและระบบนิเวศไว้อย่างยั่งยืนตามหลักการป้องกันล่วงหน้า

โดยในเขตพื้นที่จังหวัดพิจิตร ภายในระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2564 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2564 และตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม 2565 ถึงวันที่ 15 สิงหาคม 2565 ห้ามมิให้ผู้ใดทำการประมงในพื้นที่จังหวัดพิจิตร

โดยมีวิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมง มีดังต่อไปนี้

(1) การทำการประมงโดยใช้เบ็ดทุกชนิด ยกเว้น เบ็ดราว เบ็ดพวงที่ทำการประมงโดยวิธีการกระชาก

(2) การทำการประมงโดยใช้ตะแกรง สวิง ช้อน ยอ หรือชนาง ซึ่งมีขนาดปากกว้างไม่เกิน

     2 เมตร และไม่ทำการประมงด้วยวิธีประดาตั้งแต่สามเครื่องมือขึ้นไป

(3) การทำการประมงโดยใช้สุ่ม ฉมวก ส้อม

(4) การทำการประมงโดยใช้ไซ ตุ้ม อีจู้ ลัน

(5) การทำการประมงโดยใช้แหที่ มีความลึกไม่เกิน 6 ศอก (3 เมตร)

(ฟังรายละเอียด)ประกาศ/คำสั่ง มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19  ของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอุดรธานี - สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 9  (อุดรธานี)

สัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกปลาตะพัด หรืออโรวาน่า  ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scleropages formosus)

การครอบครองต้องปฏิบัติดังนี้

1.นำสำเนาเอกสารหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองมาประกอบแจ้งครอบครอง  (รายละเอียด)

2. ยื่นแบบคำขอรับใบอนุญาตให้มีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ สป14.(รายละเอียด)

3. ใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป 15) ฉบับละ ๕๐ บาท ใบอนุญาตมีอายุไม่ เกิน 3 ปี นับแต่ วันออก ใบอนุญาต บทกำหนดโทษ ผู้ไม่แจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่ เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

สัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกปลาตะพัด หรืออโรวาน่า  ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scleropages formosus)

การครอบครองต้องปฏิบัติดังนี้

1.นำสำเนาเอกสารหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองมาประกอบแจ้งครอบครอง  (รายละเอียด)

2. ยื่นแบบคำขอรับใบอนุญาตให้มีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ สป14.(รายละเอียด)

3. ใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป 15) ฉบับละ ๕๐ บาท ใบอนุญาตมีอายุไม่ เกิน 3 ปี นับแต่ วันออก ใบอนุญาต บทกำหนดโทษ ผู้ไม่แจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่ เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

สัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกปลาตะพัด หรืออโรวาน่า  ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scleropages formosus)

การครอบครองต้องปฏิบัติดังนี้

1.นำสำเนาเอกสารหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองมาประกอบแจ้งครอบครอง  (รายละเอียด)

2. ยื่นแบบคำขอรับใบอนุญาตให้มีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ สป14.(รายละเอียด)

3. ใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป 15) ฉบับละ ๕๐ บาท ใบอนุญาตมีอายุไม่ เกิน 3 ปี นับแต่ วันออก ใบอนุญาต บทกำหนดโทษ ผู้ไม่แจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่ เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

สัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกปลาตะพัด หรืออโรวาน่า  ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scleropages formosus)

การครอบครองต้องปฏิบัติดังนี้

1.นำสำเนาเอกสารหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองมาประกอบแจ้งครอบครอง  (รายละเอียด)

2. ยื่นแบบคำขอรับใบอนุญาตให้มีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ สป14.(รายละเอียด)

3. ใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป 15) ฉบับละ ๕๐ บาท ใบอนุญาตมีอายุไม่ เกิน 3 ปี นับแต่ วันออก ใบอนุญาต บทกำหนดโทษ ผู้ไม่แจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่ เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

สัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกปลาตะพัด หรืออโรวาน่า  ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scleropages formosus)

การครอบครองต้องปฏิบัติดังนี้

1.นำสำเนาเอกสารหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองมาประกอบแจ้งครอบครอง  (รายละเอียด)

2. ยื่นแบบคำขอรับใบอนุญาตให้มีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ สป14.(รายละเอียด)

3. ใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป 15) ฉบับละ ๕๐ บาท ใบอนุญาตมีอายุไม่ เกิน 3 ปี นับแต่ วันออก ใบอนุญาต บทกำหนดโทษ ผู้ไม่แจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่ เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

สัตว์ป่าคุ้มครอง จำพวกปลาตะพัด หรืออโรวาน่า  ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scleropages formosus)

การครอบครองต้องปฏิบัติดังนี้

1.นำสำเนาเอกสารหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครองมาประกอบแจ้งครอบครอง  (รายละเอียด)

2. ยื่นแบบคำขอรับใบอนุญาตให้มีไว้ครอบครองซึ่งสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ สป14.(รายละเอียด)

3. ใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ หรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป 15) ฉบับละ ๕๐ บาท ใบอนุญาตมีอายุไม่ เกิน 3 ปี นับแต่ วันออก ใบอนุญาต บทกำหนดโทษ ผู้ไม่แจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครอง ต้องระวางโทษจําคุกไม่ เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ

บทความประชาสัมพันธ์การเตรียมรับสถานการณ์(ก่อนเกิดภัย)

สำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร

เรื่อง  การป้องกันสัตว์น้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 (ด้านประมง)

-------------------------

ด้วยกรมอุตุนิยามวิทยาได้คาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทย ปี 2563 คาดว่าปริมาณฝนรวมของประเทศไทยในช่วงฤดูฝนจะต่ำว่าปกติประมาณร้อยละ 5 (ปีที่แล้วช่วงฤดูฝนน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 11 ส่วนประมาณรวมทั้งปีน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 15) โดยบริเวณประเทศไทยตอนบนปริมาณน้ำฝนรวมจะต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อยในช่วงเดือนตุลาคม ส่วนบริเวณภาคใต้ปริมาณฝนสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อยในช่วงเดือนสิงหาคมและตุลาคม อนึ่ง สำหรับครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม มักจะเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง โดยฝนจะลดลงและก่อให้เกิดความขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรในบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน ส่วนในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน ซึ่งเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกหนาแน่นที่สุด และมีโอกาสสูงที่จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบน ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงจึงได้จัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยด้านการเกษตรภัยแล้งปี 2563/64 (ด้านประมง) ดังนี้

กรณีสัตว์น้ำในบ่อดิน

  1. ควรปรับลดขนาดการผลิตหรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำการตากบ่อและตกแต่งบ่อเลี้ยงในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมเลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไป
  2. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล
  3. ทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อ
  4. หากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำควรเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้
  5. ควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้ำน้อยที่สุด ป้องกันการั่วซึมหรือจัดร่มเงาให้กับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
  6. จัดเตรียมหาแหล่งน้ำสำรองเพิ่มเติม
  7. ควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในปริมาณหนาแน่นน้อยกว่าปกติ และควรปล่อยสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง
  8. ควรเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดีและให้ในปริมาณที่เหมาะสม
  9. ลดปริมาณอาหารสัตว์น้ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาหารสดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย
  10. ต้องเพิ่มความสนใจ สังเกตอาการต่างๆ ของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติจะได้แก้ไขและรักษาได้ทันท่วงที
  11. งดเว้นการขนถ่ายสัตว์น้ำ ถ้าจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากเนื่องจากจะมีผลกระทบกับการกินอาหารและการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำโดยตรง
  12. ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขทันทีในขณะเดียวกันและแจ้งผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใกล้เคียงทราบ เพื่อที่จะได้หามาตรการป้องกันการแพร่กระจายของโรค  กรณีที่สัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา ไม่ควรทิ้งสัตว์น้ำป่วยในบริเวณบ่อที่เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้การระบาดของโรคเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

 

กรณีที่เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง

  1. ควรปรับลดขนาดการผลิตหรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำความสะอาดและซ่อมแซมกระชังในฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมเลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไป
  2. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล
  3. ทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในกระชัง
  4. หากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำควรเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้
  5. ควรเลือกแหล่งน้ำที่ตั้งกระชังที่มีความลึกพียงพอ เมื่อตั้งกระชังแล้วพื้นกระชังควรสูงจากพื้นน้ำ ไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนถ่ายเทได้สะดวก
  6. ควรจัดวางกระชังให้เหมาะสม ไม่ชิดกันจนหนาแน่นมากเกินไป เพราะจะไปขัดขวางการไหลของกระแสน้ำ
  7. ควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในปริมาณหนาแน่นน้อยกว่าปกติ และควรปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง ก่อนปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในกระชัง ควรปรับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะคุณสมบัติของน้ำในภาชนะลำเลียงสัตว์น้ำ ควรมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันกับน้ำที่ต้องการปล่อยสัตว์น้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง เป็นต้น
  8. ควรเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดี และให้ในปริมาณที่เหมาะสม
  9. ลดปริมาณอาหารสัตว์น้ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาหารสดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย
  10. ต้องเพิ่มความสนใจ สังเกตอาการต่างๆ ของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติจะได้แก้ไขและให้การรักษาได้ทันท่วงที
  11. ควรทำความสะอาดกระชังสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดตะกอนและเศษอาหาร ซึ่งเป็นการตัดวงจรชีวิตปรสิตและเชื้อโรค นอกจากนี้ช่วยให้กระแสน้ำไหลผ่านกระชังได้ดี มีผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพสัตว์น้ำ
  12. ควรงดเว้นการขนถ่ายสัตว์น้ำ ถ้าจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากเนื่องจากจะมีผลกระทบกับการกินอาหารและการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำโดยตรง
  13. ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขทันทีในขณะเดียวกันและแจ้งผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงทราบ เพื่อที่จะได้หามาตรการป้องกันการแพร่กระจายของโรค  เมื่อสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา ไม่ควรทิ้งสัตว์น้ำป่วยในบริเวณแม่น้ำที่เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้การระบาดของโรคเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

อนึ่ง หากเกษตรกรประมงมีปัญหาในการปฏิบัติตามคำแนะนำ ขอให้เข้ารับการชี้แจงเพิ่มเติมจากสำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร โทร 056-611126 และสำนักงานประมงอำเภอทุกแห่ง

                                                                           ด้วยความปรารถนาดีจาก

                                                                               สำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร

 

บทความประชาสัมพันธ์การเตรียมรับสถานการณ์(ก่อนเกิดภัย)

สำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร

เรื่อง  การป้องกันสัตว์น้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 2563/64 (ด้านประมง)

-------------------------

ด้วยกรมอุตุนิยามวิทยาได้คาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทย ปี 2563 คาดว่าปริมาณฝนรวมของประเทศไทยในช่วงฤดูฝนจะต่ำว่าปกติประมาณร้อยละ 5 (ปีที่แล้วช่วงฤดูฝนน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 11 ส่วนประมาณรวมทั้งปีน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 15) โดยบริเวณประเทศไทยตอนบนปริมาณน้ำฝนรวมจะต่ำกว่าค่าปกติเล็กน้อยในช่วงเดือนตุลาคม ส่วนบริเวณภาคใต้ปริมาณฝนสูงกว่าค่าปกติเล็กน้อยในช่วงเดือนสิงหาคมและตุลาคม อนึ่ง สำหรับครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม มักจะเกิดสภาวะฝนทิ้งช่วง โดยฝนจะลดลงและก่อให้เกิดความขาดแคลนน้ำด้านการเกษตรในบางแห่ง โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากนอกเขตชลประทาน ส่วนในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน ซึ่งเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกหนาแน่นที่สุด และมีโอกาสสูงที่จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบน ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นต่อเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กรมประมงจึงได้จัดทำแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยด้านการเกษตรภัยแล้งปี 2563/64 (ด้านประมง) ดังนี้

กรณีสัตว์น้ำในบ่อดิน

  1. ควรปรับลดขนาดการผลิตหรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำการตากบ่อและตกแต่งบ่อเลี้ยงในช่วงฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมเลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไป
  2. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล
  3. ทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในบ่อ
  4. หากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำควรเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้
  5. ควบคุมการใช้น้ำและรักษาปริมาณน้ำที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้มีการสูญเสียน้ำน้อยที่สุด ป้องกันการั่วซึมหรือจัดร่มเงาให้กับบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
  6. จัดเตรียมหาแหล่งน้ำสำรองเพิ่มเติม
  7. ควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในปริมาณหนาแน่นน้อยกว่าปกติ และควรปล่อยสัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง
  8. ควรเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดีและให้ในปริมาณที่เหมาะสม
  9. ลดปริมาณอาหารสัตว์น้ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาหารสดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย
  10. ต้องเพิ่มความสนใจ สังเกตอาการต่างๆ ของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติจะได้แก้ไขและรักษาได้ทันท่วงที
  11. งดเว้นการขนถ่ายสัตว์น้ำ ถ้าจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากเนื่องจากจะมีผลกระทบกับการกินอาหารและการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำโดยตรง
  12. ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขทันทีในขณะเดียวกันและแจ้งผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใกล้เคียงทราบ เพื่อที่จะได้หามาตรการป้องกันการแพร่กระจายของโรค  กรณีที่สัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา ไม่ควรทิ้งสัตว์น้ำป่วยในบริเวณบ่อที่เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้การระบาดของโรคเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

 

กรณีที่เลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง

  1. ควรปรับลดขนาดการผลิตหรืองดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยทำความสะอาดและซ่อมแซมกระชังในฤดูแล้งแทน เพื่อเตรียมเลี้ยงสัตว์น้ำในรอบต่อไป
  2. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล
  3. ทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นมาจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อลดปริมาณสัตว์น้ำภายในกระชัง
  4. หากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำควรเลือกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้
  5. ควรเลือกแหล่งน้ำที่ตั้งกระชังที่มีความลึกพียงพอ เมื่อตั้งกระชังแล้วพื้นกระชังควรสูงจากพื้นน้ำ ไม่น้อยกว่า 50 เซนติเมตร เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนถ่ายเทได้สะดวก
  6. ควรจัดวางกระชังให้เหมาะสม ไม่ชิดกันจนหนาแน่นมากเกินไป เพราะจะไปขัดขวางการไหลของกระแสน้ำ
  7. ควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในปริมาณหนาแน่นน้อยกว่าปกติ และควรปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำที่มีขนาดใหญ่เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงให้น้อยลง ก่อนปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในกระชัง ควรปรับสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะคุณสมบัติของน้ำในภาชนะลำเลียงสัตว์น้ำ ควรมีคุณสมบัติใกล้เคียงกันกับน้ำที่ต้องการปล่อยสัตว์น้ำ เช่น อุณหภูมิ ค่าความเป็นกรดด่าง เป็นต้น
  8. ควรเลือกใช้อาหารสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดี และให้ในปริมาณที่เหมาะสม
  9. ลดปริมาณอาหารสัตว์น้ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นอาหารสดเพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย
  10. ต้องเพิ่มความสนใจ สังเกตอาการต่างๆ ของสัตว์น้ำที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด หากมีอาการผิดปกติจะได้แก้ไขและให้การรักษาได้ทันท่วงที
  11. ควรทำความสะอาดกระชังสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดตะกอนและเศษอาหาร ซึ่งเป็นการตัดวงจรชีวิตปรสิตและเชื้อโรค นอกจากนี้ช่วยให้กระแสน้ำไหลผ่านกระชังได้ดี มีผลต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพสัตว์น้ำ
  12. ควรงดเว้นการขนถ่ายสัตว์น้ำ ถ้าจำเป็นต้องระมัดระวังให้มากเนื่องจากจะมีผลกระทบกับการกินอาหารและการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำโดยตรง
  13. ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบสิ่งผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขทันทีในขณะเดียวกันและแจ้งผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงทราบ เพื่อที่จะได้หามาตรการป้องกันการแพร่กระจายของโรค  เมื่อสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา ไม่ควรทิ้งสัตว์น้ำป่วยในบริเวณแม่น้ำที่เลี้ยงเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้การระบาดของโรคเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว

อนึ่ง หากเกษตรกรประมงมีปัญหาในการปฏิบัติตามคำแนะนำ ขอให้เข้ารับการชี้แจงเพิ่มเติมจากสำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร โทร 056-611126 และสำนักงานประมงอำเภอทุกแห่ง

                                                                           ด้วยความปรารถนาดีจาก

                                                                               สำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร

 

  •  บทความ
  •  Hit 20 อันดับ
  • ฤดูน้ำแดง ปี 2563.. (4,544)  คู่มือสำหรับประชาชน.. (1,990) สถานที่ท่องเที่ยวพิจิตร.. (1,728) การเลี้ยงปลาสอดแดง.. (1,509) ประวัติหน่วยงาน.. (1,422) โครงสร้างการบริหาร.. (1,372) วิสัยทัศน์.. (1,101) พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร.. (1,038) ประชาสัมพันธ์.. (1,007) ร่างพระราชบัญญัติกองทุนประมง และร่างพระราชบัญญัติสภาการประมงแห่งประเทศไทย.. (982) GPP สำนักงาน.. (956) พิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 3 มิถุนายน 2563.. (879) จัดซื้อจัดจ้าง.. (856) ภาพกิจกรรมโครงการปล่อยกบลงนา ปล่อยปลาลงหนอง เพื่อเพิ่มรายได้ให้คนพิจิตร ปี 2561.. (849) ภาพกิจกรรม กินปลา ชมบึง ครั้งที่ 5 .. (790) คณะกรรมการประมงประจำจังหวัด.. (775) ข้อมูลอาญาบัตร.. (768) ทะเบียนแหล่งน้ำ.. (744) สัตว์ป่าคุ้มครอง.. (738) โครงการสร้างรายได้จากอาชีพประมง ในแหล่งน้ำชุมชน.. (731)