การป้องกัน รักษาสัตว์น้ำป่วยหรือตาย ตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล

ให้ผู้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์น้ำ ซากของสัตว์น้ำ หรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจาก.. [2019-11-22 ] การตรวจฟาร์ม และตัดสินการประกวด ของคณะกรรมการประกวดปราชญ์เกษตรดีเด่น ร.. [2019-11-19 ] วันประมงแห่งชาติ ประจำปี 2562.. [2019-10-15 ] การติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในเขตพื้นที่จังหว.. [2019-09-10 ] การป้องกัน รักษาสัตว์น้ำป่วยหรือตาย ตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล.. [2019-06-25 ] ปลาน็อค.. [2019-06-25 ] ชาวศรีดอนชัย เลี้ยงปลานิลอินทรีย์ แปรรูปสร้างมูลค่า ขายตลาดสุขภาพ จังห.. [2019-05-30 ] ปราชญ์ปลานิลแห่งบ้านป่ากว๋าว แนะเทคนิคเพาะลูกปลา จังหวัดเชียงราย.. [2019-05-30 ] ประกาศผู้ชนะการจัดซื้อจัดจ้างหรือผู้ได้รับการคัดเลือกและสาระสำคัญของสั.. [2019-05-03 ]

การป้องกัน รักษาสัตว์น้ำป่วยหรือตาย ตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล 

 เผยเเพร่: 2019-05-03  |  อ่าน: 189 ครั้ง

 

ก่อนการเกิดโรคหรือมีอาการป่วยของปลา มีข้อสังเกตที่สำคัญคือ มักพบว่าสภาวะอากาศบริเวณพื้นที่นั้นๆ  จะร้อนจัดติดต่อกันหลายวัน หลังจากนั้น เมื่อมีฝนตกหรือครึ้มฟ้าครึ้มฝน ติดต่อกัน 2-3 วัน ทำให้อุณหภูมิของน้ำในรอบวันแตกต่ำงกันมาก สภาวะดังกล่าวส่งผลถึงกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลชีพที่เกิดขึ้น เช่น เศษอาหาร และสิ่งขับถ่ายจากปลา ทำให้เกิดการตายของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ตามมา เกิดการสะสมของอนินทรีย์ และอินทรีย์สารจำนวนมหาศาล ส่งผลให้คุณภาพน้ำ ทั้งทางชีวภาพ กายภาพ และเคมีเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางไม่ดี

ในกรณีที่เลี้ยงในกระชัง มักพบว่า ก่อนการเกิดโรคนั้น น้ำในบริเวณแหล่งเลี้ยงจะนิ่งไม่มีการไหลเวียนของมวลน้ำ หรือมักมีมวลน้ำใหม่สีขุ่นมีตะกอนไหลลงมาในแหล่งเลี้ยงปลาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงระยะวิกฤติของการเลี้ยงปลา เหตุดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะเครียดในปลา เนื่องจากปลาต้องใช้พลังงานในการปรับตัวเองให้อยู่รอดในสภาวะดังกล่าว อาจส่งผลให้ปลามีสุขภาพอ่อนแอรับเชื้อโรค ได้ง่าย ปลามักจะแสดงอาการป่วยและทยอยตายเรื่อย ๆ ในช่วงแรก หรืออาจสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
ภายใน 5-7 วัน ทั้งนี้ อัตราการตายของปลาหรือความรุนแรงของการเกิดโรคจะมากหรือน้อย ยังขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพปลาของผู้เลี้ยง รวมไปถึงความรุนแรงของสภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียดต่ำง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยที่อยู่นอก เหนือความสามารถของเราที่จะจัดการได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพของน้ำ การเลี้ยงปลาในกระชังที่มีน้ำไหลบ่ามา ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน อากาศร้อนสลับเย็น อากาศหนาวเป็นเวลานาน เป็นต้น ซึ่งโดยปกติฤดูกาลของประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ฤดู และมีความสัมพันธ์กับสัตว์น้ำ ดังนี้

ฤดูร้อน

เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนจากมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือเป็นมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และเป็นระยะเวลาที่ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะเดือนเมษายน ประเทศไทย มีดวงอาทิตย์อยู่เกือบตรงศีรษะในเวลาเที่ยงวัน ทำให้ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เต็มที่ สภาวะอากาศจึงร้อนอบอ้าวทั่วไป ในฤดูนี้บางครั้งอาจมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมจนถึงประเทศไทยตอนบน ทำให้เกิดการปะทะกันของมวลอากาศเย็นกับมวลอากาศร้อนที่ปกคลุมอยู่เหนือประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงหรืออาจมีลูกเห็บตกก่อให้เกิดความเสียหายได้ พายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดขึ้นในฤดูนี้มักเรียกว่า "พายุฤดูร้อน" ลักษณะของอากาศในฤดูร้อนใช้เกณฑ์อุณหภูมิสูงสุดของแต่ละวัน โดยแบ่งดังนี้ อากาศร้อน จะมีอุณหภูมิระหว่าง 35 - 39.9 องศาเซลเซียส อากาศร้อนจัด
มีอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป

สภาพอากาศร้อนจัด อาจทำให้อุณหภูมิผิวน้ำสูงถึง 38 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมสำหรับปลาในเขตร้อนทั่วไป อยู่ระหว่าง 25-32 องศาเซลเซียส ยิ่งอุณหภูมิสูงการละลายของออกซิเจนในน้ำยิ่งลดลงรวมทั้งการแปลงสภาพของโปรตีนหรือเนื้อปลาจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ดังนั้นช่วงหน้ำ แล้ง ควรจะมีการวางแผนการเพาะเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำ หากพื้นที่แหล่งน้ำใดมีปริมาณน้ำน้อย ก็ควรจะชะลอการเลี้ยง และเตรียมพร้อมในการเพาะเลี้ยงปลาในฤดูกาลต่อไป

การป้องกัน

  1. ลดความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง ป้องกันการขาดออกซิเจน
  2. ลดปริมาณการให้อาหารให้น้อยลง 10 -15 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า เพื่อป้องกันอาหารไม่ย่อยในกระเพาะปลา หรือน้ำเน่าเสีย ที่อาจทำให้ปลาช็อคตาย
  3. การเลี้ยงปลาในกระชัง ควรย้ายกระชังไปในพื้นที่ทีมีน้ำพอเพียง มีการไหลเวียนของน้ำสม่ำเสมอ พื้นก้นกระชังควรอยู่สูงจากพื้นแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 1 เมตร
  4. หมั่นสังเกตอาการของปลาที่เลี้ยงอยู่เสมอ หากพบปลามีอาการผิดปกติหรือตายเป็นจำนวนมาก ควรรีบจับออกจำหน่าย
  5. ควรจะชะลอหรือหยุดการเลี้ยง ทำการตากกระชัง ตากบ่อให้แห้ง แล้วทำความสะอาด ฆ่าเชื้อหรือแบคทีเรีย โรยปูนขาว เพื่อเตรียมพร้อมในการเพาะเลี้ยงปลาในฤดูกาลต่อไป

ฤดูฝน

เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเมื่อมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมประเทศไทย และร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านประเทศไทย ทำให้มีฝนชุกทั่วไป ร่องความกดอากาศต่ำนี้ปกติจะพาดผ่านภาคใต้ ในเดือนพฤษภาคม แล้วจึงเลื่อนขึ้นไปทางเหนือตามลาดับจนถึงช่วงประมาณปลายเดือนมิถุนายน จะพาดผ่านอยู่บริเวณประเทศจีนตอนใต้ ทำให้ฝนในประเทศไทยลดลงระยะหนึ่ง และเรียกว่าเป็น "ช่วงฝนทิ้ง" ซึ่งอาจนานประมาณ 1-2 สัปดาห์หรือบางปีอาจเกิดขึ้นรุนแรงและมีฝนน้อยนานนับเดือน ในเดือนกรกฎาคมปกติร่องความกดอากาศ ต่ำ จะเลื่อนกลับลงมาทางใต้ พาดผ่านบริเวณประเทศไทย อีกครั้ง ทำให้มีฝนชุกต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดเข้ามาปกคลุมประเทศไทย แทนที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณกลางเดือนตุลาคมประเทศไทยตอนบน จะเริ่มมีอากาศเย็นและฝนลดลง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เว้นแต่ภาคใต้ยังคงมีฝนชุกต่อไป จนถึงเดือนธันวาคม และมักมีฝนหนักถึงหนักมาก จนก่อให้เกิดอุทกภัย โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งจะมีปริมาณฝนมากกว่าภาคใต้ฝั่งตะวันตก อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นฤดูฝนอาจจะช้าหรือเร็วกว่ากาหนดได้ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ การพิจารณาปริมาณฝนในเวลา 24 ชั่วโมงของแต่ละวัน จะนับตั้งแต่เวลา 07.00 น. จนถึงเวลา 07.00 น. ของวันถัดไป โดยมีเกณฑ์แบ่งดังนี้ ฝนวัดจำนวนไม่ได้: ปริมาณฝนน้อยกว่า 0.1 มิลลิเมตร ฝนเล็กน้อย ปริมาณฝนระหว่าง 0.1-10.0 มิลลิเมตร ฝนปานกลาง ปริมาณฝนระหว่าง 10.1-35.0 มิลลิเมตร ฝนหนัก ปริมาณฝนระหว่าง 35.1-90.0 มิลลิเมตร และฝนหนักมาก ปริมาณฝนตั้งแต่ 90.1 มิลลิเมตรขึ้นไป

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน มักจะประสบปัญหามากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงปลา ทำให้ได้รับผลกระทบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. อากาศร้อนมาก ๆ ก่อนฝนจะตก ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่างและความขุ่นของน้ำอย่างรวดเร็วหลังฝนตก มีผลต่อลูกปลาและปลาที่ปล่อยใหม่ ตลอดจนปลาที่เลี้ยงกันแบบหนา แน่นมาก จะมีผลให้ปลาน๊อคหรือปลาตาย
  2. เมื่อฝนตกหนัก จะพัดพาพวกปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ขี้เถ้าจากการเผาป่า ล้วนเป็นพิษต่อปลา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงที่ฝนตกใหม่ ๆ
  3. ตะกอนแขวนลอยซึ่งเกิดจากการชะหน้ำดินของน้ำฝน ตะกอนจะฟุ้งกระจาย ซึ่งสร้างปัญหาเกี่ยวกับเหงือกสัตว์น้ำในการแลกเปลี่ยนออกซิเจน สัตว์น้ำจะกินอาหารลดลง เครียด และตาย
  4. น้ำฝนจะชะล้างความเป็นกรดจากอากาศ และดินลงสู่บ่อ ทำให้ pH ของน้ำต่ำลง ความเป็นพิษของก๊าซไข่เน่า และแอมโมเนียจะมากขึ้น ทำให้ปลาลอยหัวขึ้นมาฮุบอากาศหายใจ ซึ่งอาจทำให้ปลาเครียด ป่วย และตายได้ 5. สภาพอากาศมืดครึ้ม แต่ฝนไม่ตก หรือสภาพอากาศร้อนอบอ้าว เป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมีผลต่อการแลก เปลี่ยนออกซิเจน ระหว่างชั้นบรรยากาศกับผิวน้ำ การย่อยสลายของเสียในน้ำ การสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอน ทำให้ปลาขาดออกซิเจน ปลาจะขึ้นมาลอยหัวฮุบอากาศบนผิวน้ำจำนวนมาก

การป้องกัน

  1. เมื่อฝนหยุดตก ควรเปิดเครื่องตีน้ำ เพื่อคลุกเคล้าน้ำฝนกับน้ำในบ่อให้เข้ากัน ป้องกันการแบ่งชั้นน้ำ
  2. เมื่อฝนตกหนัก ทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลง ปลาจะลดการกินอาหาร ดังนั้น ควรลดปริมาณอาหารให้น้อยลง หรืองดอาหารในวันที่ฝนตกหนัก
  3. เมื่ออากาศมืดครึ้มยาวนาน 2-3 วัน ควรเปิดเครื่องตีน้ำ เพื่อเพิ่มออกซิเจน หรือสูบน้ำขึ้นไปในอากาศเวลาน้ำตกลงมาจะช่วยเพิ่มออกซิเจน
  4. ควรโรยปูนขาวรอบคันบ่อ ประมาณ 30-50 กิโลกรัม เมื่อฝนตกจะช่วยปรับ pH น้ำได้ดีขึ้น
  5. สาดเกลือแกงลงในบ่อ หลังฝนตก ประมาณ 60-100 กิโลกรัมต่อไร่ จะช่วยลดพิษของแอมโมเนีย และช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกายของปลา

ฤดูหนาว

เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทยตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ในช่วงกลางเดือนตุลาคมนานราว 1-2 สัปดาห์ เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว อากาศแปรปรวนไม่แน่นอน อาจเริ่มมีอากาศเย็นหรืออาจยังมีฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะบริเวณภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออกลงไป ซึ่งจะหมดฝน และเริ่มมีอากาศเย็นช้ากว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ลักษณะของอากาศในฤดูหนาว ลักษณะของอากาศในฤดูหนาวใช้เกณฑ์อุณหภูมิต่ำสุดของแต่ละวัน โดยแบ่งดังนี้ อากาศหนาวจัด จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 8.0 องศาเซลเซียส อากาศหนาว
มีอุณหภูมิระหว่าง 8.0-15.9 องศาเซลเซียส อากาศเย็น มีอุณหภูมิระหว่าง 16.0-22.9 องศาเซลเซียส

ในช่วงอากาศหนาวยาวนาน จะต้องดูแลปลาอย่างใกล้ชิด สาเหตุมาจากปลาปรับสภาพไม่ทันต่ออากาศที่หนาวเย็นลง ซึ่งปลาจะกินอาหารน้อยลง หากให้อาหารมาก เมื่อปลากินไม่หมดก็จะเกิดการเน่า เกิดแก๊สพิษ นอกจากนี้ สภาพความแปรปรวนของอากาศ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล เมื่อมีฝนตกน้ำไหลหลาก ทำให้น้ำขุ่นมีตะกอน ซึ่งเกิดจากการชะล้างหน้าดินและพัดพาสิ่งต่างๆ ลงสู่แหล่งน้ำลำคลอง รวมทั้ง
ยาฆ่าแมลง ยากำจัด

สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย