กรมประมง : ระบบเว็บบอร์ดของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเพชรบุรี

เปิดช่องทางการสื่อสาร เพื่อการหารือ รับฟังปัญหาความทุกข์ร้อนของประชาชนที่อาจยังไม่ได้รับการแก้ไขในช่วงเวลาที่ผ่านมา

สามารถสื่อสารผ่านเว็บบอร์ดนี้ โดยกดที่หัวข้อเพิ่มกระทู้ เพื่อสอบถามแลกเปลี่ยนข้อมูลตามความต้องการของประชาชนเกี่ยวกับด้านประมง

หรือติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์ 032-416521-2 ในวันและเวลาราชการ

 


*** ใส่ Email ระบบจะเเจ้งกลับอัตโนมัติเมื่อมีผู้ตอบกระทู้

 นางสาวปิยะวรรณ์ อัตถาวะระ

 2018-06-22 16:44 น.

 สัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สำคัญ

............. 1) ปลานิล ( Nile tilapia : Oreochromis niloticus ) เป็นปลาเศรษฐกิจที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าไม่ใช่ปลาพื้นเมืองของไทย แต่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น ( ถิ่นกำเนิดของปลานิลอยู่ในทวีปแอฟริกา ) เมื่อปี พ . ศ . 2508 โดยมกุฎราชกุมารอากิฮิโต แห่งประเทศญี่ปุ่น ได้จัดส่งปลานิลขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เพาะเลี้ยงบริเวณพระตำหนักสวนจิตรดา พระราชวังดุสิต และพระราชทานชื่อว่าปลานิล หลังจากนั้น 1 ปี ก็ทรงพระราชทานปลานิลแก่กรมประมงเพื่อเพาะและขยายพันธุ์ ส่งเสริมการเพาะเลี้ยงไปทั่วประเทศดังเช่นปัจจุบัน ปลานิลเป็นปลาที่มีลักษณะคล้ายปลาหมอเทศ แพร่พันธุ์ได้เร็ว อัตราการเจริญเติบโตสูง รสชาติดี อาจเลี้ยงในบ่อ หรือในกระชังก็ได้ ปริมาณการผลิตปลานิลเพิ่มขึ้นทุกปี ภาคกลางนับเป็นแหล่งเลี้ยงปลานิลที่สำคัญ รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
.............. 2) ปลาไน ( Common carp : Cyprinus carpio ) เป็นปลาที่จัดอยู่ในตระกูลเดียวกับปลาตะเพียน ที่รู้จักกันทั่วโลก แม้ในตำราการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเล่มแรกของโลกก็ได้กล่าวถึงปลาไนไว้ด้วย เชื่อว่าคนจีนที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยเป็นผู้นำเข้ามาเลี้ยง ปลาไนเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตได้ในน้ำที่มีสภาพเป็นด่างอ่อน เป็นปลากินพืช ตะไคร่น้ำ ไรน้ำ แหน กากถั่ว เลี้ยงกันมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ 
.............. 3) ปลาตะเพียนขาว ( Thai silver barb : Puntius gonionotus ) เป็นปลาพื้นเมืองของไทย พบทั่วไปในแม่น้ำสายต่างๆ เป็นปลากินพืชที่ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว มีความเป็นอยู่คล้ายกับปลานิล เป็นปลาที่ผู้บริโภคนิยมมากชนิดหนึ่ง ภาคกลางนับเป็นแหล่งเลี้ยงปลาตะเพียนขาวที่สำคัญ รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
.............. 4) ปลาสลิด ( Sepat siam : Trichogaster pectoralis ) เป็นปลาพื้นเมืองของไทยมีรูปร่างคล้ายใบไม้ จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าปลาใบไม้ ชอบอาศัยในแหล่งน้ำนิ่ง โดยเฉพาะแถบลุ่มน้ำภาคกลางจึงเจริญเติบโตได้ดีในบ่อและในนา จัดเป็นปลากินพืช เช่น พวกแหน ตะไคร่น้ำ ผักบุ้ง รำ เป็นต้น มีการเลี้ยงปลาสลิดกันมากในภาคกลาง โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรปราการ นิยมบริโภคเป็นปลาสลิดแดดเดียวเป็นส่วนใหญ่ 
.............. 5) ปลาจีน เป็นปลาที่มีแหล่งกำเนิดมาจากประเทศจีน ที่นิยมเลี้ยงมี 3 ชนิดคือ ปลากินหญ้า (เฉาฮื้อ Grass carp : Ctenopharyngodon idellus ) ปลาเกล็ดเงิน (เล่งฮื้อ หรือลิ่นฮื้อ Silver carp : Hypophthalmichthys molitrix ) และปลาหัวโต (ซ่งฮื้อ Bighead carp : Aristichthys nobilis ) ปลาดังกล่าวจัดอยู่ในพวกเดียวกับปลาตะเพียน แต่มีลักษณะต่างกันดังนี้ ปลาเฉาลำตัวกลมยาว สีค่อนข้างเขียว หากินผิวน้ำ ปลาเล่งตัวแบนเกล็ดละเอียด สีเงิน หากินบริเวณกลางน้ำ ส่วนปลาซ่ง มีลักษณะคล้ายปลาเล่ง แต่มีหัวโตกว่า หากินตามพื้นก้นบ่อ อาหารของปลาจีนคือ พืชผัก หญ้า ไรน้ำ โดยเฉพาะปลาเฉา ต้องการผักหญ้ามากกว่าปลาชนิดอื่น มูลของปลาเฉาเป็นปุ๋ยและเป็นอาหารของปลาเล่งและปลาซ่ง จึงสามารถนำมาเลี้ยงรวมกันได้ เลี้ยงกันมากในภาคกลาง 
.............. 6) ปลาดุก ปลาดุกที่เลี้ยงกันมากในปัจจุบันจะเป็นลูกผสมระหว่างแม่ปลาดุกอุย ( Walking catfish : Clarias macrocephalus ) กับพ่อปลาดุกยักษ์ (African catfish : Clarias gariepinus ) ที่เรียกว่าปลาดุกบิ๊กอุย ซึ่งเป็นปลาที่รวมลักษณะดีของพ่อแม่ปลาคือ เป็นปลาที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว เนื้อมีสีเหลืองน่ากิน ในการเลี้ยงปลาดุกนิยมเลี้ยงในบ่อดิน เป็นปลากินเนื้อ อาหารที่สำคัญได้แก่ แมลง เศษเนื้อสัตว์ ปลาป่น อาหารสำเร็จรูป พบว่าเลี้ยงกันทั่วทุกภาคของประเทศไทย 
.............. 7) ปลาช่อน ( Snake head fish : Channa striatus ) ปลาช่อนเป็นปลากินเนื้อ ที่พบแพร่กระจายในแหล่งน้ำจืดทั่วทุกภาคของประเทศ เป็นปลาที่มีความอดทนและปรับตัวตามสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี ในธรรมชาติปลาช่อนชอบอาศัยอยู่เดี่ยวๆ หรือเป็นคู่ตามพื้นหน้าดินที่เป็นโคลน ในฤดูแล้งปลาช่อนสามารถหมกตัวอยู่ในโคลนและสามารถมีชีวิตอยู่ได้เป็นเวลานาน เป็นปลาที่นิยมบริโภคอีกชนิดหนึ่ง ปัจจุบันการจับจากธรรมชาติได้น้อยลง จึงมีผู้นำปลาช่อนมาเลี้ยงในบ่อ แหล่งเลี้ยงที่สำคัญคือ ภาคกลาง 
.............. 8) ปลาสวาย ( Striped catfish : Pangasius sutchi ) เป็นปลาน้ำจืดขนาดใหญ่ไม่มีเกล็ด มีความอดทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี กินอาหารง่าย ชอบทั้งอาหารประเภทเนื้อสัตว์และพืช รวมทั้งมูลสัตว์บางชนิดคือ สุกรและไก่ จึงมีการนำมาเลี้ยงร่วมกันแบบผสมผสาน แหล่งเลี้ยงที่สำคัญคือภาคกลาง รองลงมาคือภาคเหนือตอนล่าง 
.............. 9) ปลาบู่ทราย ( Sand goby : Oxyeleotris marmoratus ) เป็นปลาที่ไม่ค่อยนิยมบริโภคในหมู่คนไทยนัก แต่ตลาดต่างประเทศต้องการมาก ราคาดี นิยมนำมาเลี้ยงในกระชัง ในแม่น้ำที่มีความขุ่นกระแสน้ำค่อนข้างแรงปลาบู่จะเจริญได้ดี ปลาบู่จัดเป็นปลากินเนื้อ เช่น ปลาสด ปลาเป็ด แหล่งเลี้ยงที่สำคัญคือ ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง
.............. 10) ปลายี่สกเทศ หรือปลาโรฮู่ ( Rohu : Labeo rohita ) เป็นปลาที่มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศอินเดีย ปัจจุบันนิยมนำมาเลี้ยงในบ่อดิน กินพืชเป็นอาหารรวมทั้งแพลงตอนพืชชนิดต่างๆ แหล่งเลี้ยงที่สำคัญคือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมาคือภาคกลาง
.............. 11) ปลาแรด ( Giant gourami : Osphronemus goramy ) เป็นปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ พบมีน้ำหนักถึง 6-7 กิโลกรัม ยาว 65 เซนติเมตร เป็นปลาจำพวกเดียวกับปลาหมอ ปลากระดี่ ปลาสลิด แต่มีขนาดใหญ่กว่า ปลาแรดมีเนื้อนุ่มสีเหลืองอ่อน มีรสชาติดี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศอินโดนีเชีย แถบหมู่เกาะสุมาตรา ชวา บอร์เนียว และหมู่เกาะอินเดียตะวันออก สำหรับในประเทศไทย แม้ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าเป็นปลาพื้นบ้านของไทย แต่ก็พบเห็นปลาแรดได้ทั่วไปตามแหล่งน้ำต่างๆ ปลาแรดจัดเป็นปลากินพืชที่ชอบกินพืชน้ำ ไข่น้ำ แหน ผักบุ้ง เศษอาหาร และแมลงในน้ำ การเลี้ยงปลาแรดสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อและในกระชัง นิยมเลี้ยงกันบริเวณภาคกลาง เช่น จังหวัดนครสวรรค์ อุทัยธานี กาญจนบุรี นครปฐม ปทุมธานี เป็นต้น
.............. 12) ปลาหมอไทย ( Climbing fish : Anabus testudineus ) เป็นปลากินเนื้อที่พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศ ปลาหมอไทยจัดอยู่ในกลุ่มของปลาแปลกในโลกอีกชนิดหนึ่ง เพราะมีความสามารถในการปืนขึ้นมาคืบคลานอยู่บนบกได้ หรือหลบซ่อนในดินที่แห้งแตกระแหง เนื่องจากมีอวัยวะช่วยในการหายใจ มีครีบหูที่แข็งแรง และมีเกล็ดที่แข็งสามารถป้องกันตัวในระหว่างอยู่บนบกได้เป็นเวลานาน ปลาหมอไทยเป็นปลาที่มีความอดทนสูงมาก สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อและในกระชัง เป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร โดยอาหารที่ให้อาจเป็น ปลาเป็ดผสมรำและปลายข้าว หรือ ติดไฟล่อแมลงเพื่อเป็นอาหารเสริม มีการเลี้ยงปลาหมอไทยกันมากในจังหวัดปราจีนบุรี และบริเวณภาคใต้ของประเทศไทย 
.............. 13) ปลาบึก ( Mekong giant catfish : Pangasianodon gigas ) เป็นปลาน้ำจืดไม่มีเกล็ดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เมื่อโตเต็มที่มีน้ำหนักประมาณ 200 กิโลกรัม มีแหล่งที่อยู่อาศัยเฉพาะในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาขา เช่น แม่น้ำมูล จังหวัดอุบลราชธานี แม่น้ำสงคราม จังหวัดนครพนม แม่น้ำงึม ในประเทศลาว เป็นต้น ปลาบึกสามารถกินอาหารได้ทุกชนิด และจากการศึกษาเชื่อได้ว่าสามารถเลี้ยงได้เช่นเดียวกันกับปลาสวาย การเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ในบ่อดิน ในกระชัง ในคอก อยู่ในขั้นการศึกษาเนื่องจากยังขาดลูกพันธุ์ปลา จำนวนปลาที่จับได้จากธรรมชาติลดลงทุกปี แต่ความต้องการของตลาดสูงขึ้น จึงต้องเร่งพัฒนาวิธีการและส่งเสริมการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ให้มากขึ้น 
.............. 14) กุ้งก้ามกราม ( Giant freshwater prawn : Macrobrachium rosenbergii ) เป็นกุ้งน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อาศัยในแหล่งน้ำจืดที่มีทางติดต่อกับทะเล เนื่องจากตอนวางไข่ และระยะที่เป็นตัวอ่อนต้องอาศัยอยู่ในน้ำกร่อย ปัจจุบันนิยมนำมาเลี้ยงในบ่อ เนื้อมีรสชาติดี ราคาค่อนข้างสูง อาหารที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นอาหารเม็ดสำเร็จรูป แหล่งเลี้ยงที่สำคัญคือภาคกลาง รองลงมาคือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
.............. 15) ตะพาบน้ำ ( Soft - shelled turtles ) ในประเทศไทยตะพาบน้ำได้รับความนิยมในการบริโภคมานานแล้ว แต่การเลี้ยงตะพาบน้ำเริ่มทำกันอย่างจริงจังเมื่อ 20 กว่าปีที่ผ่านมา และเป็นที่น่าดีใจที่การเลี้ยงตะพาบน้ำในไทยนั้นมีความได้เปรียบในเรื่องสภาพภูมิอากาศ และอุณหภูมิค่อนข้างมาก จึงทำให้การเจริญเติบโตของตะพาบใช้ระยะเวลาสั้น ชนิดที่เลี้ยงกันในปัจจุบันมี 2 ชนิดคือ ตะพาบน้ำพันธุ์ไทย ( Trionyx cartilaginous ) และตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน ( T . sinensis ) โดยเฉพาะตะพาบน้ำพันธุ์ไต้หวัน สามารถส่งเป็นสินค้าออกไปประเทศต่างๆ ทั่วโลก ตะพาบน้ำชอบกินเนื้อเป็นอาหาร แต่ในการเลี้ยงจะให้อาหารผสมได้แก่ รำ ข้าวเปลือก แร่ธาตุจำพวกแคลเซียม ทองแดงและวิตามินรวม ให้อาหารเสริมพวกไส้เป็ด ไส้ไก่ และผักกระถิน เป็นต้น ทำเลที่ตั้งบ่อเลี้ยงตะพาบน้ำไม่ควรอยู่ใกล้ที่ชุมชน เนื่องจากตะพาบน้ำจะตกใจและไม่ยอมกินอาหารได้ นิยมเลี้ยงกันทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรี ระยอง นครปฐม 
.............. 16) กบ ( Frog ) การเลี้ยงกบเป็นอาชีพหนึ่งที่เกษตรกรให้ความสนใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุที่กบเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนต่ำ ดูแลรักษาง่าย จำหน่ายได้ง่ายและราคาสูง การเลี้ยงกบในประเทศไทย เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2496 โดยชนิดที่เลี้ยงกันมากมี กบนา ( Rana regulosa ) เป็นกบพื้นเมืองของไทย และกบบูลฟร็อกซ์ ( R . catesbeiana ) เป็นกบนำเข้าจากต่างประเทศ ในธรรมชาติลูกกบจะกินอาหารมีชีวิต เช่น แมลง ไส้เดือน ปลวก หนอน ลูกปลา ลูกกุ้ง เป็นต้น แต่ในการเลี้ยงอาจจะหัดให้กินอาหารสำเร็จรูปหรือปลาสับได้ หรืออาจใช้ปลายข้าวต้มสุกคลุกอาหารไก่ หรือใช้แสงไฟล่อแมลงไว้ในบ่อกบ นิยมเลี้ยงกันทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยการเลี้ยงสามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน บ่อซีเมนต์ ในกระชัง