การป้องกัน รักษาสัตว์น้ำป่วยหรือตาย ตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล

 สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย

การป้องกัน รักษาสัตว์น้ำป่วยหรือตาย ตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล 

การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

โพสต์โดย : ผู้ดูเเลระบบของหน่วยงาน

 เผยเเพร่: 2019-06-25  |   ข่าววันที่: 2019-06-25 |  อ่าน: 180 ครั้ง
 

ก่อนการเกิดโรคหรือมีอาการป่วยของปลา มีข้อสังเกตที่สำคัญคือ มักพบว่าสภาวะอากาศบริเวณพื้นที่นั้นๆ  จะร้อนจัดติดต่อกันหลายวัน หลังจากนั้น เมื่อมีฝนตกหรือครึ้มฟ้าครึ้มฝน ติดต่อกัน 2-3 วัน ทำให้อุณหภูมิของน้ำในรอบวันแตกต่ำงกันมาก สภาวะดังกล่าวส่งผลถึงกระบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์โดยจุลชีพที่เกิดขึ้น เช่น เศษอาหาร และสิ่งขับถ่ายจากปลา ทำให้เกิดการตายของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ตามมา เกิดการสะสมของอนินทรีย์ และอินทรีย์สารจำนวนมหาศาล ส่งผลให้คุณภาพน้ำ ทั้งทางชีวภาพ กายภาพ และเคมีเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางไม่ดี

ในกรณีที่เลี้ยงในกระชัง มักพบว่า ก่อนการเกิดโรคนั้น น้ำในบริเวณแหล่งเลี้ยงจะนิ่งไม่มีการไหลเวียนของมวลน้ำ หรือมักมีมวลน้ำใหม่สีขุ่นมีตะกอนไหลลงมาในแหล่งเลี้ยงปลาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ซึ่งถือว่าเป็นช่วงระยะวิกฤติของการเลี้ยงปลา เหตุดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญที่ก่อให้เกิดสภาวะเครียดในปลา เนื่องจากปลาต้องใช้พลังงานในการปรับตัวเองให้อยู่รอดในสภาวะดังกล่าว อาจส่งผลให้ปลามีสุขภาพอ่อนแอรับเชื้อโรค ได้ง่าย ปลามักจะแสดงอาการป่วยและทยอยตายเรื่อย ๆ ในช่วงแรก หรืออาจสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์
ภายใน 5-7 วัน ทั้งนี้ อัตราการตายของปลาหรือความรุนแรงของการเกิดโรคจะมากหรือน้อย ยังขึ้นอยู่กับการดูแลสุขภาพปลาของผู้เลี้ยง รวมไปถึงความรุนแรงของสภาวะที่ก่อให้เกิดความเครียดต่ำง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นปัจจัยที่อยู่นอก เหนือความสามารถของเราที่จะจัดการได้ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพของน้ำ การเลี้ยงปลาในกระชังที่มีน้ำไหลบ่ามา ฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน อากาศร้อนสลับเย็น อากาศหนาวเป็นเวลานาน เป็นต้น ซึ่งโดยปกติฤดูกาลของประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ฤดู และมีความสัมพันธ์กับสัตว์น้ำ ดังนี้

ฤดูร้อน

เริ่มตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ไปจนถึงกลางเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงเปลี่ยนจากมรสุมตะวันออก เฉียงเหนือเป็นมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ และเป็นระยะเวลาที่ขั้วโลกเหนือหันเข้าหาดวงอาทิตย์ โดยเฉพาะเดือนเมษายน ประเทศไทย มีดวงอาทิตย์อยู่เกือบตรงศีรษะในเวลาเที่ยงวัน ทำให้ได้รับความร้อนจากดวงอาทิตย์เต็มที่ สภาวะอากาศจึงร้อนอบอ้าวทั่วไป ในฤดูนี้บางครั้งอาจมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีน แผ่ลงมาปกคลุมจนถึงประเทศไทยตอนบน ทำให้เกิดการปะทะกันของมวลอากาศเย็นกับมวลอากาศร้อนที่ปกคลุมอยู่เหนือประเทศไทย ซึ่งก่อให้เกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงหรืออาจมีลูกเห็บตกก่อให้เกิดความเสียหายได้ พายุฝนฟ้าคะนองที่เกิดขึ้นในฤดูนี้มักเรียกว่า "พายุฤดูร้อน" ลักษณะของอากาศในฤดูร้อนใช้เกณฑ์อุณหภูมิสูงสุดของแต่ละวัน โดยแบ่งดังนี้ อากาศร้อน จะมีอุณหภูมิระหว่าง 35 - 39.9 องศาเซลเซียส อากาศร้อนจัด
มีอุณหภูมิ 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป

สภาพอากาศร้อนจัด อาจทำให้อุณหภูมิผิวน้ำสูงถึง 38 องศาเซลเซียส แต่อุณหภูมิน้ำที่เหมาะสมสำหรับปลาในเขตร้อนทั่วไป อยู่ระหว่าง 25-32 องศาเซลเซียส ยิ่งอุณหภูมิสูงการละลายของออกซิเจนในน้ำยิ่งลดลงรวมทั้งการแปลงสภาพของโปรตีนหรือเนื้อปลาจะเกิดขึ้นที่อุณหภูมิสูงกว่า 50 องศาเซลเซียส ดังนั้นช่วงหน้ำ แล้ง ควรจะมีการวางแผนการเพาะเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำ หากพื้นที่แหล่งน้ำใดมีปริมาณน้ำน้อย ก็ควรจะชะลอการเลี้ยง และเตรียมพร้อมในการเพาะเลี้ยงปลาในฤดูกาลต่อไป

การป้องกัน

  1. ลดความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง ป้องกันการขาดออกซิเจน
  2. ลดปริมาณการให้อาหารให้น้อยลง 10 -15 เปอร์เซ็นต์ หรือมากกว่า เพื่อป้องกันอาหารไม่ย่อยในกระเพาะปลา หรือน้ำเน่าเสีย ที่อาจทำให้ปลาช็อคตาย
  3. การเลี้ยงปลาในกระชัง ควรย้ายกระชังไปในพื้นที่ทีมีน้ำพอเพียง มีการไหลเวียนของน้ำสม่ำเสมอ พื้นก้นกระชังควรอยู่สูงจากพื้นแหล่งน้ำไม่น้อยกว่า 1 เมตร
  4. หมั่นสังเกตอาการของปลาที่เลี้ยงอยู่เสมอ หากพบปลามีอาการผิดปกติหรือตายเป็นจำนวนมาก ควรรีบจับออกจำหน่าย
  5. ควรจะชะลอหรือหยุดการเลี้ยง ทำการตากกระชัง ตากบ่อให้แห้ง แล้วทำความสะอาด ฆ่าเชื้อหรือแบคทีเรีย โรยปูนขาว เพื่อเตรียมพร้อมในการเพาะเลี้ยงปลาในฤดูกาลต่อไป

ฤดูฝน

เริ่มตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมเมื่อมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ พัดปกคลุมประเทศไทย และร่องความกดอากาศต่ำพาดผ่านประเทศไทย ทำให้มีฝนชุกทั่วไป ร่องความกดอากาศต่ำนี้ปกติจะพาดผ่านภาคใต้ ในเดือนพฤษภาคม แล้วจึงเลื่อนขึ้นไปทางเหนือตามลาดับจนถึงช่วงประมาณปลายเดือนมิถุนายน จะพาดผ่านอยู่บริเวณประเทศจีนตอนใต้ ทำให้ฝนในประเทศไทยลดลงระยะหนึ่ง และเรียกว่าเป็น "ช่วงฝนทิ้ง" ซึ่งอาจนานประมาณ 1-2 สัปดาห์หรือบางปีอาจเกิดขึ้นรุนแรงและมีฝนน้อยนานนับเดือน ในเดือนกรกฎาคมปกติร่องความกดอากาศ ต่ำ จะเลื่อนกลับลงมาทางใต้ พาดผ่านบริเวณประเทศไทย อีกครั้ง ทำให้มีฝนชุกต่อเนื่อง จนกระทั่งเกิดมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดเข้ามาปกคลุมประเทศไทย แทนที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณกลางเดือนตุลาคมประเทศไทยตอนบน จะเริ่มมีอากาศเย็นและฝนลดลง โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เว้นแต่ภาคใต้ยังคงมีฝนชุกต่อไป จนถึงเดือนธันวาคม และมักมีฝนหนักถึงหนักมาก จนก่อให้เกิดอุทกภัย โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออกซึ่งจะมีปริมาณฝนมากกว่าภาคใต้ฝั่งตะวันตก อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นฤดูฝนอาจจะช้าหรือเร็วกว่ากาหนดได้ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ การพิจารณาปริมาณฝนในเวลา 24 ชั่วโมงของแต่ละวัน จะนับตั้งแต่เวลา 07.00 น. จนถึงเวลา 07.00 น. ของวันถัดไป โดยมีเกณฑ์แบ่งดังนี้ ฝนวัดจำนวนไม่ได้: ปริมาณฝนน้อยกว่า 0.1 มิลลิเมตร ฝนเล็กน้อย ปริมาณฝนระหว่าง 0.1-10.0 มิลลิเมตร ฝนปานกลาง ปริมาณฝนระหว่าง 10.1-35.0 มิลลิเมตร ฝนหนัก ปริมาณฝนระหว่าง 35.1-90.0 มิลลิเมตร และฝนหนักมาก ปริมาณฝนตั้งแต่ 90.1 มิลลิเมตรขึ้นไป

เมื่อเข้าสู่ฤดูฝน มักจะประสบปัญหามากมายเกี่ยวกับการเลี้ยงปลา ทำให้ได้รับผลกระทบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม โดยมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

  1. อากาศร้อนมาก ๆ ก่อนฝนจะตก ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่างและความขุ่นของน้ำอย่างรวดเร็วหลังฝนตก มีผลต่อลูกปลาและปลาที่ปล่อยใหม่ ตลอดจนปลาที่เลี้ยงกันแบบหนา แน่นมาก จะมีผลให้ปลาน๊อคหรือปลาตาย
  2. เมื่อฝนตกหนัก จะพัดพาพวกปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ขี้เถ้าจากการเผาป่า ล้วนเป็นพิษต่อปลา ซึ่งอาจได้รับผลกระทบอย่างมากในช่วงที่ฝนตกใหม่ ๆ
  3. ตะกอนแขวนลอยซึ่งเกิดจากการชะหน้ำดินของน้ำฝน ตะกอนจะฟุ้งกระจาย ซึ่งสร้างปัญหาเกี่ยวกับเหงือกสัตว์น้ำในการแลกเปลี่ยนออกซิเจน สัตว์น้ำจะกินอาหารลดลง เครียด และตาย
  4. น้ำฝนจะชะล้างความเป็นกรดจากอากาศ และดินลงสู่บ่อ ทำให้ pH ของน้ำต่ำลง ความเป็นพิษของก๊าซไข่เน่า และแอมโมเนียจะมากขึ้น ทำให้ปลาลอยหัวขึ้นมาฮุบอากาศหายใจ ซึ่งอาจทำให้ปลาเครียด ป่วย และตายได้ 5. สภาพอากาศมืดครึ้ม แต่ฝนไม่ตก หรือสภาพอากาศร้อนอบอ้าว เป็นเวลานาน ๆ ซึ่งมีผลต่อการแลก เปลี่ยนออกซิเจน ระหว่างชั้นบรรยากาศกับผิวน้ำ การย่อยสลายของเสียในน้ำ การสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอน ทำให้ปลาขาดออกซิเจน ปลาจะขึ้นมาลอยหัวฮุบอากาศบนผิวน้ำจำนวนมาก

การป้องกัน

  1. เมื่อฝนหยุดตก ควรเปิดเครื่องตีน้ำ เพื่อคลุกเคล้าน้ำฝนกับน้ำในบ่อให้เข้ากัน ป้องกันการแบ่งชั้นน้ำ
  2. เมื่อฝนตกหนัก ทำให้อุณหภูมิน้ำเปลี่ยนแปลง ปลาจะลดการกินอาหาร ดังนั้น ควรลดปริมาณอาหารให้น้อยลง หรืองดอาหารในวันที่ฝนตกหนัก
  3. เมื่ออากาศมืดครึ้มยาวนาน 2-3 วัน ควรเปิดเครื่องตีน้ำ เพื่อเพิ่มออกซิเจน หรือสูบน้ำขึ้นไปในอากาศเวลาน้ำตกลงมาจะช่วยเพิ่มออกซิเจน
  4. ควรโรยปูนขาวรอบคันบ่อ ประมาณ 30-50 กิโลกรัม เมื่อฝนตกจะช่วยปรับ pH น้ำได้ดีขึ้น
  5. สาดเกลือแกงลงในบ่อ หลังฝนตก ประมาณ 60-100 กิโลกรัมต่อไร่ จะช่วยลดพิษของแอมโมเนีย และช่วยรักษาสมดุลภายในร่างกายของปลา

ฤดูหนาว

เริ่มตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดปกคลุมประเทศไทยตั้งแต่กลางเดือนตุลาคม ในช่วงกลางเดือนตุลาคมนานราว 1-2 สัปดาห์ เป็นช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว อากาศแปรปรวนไม่แน่นอน อาจเริ่มมีอากาศเย็นหรืออาจยังมีฝนฟ้าคะนอง โดยเฉพาะบริเวณภาคกลางตอนล่างและภาคตะวันออกลงไป ซึ่งจะหมดฝน และเริ่มมีอากาศเย็นช้ากว่าภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ลักษณะของอากาศในฤดูหนาว ลักษณะของอากาศในฤดูหนาวใช้เกณฑ์อุณหภูมิต่ำสุดของแต่ละวัน โดยแบ่งดังนี้ อากาศหนาวจัด จะมีอุณหภูมิต่ำกว่า 8.0 องศาเซลเซียส อากาศหนาว
มีอุณหภูมิระหว่าง 8.0-15.9 องศาเซลเซียส อากาศเย็น มีอุณหภูมิระหว่าง 16.0-22.9 องศาเซลเซียส

ในช่วงอากาศหนาวยาวนาน จะต้องดูแลปลาอย่างใกล้ชิด สาเหตุมาจากปลาปรับสภาพไม่ทันต่ออากาศที่หนาวเย็นลง ซึ่งปลาจะกินอาหารน้อยลง หากให้อาหารมาก เมื่อปลากินไม่หมดก็จะเกิดการเน่า เกิดแก๊สพิษ นอกจากนี้ สภาพความแปรปรวนของอากาศ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนฤดูกาล เมื่อมีฝนตกน้ำไหลหลาก ทำให้น้ำขุ่นมีตะกอน ซึ่งเกิดจากการชะล้างหน้าดินและพัดพาสิ่งต่างๆ ลงสู่แหล่งน้ำลำคลอง รวมทั้ง
ยาฆ่าแมลง ยากำจัด

สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย


 Tags

  •  Hit 20 อันดับ
  • โครงสร้างของหน่วยงานภายใน.. (850)  เกี่ยวกับสำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย.. (640) การป้องกันและกำจัดโรคปลา.. (588) ข้อมูลแสดงบัญชีรายชื่อแหล่งน้ำ.. (558) วิสัยทัศน์ / ยุทธศาสตร์.. (509) หน้าที่และความรับผิดชอบ.. (492) โครงการส่งเสริมเกษตรกรด้านการประมง.. (481) ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร จังหวัดเชียงราย.. (467) การแปรรูปสัตว์น้ำ.. (461) การเพาะเลี้ยงกบ.. (454) ราคาสัตว์น้ำจืด(ปลานิล) จากตลาดต่างๆ.. (429) ราคาสัตว์น้ำจืด (ปลาดุก) จากตลาดต่างๆ.. (416) โครงการสัมมนาเครือข่ายประมงอาสา.. (399) การเพาะเลี้ยงปลากดเหลือง.. (389) โครงการธนาคารผลผลิตเกษตรด้านการประมง.. (375) ยาและสารเคมีเพื่อการป้องกันและรักษาโรคสัตว์น้ำ.. (372) โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ต.ผางาม อ.เวียงชัย จ.เชียงราย.. (336) โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ อ.เวียงเชียงรุ้ง จ.เชียงราย.. (292) ปลาน็อค.. (251) ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างเครือข่ายในการเฝ้าระวังและการจัดการปัญหาน้ำเสียในพื้นที่ลุ่มน้ำวิกฤต (ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขงตอนบน).. (213)

    Copyright © 2016-2019 สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย

     สำนักงานประมงจังหวัดเชียงราย  419 หมู่ 6 ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย 57100