ประมงติดตามสถานการณ์ปลากะพงขาวตายกว่า 80 ตัน มูลค่าความเสียหายกว่า 12 ล้านบาท พร้อมวางแนวทางแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน และ ระยะยาว

  ประมงติดตามสถานการณ์ปลากะพงขาวตายกว่า 80 ตัน มูลค่าความเสียหายกว่า 12 ล้านบาท พร้อมวางแนวทางแก้ปัญหาระยะเร่งด่วน และ ระยะยาว 

# ข่าวประชาสัมพันธ์ ดร.อดิศร  พร้อมเทพ  (อธิบดีกรมประมง) 

 569 อ่าน : 11 เดือน

 Administrator | 2017-04-28 21:38 น.





       

จากเหตุการณ์ปลากะพงที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ในกระชังริมทะเลสาบสงขลา พื้นที่ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 9 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา ลอยตายติดต่อกันมาตั้งแต่วันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา รวมจำนวนหลายสิบตัน ทำให้ผู้เลี้ยงปลาได้รับความเดือดร้อนนั้น

 

นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง มาตั้งแต่เกิดเหตุ ซึ่งขณะนี้ ได้รับรายงานว่า ปริมาณการตายของปลากะพงขาวลดลงแล้ว โดยปลาที่ตายส่วนใหญ่จะเป็นปลากะพงขาว ขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 3 – 5 กิโลกรัมต่อตัว และจากการเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณเกิดเหตุไปตรวจ พบว่าคุณภาพน้ำผิดปกติ มีค่าออกซิเจนเพียง 0.9 – 2.0 มิลลิกรัมต่อลิตร (ค่าออกซิเจนที่เหมาะสมสำหรับสัตว์น้ำควรมากกว่า 4.0 มิลลิกรัมต่อลิตร) ซี่งน่าจะมาจากหลายสาเหตุหลายปัจจัยของสภาพแวดล้อมบริเวณดังกล่าว อาทิ การเปลี่ยนแปลงความเค็มของน้ำอย่างฉับพลัน เพราะมีการระบายน้ำจืดลงสู่ทะเลสาบเนื่องจากฝนตกอย่างต่อเนื่อง ทำให้แพลงก์ตอนพืชลดลงอย่างรวดเร็ว การสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชในช่วงที่มีแสงก็ลดลง ส่งผลให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง อีกทั้ง บริเวณแหล่งเลี้ยงปลากระชังมีสภาพตื้นเขิน มีความลึกของน้ำอยู่เพียง 1 – 1.5 เมตร และพื้นที่เลี้ยงมีลักษณะเป็นอ่าวทำให้มีการไหลเวียนของกระแสน้ำน้อย ประกอบกับ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2560 เป็นช่วงน้ำตาย น้ำมีการขึ้นลงน้อย ผนวกกับอากาศที่ร้อนจัด ทำให้อุณหภูมิของน้ำสูงมาก การละลายและหมุนเวียนของออกซิเจนจึงน้อยลง นอกจากนี้ ยังพบว่าปลากะพงขาวในกระชังเลี้ยงของเกษตรกร มีขนาดตัวที่โต จึงมีความหนาแน่นมาก เมื่อออกซิเจนในน้ำน้อย จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของปลาตัวใหญ่และจำนวนมากขนาดนี้ เป็นสาเหตุให้เกิดจากสภาวะการขาดออกซิเจนและช็อคตาย

 

ทั้งนี้ จากข้อมูลพื้นที่ตำบลเกาะยอ จำนวน 9 หมู่บ้าน มีเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชัง จำนวน 323 ราย จำนวน 1,838 กระชัง คิดเป็นพื้นที่ 81,147 ตารางเมตร โดยพบว่ามีจำนวนเกษตรกร จาก 2 หมู่บ้าน คือ หมู่ที่ 1 และ หมู่ที่ 9 ที่ได้รับผลกระทบ ประมาณ 40 ราย มีปริมาณสัตว์น้ำที่ตาย ประมาณ 80 ตัน (80,000 กิโลกรัม) คิดเป็นมูลค่าความเสียหายสูงถึง 12 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ กรมประมงได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ได้แก่

· ระยะเร่งด่วน :

(1) แนะนำให้เกษตรกรเร่งเพิ่มออกซิเจน โดยวิธีปั๊มออกซิเจนร่วมกับใช้เครื่องสูบน้ำพ่นน้ำร่วมด้วย และอาจใช้ออกซิเจนผงในการเพิ่มออกซิเจนอีกทางหนึ่ง

(2) ร่วมกับจังหวัดสงขลา หาทางเยียวยาและจัดทำโครงการส่งเสริมอาชีพด้านการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังโดยใช้งบยุทธศาสตร์จังหวัดสงขลา

ทั้งนี้ ก่อนหน้าตั้งแต่เกิดเหตุ ทางสำนักงานประมงจังหวัดสงขลาก็ได้มีการเร่งประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังเร่งจับปลาที่ได้ขนาดขายโดยด่วนแล้ว อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ช่วงนี้ หากปลากะพงที่เลี้ยงไว้ มีน้ำหนัก 0.8 – 1.0 กิโลกรัม ก็สามารถจับขายได้เลย ไม่ต้องรอให้โตเต็มที่ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

· ระยะยาว :

ดำเนินการชี้แจงและทำความเข้าใจกับผู้เลี้ยงปลากะพงขาวให้ทราบถึงสภาพแวดล้อมที่

เปลี่ยนแปลงไป เพราะปัญหาการตายของปลากะพงขาวบริเวณเกาะยอ เป็นปัญหาสำคัญและเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน และทุกครั้งที่ไปตรวจสอบก็จะเป็นเพราะสาเหตุเดียวกัน คือ ปริมาณออกซิเจนในน้ำน้อยกว่าที่สัตว์น้ำจะมีชีวิตอยู่ได้ ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนอัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยง การวางกระชังเลี้ยงในทะเลต้องให้มีระยะห่างพอสมควร เพื่อให้การไหลเวียนของน้ำสะดวกขึ้น และพื้นที่ที่เกิดปัญหาปริมาณออกซิเจนต่ำบ่อยๆ ต้องมีอุปกรณ์ช่วยเพิ่มออกซิเจนสำรองไว้เพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะเกิดปัญหาอีก

 

อธิบดีกรมประมง กล่าวในตอนท้าย ว่าขอให้เกษตรกรในทุกพื้นที่ติดตามการรายงานสภาพอากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหมั่นดูแลปลาที่เลี้ยงไว้และปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมง หากพบความผิดปกติของปลาที่เลี้ยงไว้ขอให้แจ้งไปยังสำนักงานประมงจังหวัดหรือสำนักงานประมงอำเภอใกล้บ้าน

 

 

กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์

28 เมษายน 2560