กรมประมง…เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน แนะวางแผนการเลี้ยง หมั่นตรวจคุณภาพน้ำ ช่วยลดความสูญเสียได้

">

A PHP Error was encountered

Severity: Notice

Message: Undefined variable: area_name_active

Filename: local_file/blog2.php

Line Number: 246

  • กรมประมง…เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน แนะวางแผนการเลี้ยง หมั่นตรวจคุณภาพน้ำ ช่วยลดความสูญเสียได้

  • [2022-10-05] หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร [2022-10-05] ประมง!! ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามเฝ้าระวังฟาร์มเลี้ยงจระเข้ [2022-10-05] ปากพลี เรียนรู้การใช้สมุนไพร(ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้) แทนยาปฎิชีวนะ [2022-10-05] เลี้ยงน้อย แต่เลี้ยงอย่างมีคุณภาพนะ ?? ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอำเภอองครักษ์ สนใจสมุนไพร ทดแทนยาปฏิชีวนะ [2022-10-05] เกษตรกรอำเภอเมือง สร้างอาหารสะอาด ด้วยการใช้สมุนไพร แทนยาปฏิชีวนะ [2022-09-22] การประชุมคณะกรรมการประมงประจำจังหวัดนครนายก ครั้งที่ 1/2565 [2022-09-20] เกษตรกรบ้านนาด้านประมง ว้าว !! สมุนไพร(ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้) ใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำ [2022-09-19] โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน (ขยายผล) ประจำปีงบประมาณ 2565 [2022-09-19] วันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2565 [2022-09-13] พิธีรับมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2565 รางวัลบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทรางวัลสัมฤทธิผลประชาชนมีส่วนร่วม

    กรมประมง…เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน แนะวางแผนการเลี้ยง หมั่นตรวจคุณภาพน้ำ ช่วยลดความสูญเสียได้ 


    กรมประมง…เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน แนะวางแผนการเลี้ยง หมั่นตรวจคุณภาพน้ำ ช่วยลดความสูญเสียได้

         ดร. ถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยว่า ด้วยขณะนี้หลายพื้นที่ของประเทศไทยเริ่มมีฝนตกอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบนได้ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้มีโอกาสเกิดฝนตกเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก

         เกือบทุกพื้นที่ จึงอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง กรมประมงจึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เฝ้าระวัง และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้

    1. วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับสัตว์น้ำได้ก่อน

    ฤดูน้ำหลาก โดยเลือกซื้อลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่แข็งแรงและทนต่อโรคจากฟาร์มที่ได้มาตรฐานปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยง

    ในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมหรือน้อยกว่าปกติ และควรทยอยจับสัตว์น้ำที่ได้ขนาดขึ้นจำหน่ายหรือบริโภค เพื่อช่วยลดปริมาณสัตว์น้ำที่อาจสูญเสียได้

    2. ปรับปรุงและเสริมคันบ่อ ขุดร่องระบายน้ำและลอกตะกอนดิน เพื่อให้น้ำไหลเข้าออกอย่างสะดวก พร้อมทั้งตรวจสอบความแข็งแรงของกระชังอยู่เสมอ และจัดวางกระชังให้มีระยะห่างกัน เพื่อให้น้ำหมุนเวียนถ่ายเทได้สะดวก

    3. เลือกใช้อาหารคุณภาพดี มีเลขทะเบียนรับรอง และให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม เสริมสารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต เช่น โปรไบโอติก วิตามินซี วิตามินรวม แร่ธาตุ เป็นต้น

    4. วางแผนจัดการคุณภาพน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยควบคุมปริมาณและคุณภาพน้ำให้เหมาะสม

    ได้แก่ การรักษาปริมาณน้ำให้พอเหมาะ หรือปริมาณ 2 ใน 3 ส่วนของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ หากสภาพอากาศปิด มีฝนตก ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างฉับพลัน เกษตรกรควรเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยการเปิดเครื่องตีน้ำหรือใช้เครื่องสูบน้ำในบ่อพ่นให้สัมผัสอากาศ

        ส่วนกรณีที่ฝนตกหนัก ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีค่าลดลง ควรโรยปูนขาวหรือ

    ปูนมาร์ล เพื่อควบคุมค่า pH และเติมเกลือแกงเพื่อลดความเครียดของสัตว์น้ำในอัตราที่เหมาะสม

    5. ระหว่างเลี้ยงควรทำสะอาดพื้นบ่อหรือกระชังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ เศษอาหาร มูลของเสีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปรสิต รวมถึงเชื้อโรคต่าง ๆ

    6. หมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ กรณีมีสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา ไม่ควรทิ้งซากสัตว์น้ำที่ป่วยบริเวณบ่อหรือกระชังที่เลี้ยง เนื่องจากจะเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรค

    ทั้งนี้ ในพื้นที่ที่มีฝนตกอย่างต่อเนื่องอาจทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ส่งผลให้สัตว์น้ำ

    ทั้งในบ่อดินและกระชังปรับตัวไม่ทัน ทำให้เกิดโรคหรือตายอย่างฉับพลันได้ เกษตรกรควรหมั่นสังเกตพฤติกรรมของสัตว์น้ำ เช่น การกินอาหาร การว่ายน้ำ ลักษณะอาการภายนอก หากพบความผิดปกติให้รีบหาสาเหตุและแก้ไข หากไม่สามารถวินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง ให้รีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านโรคและด้านการจัดการคุณภาพสัตว์น้ำ ซึ่งสิ่งที่เกษตรกรควรเฝ้าระวังในช่วงฤดูฝน คือ

          1. โรคที่เกิดจากปรสิตในปลา เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส เห็บปลา สังเกตุได้จากปลาจะมีอาการซึม ผอม

    ไม่ค่อยกินอาหาร ว่ายน้ำผิดปกติ ขับเมือกออกมามาก มีแผลเลือดออกที่ลำตัว เกษตรกรสามารถกำจัดปรสิตภายนอกได้โดยการใช้ฟอร์มาลีนในปริมาณ 25 - 50 มิลลิลิตร (ซีซี) ต่อน้ำ 1 ตัน (1,000 ลิตร) หรือใช้ด่างทับทิม 1 - 2 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน (1,000 ลิตร) แช่ทิ้งไว้นาน 1 วัน จากนั้นให้ทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำที่ผสมฟอร์มาลีน หรือด่างทับทิมโดยทำซ้ำอีก 2 - 3 ครั้ง

          2. โรคที่เกิดจากแบคทีเรียในปลา เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อแอโรโมแนสในปลานิล เป็นต้น สังเกตุได้โดยปลาจะมีแผลตกเลือดตามลำตัวและครีบ ท้องบวม ควรนำปลามาตรวจวินิจฉัยชนิดของแบคทีเรียและทดสอบความ

    ไวต่อยาต้านจุลชีพต่อแบคทีเรียที่จะใช้ในการรักษา

           3. โรคไวรัสในปลา เช่น โรค TiLV เป็นต้น สังเกตุได้จากปลามีการจะว่ายน้ำผิดปกติ มีแผลที่ลำตัว อัตราการตายสูง ทั้งนี้ ไม่มีการรักษาโรคไวรัสชนิดนี้ แต่ป้องกันได้โดยให้ควบคุมคุณภาพน้ำและการให้อาหารที่เหมาะสม

           4. คุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน เช่น อุณหภูมิ ความเป็นกรดเป็นด่าง ตะกอนในน้ำมากขึ้น หรือตะกอนแขวนลอยในน้ำสูง ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนของเหงือกลดลง ปลาจะมีพฤติกรรมลอยหัว เปิด - ปิดกระพุ้งแก้มเร็ว

           นอกจากนี้ ในช่วงฤดูฝน เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งมักประสบปัญหาความเค็มและอุณหภูมิของน้ำที่แปรปรวน

           อาจทำให้เกิดโรคในกุ้ง เช่น ตัวแดงดวงขาว ทอร่า และโรคอื่น ๆ โดยปัญหาที่มักเกิดกับผู้เลี้ยงกุ้ง คือ 1. กุ้งกินอาหารน้อยลง มีผลกับการเจริญเติบโตของกุ้ง และหากอาหารเหลือตกค้างที่บ่อ จะทำให้ปริมาณออกซิเจนในบ่อลดลง เกิดปัญหาต่อสุขภาพกุ้งได้ 2. แพลงก์ตอนบางส่วนตายเนื่องจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงในบ่อ ทำให้น้ำเกิดตะกอนขุ่น ส่งผลให้เกิดการอุดตันในเหงือกกุ้ง ทำให้เหงือกกุ้งมีสีเข้มขึ้นและติดเชื้อแบคทีเรีย สังเกตได้จากกุ้งมีพฤติกรรมว่ายเกาะตามขอบบ่อ 3. ในกรณีที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ส่งผลให้น้ำมีอุณหภูมิต่ำ ภูมิคุ้มกันของกุ้งจะลดลง มักพบกุ้งป่วยเป็นโรคไวรัสตัวแดงดวงขาวระบาดอย่างรุนแรง

          รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า แนะนำให้เกษตรกรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศ

    จากทางราชการอย่างใกล้ชิด หากประสบปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสามารถขอรับคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงอำเภอ/จังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด/ชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด/ทะเล ทุกแห่งทั่วประเทศ และกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพมหานคร โทร. 0 2561 5412 เว็บไซต์ https://www4.fisheries.go.th/.../index.../main/personel/1272 หรือ Line ID : 443kvkee