ปลาน็อค

ปลาน็อค 

 เผยเเพร่: 2019-05-03  |  อ่าน: 252 ครั้ง

 

จากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในช่วงเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา  ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอากาศสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส และมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิในรอบวัน ในบางครั้งมีความแตกต่างกันมาก เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูฝน  อุณหภูมิในรอบวันก็มีการเปลี่ยนแปลงมาก หรือเกิดการหมักหมมของเศษอาหารในบ่อปลาที่เกษตรกรเลี้ยง หรือเกิดจากช่วงที่มีอากาศปิด มืดครึ้ม หรือเกิดจากสารพิษไหลลงบ่อปลาที่เลี้ยง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้มีปลาตายพร้อมกันเป็นจำนวนมากที่แหล่งน้ำต่างๆ หรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เราเรียกว่า ปลาน็อค (Fish Kill) หรือ เรียกว่า ปลาตาย ซึ่งมีปลาจำนวนมากตายพร้อม ๆ กัน ภายในระยะเวลาอันสั้น เป็นความเสียหายอันมหาศาลของการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ  สามารถประมวล

สาเหตุที่ทำให้เกิดปลาตายหรือปลาน็อค ได้ดังนี้.

1.สารพิษจากธรรมชาติ ที่มักพบ คือ การเน่าของทุ่งหญ้าในที่ลุ่มขบวนการเน่าของหญ้านั้น จะเกิดสารต่างๆ ที่เป็นพิษต่อสัตว์น้ำเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะเมื่อถึงฤดูน้ำหลาก หากมีการจัดระบายน้ำที่ไม่เหมาะสม จะก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมากต่อแหล่งน้ำ ทั้งในเชิงธุรกิจและนิเวศวิทยา

1.1 การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโดยฉับพลัน   ในช่วงที่อากาศแปรปรวน  เมื่ออากาศร้อนจัด  น้ำในบ่อจะแบ่งเป็น  2  ชั้น  ชั้นผิวน้ำมีอุณหภูมิสูง   น้ำผิวล่างมีอุณหภูมิต่ำกว่า เมื่อเกิดฝนตกลงมา ทำให้น้ำเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว ทำให้ปลาจำพวกตะเพียนขาว ปลาสร้อย หรือปลานิลที่เลี้ยงอย่างหนาแน่นปรับตัวไม่ทัน และการตายอีกกรณี คือ ปรากฏการณ์แทนที่ของน้ำชั้นล่างโดยน้ำชั้นบน (Up Welling) ซึ่งจะเป็นการพาตะกอนและสารพิษจากการหมักต่างๆ ขึ้นสู่ผิวน้ำ ในกรณีนี้จะทำให้เกิดการตายของปลาเป็นจำนวนมากในระยะเวลาสั้น พบในแหล่งเลี้ยงที่น้ำนิ่งและลึก เช่น อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ บ่อทราย เขื่อน สาเหตุเกิดจาก ความกดอากาศเปลี่ยนจากสูงไปต่ำ ทำให้แก๊สพิษต่าง ๆ ที่ถูกกดอยู่ที่ก้นอ่างเก็บน้ำเคลื่อนตัวสู่ผิวน้ำ ฝนตกหนัก ทำให้น้ำชั้นบนเย็น และมีน้ำหนักมาก จึงตกสู่ชั้นล่างตามแรงโน้มถ่วง จึงดันให้น้ำชั้นล่างลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ และลมพัดแรงทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่วิ่งไปสู่ขอบอ่างเก็บน้ำ แล้วม้วนตัวลงสู่ก้นอ่าง ไปดันให้น้ำชั้นล่างลอยตัวสูงขึ้น (ตามหลักวิชาการหากอุณหภูมิน้ำมีการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน
ระหว่าง 2 – 5 องศาเซลเซียส จะทำให้ปลาตาย เช่น ปลาตะเพียนขาว อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเพียง 2 องศาเซลเซียส ลูกปลาก็จะตาย)

1.2 การขาดอากาศ (ออกซิเจน) มักเกิดร่วมกับภาวะเกิดสารพิษเพราะการเน่าของสิ่งมีชีวิต หรือ การหมักของตะกอน หรือเกิดจากการขุ่นของแหล่งน้ำทำให้การสังเคราะห์แสงของพืชน้ำน้อยลง หรือเกิดจากฝนตกหนักมีการชะล้างของเสียจากผิวดินลงสู่แม่น้ำก็จะทำให้เกิดการใช้ออกซิเจนจำนวนมากของของเสียเหล่านั้น

1.3 มีการให้อาหารปริมาณมาก เกิดการหมักหมมของเศษอาหาร และขี้ปลาที่เลี้ยงในบ่อมีจำนวนมาก ประกอบกับบ่อที่เลี้ยงไม่เคยมีการตากบ่อในแต่ละปี ทำให้เกิดแอมโมเนีย ไนไตรท์และไฮโดรเจนซัลไฟท์ จำนวนมาก ข้อสังเกตคือ น้ำในบ่อจะมีสีเขียวจัดหรือน้ำตาล ดินก้นบ่อจะมีลักษณะเป็นขี้เลนเหลว มีกลิ่นเหม็น ปลาที่เลี้ยงจะตายเพราะสารพิษดังกล่าว โดยค่อยๆ ทยอยตายจนหมดบ่อ หากแก้ไขไม่ทันการณ์

1.4. อากาศปิด มืดครึ้ม ทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลง  บ่อปลาที่มีการปล่อยอย่างหนาแน่น เช่น ปล่อยปลานิลเกิน 5,000 ตัว / ไร่ ปลาจะเริ่มตาย สังเกตจาก ปลาที่เลี้ยงจะเริ่มลอยหัวมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำบริเวณกลางบ่อก่อน แสดงว่า ปลาเริ่มขาดออกซิเจน ต่อมาหากไม่แก้ไขปลาที่เลี้ยงจะลอยหัวมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำทั่วทั้งบ่อ แสดงว่าปลาในบ่อขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง  หากไม่แก้ไขปลาจะเริ่มตายจำนวนมาก

2.สารพิษจากการกระทำของมนุษย์ พบคือ ยาฆ่าแมลง สารกำจัดศัตรูพืช และยาเบื่อต่างๆ ปัญหาจะเกิดกับแหล่งเลี้ยงที่ใช้คลองส่งน้ำร่วมกับการทำนา หรือเกษตรกรรมอื่นๆ เช่น เมื่อเกิดฝนตกหนัก จะชะล้างสารพิษตามผิวดินหรือไร่นา การถ่ายน้ำซึ่งมีสารเคมีกำจัดหอยในนาข้าวลงสู่แหล่งน้ำ หรือน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมปล่อยลงในแหล่งน้ำ แล้วมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำสูบน้ำจากแหล่งน้ำเข้าสู่บ่อเลี้ยงโดยไม่รู้ วิธีสังเกตคือ ปลาจะตายยกบ่อ ตายโดยฉับพลัน  สัตว์น้ำที่อยู่ในบ่อจะตายทั้งหมด ทั้ง กุ้ง หอย และปลา ตายทั้งขนาดเล็ก และขนาดใหญ่

แนวทางแก้ไขปลาน็อค มีดังนี้

1.วิธีแก้ไขปลาตายที่เกิดจากอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน

- การทำให้น้ำในบ่อมีการหมุนเวียนหรือเคลื่อนไหว โดยใช้เครื่องสูบน้ำ สูบน้ำในบ่อแล้ว พ่นน้ำขึ้นบนอากาศให้น้ำตกลงในบ่อเหมือนเดิม หรือเครื่องตีน้ำ เพื่อให้น้ำในบ่อมีการหมุนเวียน

2.วิธีแก้ไขสิ่งหมักหมมที่ค้างอยู่ในบ่อ ที่ทำให้น้ำมีเขียวจัด ปลาจะทยอยตายจากสารพิษ

2.1 ควรถ่ายเทน้ำเก่าในบ่อออก  แล้วใส่น้ำใหม่เข้าไปแทนในปริมาณเท่าเดิม เมื่อเลี้ยงครบรอบให้ตากบ่ออย่างน้อย  3 – 5  วัน

2.2 ใส่จุลินทรีย์ เช่น ปุ๋ยน้ำชีวภาพ พด. 6  หรือ  EM ในบ่อ  เพื่อให้น้ำมีสภาพดีขึ้น

2.3 ใส่ปูนขาวในอัตรา 5-10 กก./ไร่/ครั้ง ห่างกันอาทิตย์ละครั้ง ใส่รวมกันไม่เกิน 60 กก./ไร่ โดยละลายปูนขาวในน้ำ  แล้วสาดเฉพาะส่วนที่น้ำปูนขาวลงในบ่อ

2.4 ใส่เกลือแกง ในอัตรา 160 กก./ไร่ (ไม่ควรใส่เกลือแกงพร้อมกับปูนขาว เพราะจะเกิดการยับยั้งฤทธิ์ซึ่งกันและกัน) ควรใส่โดยการหว่านเป็นเม็ด

3.วิธีแก้ไขช่วงอากาศปิด มืดครึ้ม ทำให้ปลาขาดออกซิเจน และตาย

3.1 ถ่ายเทน้ำในบ่อออกประมาณ 2\3 แล้วเติมน้ำใหม่เข้าในบ่อแทนกรณีเปลี่ยนถ่ายน้ำไม่ได้ให้ใส่เกลือแกง ในปริมาณ 3-5 % ของปริมาณน้ำในบ่อ

3.2 งดการให้อาหารประมาณ 1-2 วันก่อน

3.3 ลดปริมาณความหนา แน่นของปลาในบ่อเลี้ยง

3.4 ปรับสภาพบ่อโดยการใช้ปุ๋ยขาว หรือน้ำปุ๋ยชีวภาพ พ.ด. 6 หรือ EM

3.5  เพิ่มออกซิเจนในน้ำโดยใช้เครื่องตีน้ำหรือเครื่องสูบน้ำพ่นสู่บรรยากาศ

4.วิธีแก้ไขกรณีถูกสารเคมีใส่ในบ่อ  ทำให้ปลาตายเนื่องจากสารเคมี

- ควรหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของสัตว์น้ำที่อยู่ในบ่อ หากเห็นว่ากุ้งฝอย หอย ปู ทั้งตัวเล็กและใหญ่ในบ่อเริ่มลอยหัวขึ้นเกยตลิ่งหรือคลานขึ้นริมฝั่งตามริมขอบบ่อตายเป็นจำนวนมากแสดงว่า บ่อเลี้ยงปลามีสารเคมีอันตรายปะปน ควรเร่งระบายน้ำเก่าออก แล้วนำน้ำใหม่เข้าบ่อ

- สัตว์น้ำที่โดนสารเคมีจะมีกลิ่นของสารเคมีติดอยู่ ลำตัวและเหงือกจะสีซีด

- กรณีแก้ไขไม่ทัน ปลาตายหมดบ่อ ควรทำลายโดยการฝัง หรือเผา ไม่ควรนำปลามารับประทาน  เพราะที่ตัวปลายังมีสารเคมีเจือปนอยู่ อาจเป็นอันตรายแก่ผู้บริโภคได้

- บ่อเลี้ยงปลาที่มีปลาตายจากสาเหตุสารเคมีเจือปน ควรมีการระบายน้ำเก่าทิ้งทั้งหมด แล้วสูบน้ำใหม่เข้าไป เพื่อเลี้ยงรุ่นต่อไปใหม่ การจะปล่อยน้ำเสียออกจากบ่อควรมีการบำบัดเสียก่อน โดยการทำลายพิษของสารเคมี หรือ ในกรณีที่เป็นน้ำมัน ควรช้อนขึ้นจากบ่อและผิวน้ำให้หมดก่อนเพื่อป้องก้น การปล่อยสารพิษลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ การตรวจหาสารพิษว่าเป็นสารอะไร ทางสถานีประมงน้ำจืด ไม่สามารถตรวจสอบได้  ต้องนำส่งให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์หรือเอกชนที่รับตรวจ ซึ่งต้องเสียค่าตรวจสารพิษด้วย

 

สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย