การป้องกันด้านการประมงในช่วงฤดูหนาว

กิจกรรมมอบและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำในจังหวัดพิจิตร เนื่องในว.. [2021-09-17 ] พิธีมอบและปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะในพื้นที่จังหวัดพิจิ.. [2021-08-31 ] ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการเลือกสรรเพื่อจัดจ้างเป็นพนักงานราชการเฉพาะกิจ.. [2021-08-18 ] ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการสอบสัมภาษณ์ ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่วิเครา.. [2021-08-13 ] ประกาศจังหวัดพิจิตร เรื่อง การประเมินสมรรถนะ ส่วนที่ 1 สอบข้อเขียน เพื.. [2021-08-05 ] คำสั่งจังหวัดพิจิตร (ฉ) ที่ ๑๗ /๒๕๖๔ เรื่อง มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดข.. [2021-08-05 ] จังหวัดพิจิตร จัดพิธีปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพ.. [2021-08-02 ] ประกาศจังหวัดพิจิตร รายชื่อผู้สมัครเข้ารับการประเมินสมรรถนะ ส่วนที่ 1 .. [2021-07-22 ] เชิญร่วมตอบแบบสำรวจความพึงพอใจ ของประชาชนต่อการให้บริการตามคู่มือสำหรั.. [2021-07-22 ] กรมประมงเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อเลือกสรรเป็นพนักงานราชการเฉพาะกิจ.. [2021-06-30 ]
อ่านทั้งหมด 

การป้องกันด้านการประมงในช่วงฤดูหนาว 

 เผยเเพร่: 2021-06-30  |  อ่าน: 503 ครั้ง

 

เตือนภัย

“การป้องกันด้านการประมงในช่วงฤดูหนาว

*******************

    ด้วยกรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศประเทศไทยจะเข้าสู่ฤดูหนาว ในวันที่ 22 ตุลาคม 2563 โดยลมที่พัดปกคลุมบริเวณประเทศไทยที่ระดับความสูง 100 เมตร ถึงความสูง 3,500 เมตร ได้เปลี่ยนเป็นลมตะวันออกเฉียงเหนือหรือลมตะวันออก ส่วนลมระดับบนที่ความสูงตั้งแต่ 5,000 เมตรขึ้นไป ได้เปลี่ยนลมฝ่ายตะวันตก ประกอบกับอุณหภูมิต่ำสุดในช่วงเช้าบริเวณประเทศไทยตอนบนลดลงอยู่ในเกณฑ์อากาศเย็นเกือบทั่วไปแล้วซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์ของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้ได้ โดยอาจเกิดอาการเครียดและกินอาหารน้อยลง ความแข็งแรงและความทนทานต่อโรคลดต่ำลง ทำให้สัตว์อ่อนแอ และติดโรคได้ง่าย ทั้งนี้ โรคที่มักเกิดในช่วงปลายฝนต้นหนาวซึ่งมีความรุนแรง และส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้แก่ โรคอียูเอส และโรคที่เกิดจากปรสิต เป็นต้น

สำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร ขอแจ้งเตือนภัยและป้องกันภัยด้านการประมงจากการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลจากฤดูฝนสู่ฤดูหนาว ในช่วงระยะนี้จะมีอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วฉับพลัน ทำให้เกิดปลาตาย และเกิดโรคได้ง่าย ดังนั้น ระยะนี้เกษตรกรต้องหมั่นเฝ้าระวังและสังเกต พร้อมทั้งดูแลปลาและสัตว์น้ำ ให้อยู่ในสภาพแข็งแรง เพื่อป้องกันการตายและเกิดโรคระบาด โดยมีสาเหตุดังนี้

     1. สารพิษจากธรรมชาติ ที่มักพบจากการเน่าของทุ่งหญ้า หรือพืชผักจากการปลูกบริเวณน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ในฤดูน้ำหลาก จะทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำต่ำมากในเวลากลางคืน

     2. สารพิษจากการกระทำของมนุษย์ คือ ยาฆ่าแมลง สารกำจัดศัตรูพืช หรือน้ำเสีย จากโรงงานอุตสาหกรรมหรือบ้านเรือน ปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ โดยปลาจะตายยกบ่อ  ตายโดยฉับพลัน  ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา

     3. การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโดยฉับพลัน ในช่วงที่อากาศแปรปรวน อากาศปิด มืดครึ้ม ทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง โดยปลาจะลอยหัว ในกรณีแหล่งน้ำมีปริมาณออกซิเจนลดลงเล็กน้อย ปลาจะลอยหัวอยู่กลางบ่อ ถ้าหากปริมาณออกซิเจนต่ำมาก ปลาจะลอยหัวกระจายทั่วบ่อ ปลาที่จะแสดงอาการกลุ่มแรก คือ ปลาจำพวกที่ต้องการออกซิเจนสูง เช่น ปลาชิว ปลาตะเพียนขาว  และปลาสร้อย

     4. เกิดจากโรคระบาด ซึ่งโดยปกติในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว โรคอียูเอส(Epizootic Ulcerative Syndrome; EUS) หรือที่รู้จักกันในชื่อของ “โรคระบาดปลา”ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Aphanomyces invadans จะทำให้ปลาที่ป่วยเป็นโรคนี้มีแผลลึกตามตัวและส่วนหัว โดยแผลจะมีลักษณะของเส้นใยเชื้อราฝังอยู่ สามารถพบได้ในปลาหลายชนิดทั้งที่ อาศัยอยู่ในธรรมชาติและที่เลี้ยงในบ่อดิน เช่น ปลาช่อน ปลานิล ปลาตะเพียน ปลากระสูบ ปลาหมอ เป็นต้น เชื้อโรคชนิดนี้เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 20-30 องศาเซลเซียส และสามารถระบาด จากฟาร์มหนึ่งไปยังอีกฟาร์มหนึ่งจากการใช้แหล่งน้ำร่วมกัน ปลาจะพบการเกิดโรคจากปรสิตจำพวกเห็บปลา  หนอนสมอ  ซึ่งจะพบกับปลาจำพวกปลาตะเพียนขาว, ปลาพลวงหิน, ปลาสร้อยขาว, ปลาไน  ส่วนปลาที่เกิดโรคจำพวกแบคทีเรีย  จะทำให้ส่วนครีบ หาง และลำตัวเปื่อยหรือเป็นโรคแผลตามลำตัว จำพวกปลาดุก, ปลาช่อน

แนวทางการแก้ไข

1. การแก้ไขปลาตายที่เกิดจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน  โดยการใช้อุปกรณ์ ช่วยให้น้ำในบ่อมีการหมุนเวียนหรือเคลื่อนไหว เช่นการใช้เครื่องสูบน้ำไดโว่ หรือเครื่องตีน้ำเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนออกซิเจนจากชั้นบนบรรยากาศและในน้ำ ตลอดจนการผสมผสานอุณหภูมิน้ำชั้นบนและชั้นล่าง ให้มีอุณหภูมิใกล้เคียงกัน

2. การแก้ไขปลาตายที่เกิดจากการหมักหมมที่อยู่ในบ่อ ดังนี้

    2.1  ควรถ่ายน้ำเก่าในบ่อออกประมาณ 2/3 ส่วน  และเติมน้ำใหม่เข้าไปแทน

    2.2  ใส่จุลินทรีย์หรือน้ำหมักชีวภาพ เพื่อปรับสภาพบ่อ

    2.3  ใส่ปูนขาวในอัตรา  50 – 60 ก.ก./ไร่  โดยทยอยใส่

    2.4 ใส่เกลือแกงในอัตรา 160 ก.ก./ไร่ ไม่ควร ใช้เกลือแกง ร่วมกับ การใส่ปูนขาวลงในบ่อพร้อมกัน

    2.5  งดการให้อาหาร ประมาณ 2 – 3 วัน

    2.6  ลดปริมาณความหนาแน่นของปลาในบ่อเลี้ยงปลา

    2.7  เพิ่มออกซิเจนในบ่อ โดยใช้เครื่องตีน้ำ หรือ เครื่องสูบน้ำ

3. การแก้ไขปลาตายที่เกิดจากสารพิษ

     3.1  ถ่ายเทน้ำในบ่อออกและเติมน้ำใหม่ที่สะอาดเข้าบ่อ

     3.2  ใส่เกลือแกง 160 ก.ก./ไร่

     3.3  เพิ่มออกซิเจนในน้ำ โดยใช้เครื่องตีน้ำหรือเครื่องสูบน้ำ

4. การแก้ไขปลาตายที่เกิดจากโรคระบาด

    4.1 เกิดจากเห็บปลา หนอนสมอ  การแก้ไขมีดังนี้

     - ใช้ดิพเทอเร็ก 0.25 – 0.5  ppm  สาดลงในบ่อเลี้ยงปลา

    -  ใช้ปูนขาวปรับสภาพบ่อเลี้ยงปลา  ใช้ อัตรา 50 – 60  ก.ก. /ไร่ โดยการทยอยสาด  ลงในบ่อ

               -  งดการให้อาหาร 3 – 5 วัน

               -  ใช้สารฟอร์มาลิน 20 – 30 ppm สาดลงในบ่อ

    4.2 เกิดจากแบคทีเรีย

    -  ใช้ปูนขาวปรับสภาพบ่อเลี้ยงปลา ใช้ อัตรา 50 – 60 ก.ก. /ไร่ โดยการทยอยสาด ลงในบ่อ

              -  ใช้ฟอร์มาลิน 20 - 30 ppm  สาดลงในบ่อ

     4.3 เมื่อปลาตาย ตักช้อนขึ้นเพื่อทำลาย โดยการเผาหรือฝังกลบใส่ปูนขาวและคลอรีน

     4.4 ลดปริมาณอาหารอาหารที่ใช้เลี้ยง พร้อมใส่ยาจำพวกปฏิชีวนะ ในปริมาณ 2- 3กรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

แนวทางการป้องกันความเสียหายในกรณีเลี้ยงสัตว์น้ำในช่วงปลายฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว

1.งดเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำในหน้าหนาวเพราะสัตว์น้ำจะไม่ค่อยกินอาหารโตช้าอ่อนแอและมีโอกาสเป็นโรคง่าย

2.หากจำเป็นต้องเลี้ยงสัตว์น้ำ  ควรปล่อยในอัตราที่หนาแน่นน้อยกว่าปกติ

3.กรณีเลี้ยงกบ ควรใส่ฟางข้าวลงในบ่อที่เลี้ยง เพื่อช่วยสร้างความอบอุ่นให้แก่กบและกบจะได้เข้าไปอยู่ในฟางข้าว เพื่อจำศีล

4.ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงมากๆ ควรเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่สัตว์น้ำที่เลี้ยงโดยผสมอาหารด้วยน้ำมะขามเปียก + น้ำเกลือ ให้สัตว์น้ำกินติดต่อกัน 5 – 7 วัน (อัตราการใส่มะขามเปียกผสมอาหาร คือ น้ำมะขามเปียก 2 ขีด ต่อ อาหาร 10 กก.) เพราะน้ำมะขามเปียกมีวิตามินซีสูง

5. เปลี่ยนแปลงเวลาในการให้อาหารจากปกติให้ช่วงเช้าหรือเย็น โดยให้อาหารในช่วง   แดดออก คือ ช่วงเวลา 11.00 – 15.00 น. เพราะหากให้อาหารในช่วงเช้า/เย็น ไม่ค่อยมีแสงแดด ปลาจะไม่ค่อยกินอาหา

6. ส่วนกรณีเกษตรกร ที่พบปัญหาและไม่เข้าใจเกี่ยวกับปลาตายและโรคปลา

สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่

         1. สำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร        โทร  ๐ – ๕๖๖๑-๑๑๒๖  โทรสาร  ๐ – ๕๖๖๑-๓๓๖๗

         2. สำนักงานประมงอำเภอ ได้แก่      

1) อำเภอเมืองพิจิตร/อำเภอสากเหล็ก            โทร. 064-9311990        

2) อำเภอตะพานหิน /อำเภอทับคล้อ               โทร. 064-9312537        

3) อำเภอบางมูลนาก/อำเภอดงเจริญ              โทร. 064-9312348        

4) อำเภอโพทะเล/อำเภอบึงนาราง                  โทร. 064-9314024        

5) อำเภอสามง่าม/อำเภอวชิรบารมี                  โทร. 064-9313997        

6) อำเภอโพธิ์ประทับช้าง/อำเภอวังทรายพูน   โทร. 064-9313203

ด้วยความความห่วงใยจากสำนักงานประมงจังหวัดพิจิตร